คนที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงชัดเปรี๊ยะเหมือนเจ้าของภาษาโดยไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเล หรือข้ามขอบฟ้าและเสียเงินไปกับการวิ่งหาที่เรียนภาษาอังกฤษสารพัดแห่ง (แต่) พูดยังไงสำเนียงไทยก็ยังโดดเด่นอยู่ดีเนี่ย ถือเป็นคนโชคดี และเก่งมากในสายตาของบัวหลวง ค่าที่ตัวเองนั้นมีประสบการณ์ลงเรียนภาษาอังกฤษมาหลายแห่งแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าพูดภาษาอังกฤษทีไรสำเนียงไม่ได้อย่างใจเสียที จนเพื่อนๆ ก็ปลอบใจว่า เอาเถอะนะ...ทำงานให้เก่งแล้วให้ฝรั่งไปหัดเรียนภาษาไทยมาพูดกับเธอก็แล้วกัน
เป็นคำปลอบที่ดี (แต่เป็นไปไม่ได้) ของเพื่อนสุดเลิฟที่รู้ว่าเราขวนขวายไปเรียนหลายต่อหลายที่ จนล่าสุดก่อนจะเลิกเรียน (เพราะเสียดายเงินหลังจากหมดค่าเรียนไปประมาณเกือบแสนบาท แต่สำเนียงไม่ดีเสียที) ข้อด้อยของคนที่สามารถแต่งประโยคได้ ไวยากรณ์ถูกแต่สำเนียงไม่ดีนั้นคือ ผู้สอน(ต่างชาติ) ส่วนมากจะเน้นเรื่องไวยากรณ์และเนื้อหาของสิ่งที่จะพูดมากกว่าที่จะคอยแก้สำเนียงผู้เรียนให้ถูกต้องเหมือนสำเนียงของเจ้าของภาษา(ที่มีการศึกษา)
แต่ว่าไปก็เห็นใจผู้สอนอยู่เหมือนกันนะ เพราะถ้าให้ผู้สอนต้องคอยตามแก้วิธีการออกเสียง หรือเสียงของคำแต่ละคำที่ผู้เรียนพูดออกมาให้ถูกต้อง ลงเสีียงหนักเบาถูกที่ล่ะก็ สงสัยทั้งชั่วโมงคงไม่เป็นอันทำอะไร การแก้ไขเรื่องไวยากรณ์หรือเนื้อหาของสิ่งที่พูดจึงเป็นเรื่องหลัก แต่ที่บัวหลวงเที่ยวไปหาสถานที่เรียนภาษาอังกฤษทั้งหลายนี่ก็เพราะอยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้สำเนียงเหมือนเจ้าของภาษาน่ะ เพราะพบสัจธรรมจากการทำงานว่า ถ้าเราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เก่งๆ สำเนียงถูกต้อง และรู้คำศัพท์หลากหลายนั้น มีงานดีๆ ที่ท้าทายเปิดประตูรอรับอีกมากมาย
แล้วก็เป็นโชคดีของบัวหลวงเสียจริง เผอิญได้ทราบข่าวจากเพื่อนว่าตอนนี้มีโปรแกรมเรียนฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันวางจำหน่ายในราคาย่อมเยาแล้ว เพื่อนก็ติงว่าจะดีหรือเพราะว่าเจ้านายเป็นคนอังกฤษ แต่ก็บอกกับตัวเองว่าเอาให้มันได้ซักสำเนียงที่ดีๆ ก็ดีแล้ว ปะเหมาะเคราะห์ดี...อะแฮ่ม...ถือเป็นเหตุผลขอลองเปลี่ยนงานใหม่ดีกว่า จุ๊ๆ อย่าเอ็ดอึงไปบอกเจ้านายสุดเลิฟของบัวหลวงนะเจ้าเคอะ รอให้เรียนจบแล้วจะเผลอตัวหลุดปากบอกก็ไม่เป็นไร แต่ว่าขอเรียนให้จบ 100 บทเรียนนี้ก่อนก็แล้วกันเน้อ
โปรแกรมฝึกออกเสียงนี้เป็นการสอนให้บัวหลวงรู้ว่าเสียงตัวอักษรทั้ง 26 ตัวของภาษาอังกฤษต้องออกเสียงอย่างไรบ้าง ดูจากรายละเอียดบนเว็บไซต์แล้ว ก็เห็นว่าอักษรทั้ง 26 ตัวของภาษาอังกฤษ (A to Z) นั้นมีเสียงทั้งหมด 42 เสียง (ใครร้องโอ้โหเหมือนบัวหลวงมั่ง) ตอนนี้เพิ่งเริ่มเรียนไปไม่กี่บท แต่เริ่มฝันหวานว่าถ้าเรียนจนครบหมดทั้ง 100 บทแล้ว ฝันที่อยากพูดภาษาอังกฤษสำเนียงเหมือนเจ้าของภาษาน่าจะเป็นไปได้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เป็นแค่ฝันดีช่วงย่ำรุ่ง (ที่นักทายความฝันบอกว่าจะมีโอกาสเป็นเรื่องจริงมากที่สุด) แต่อันนี้ยืนยันได้ว่าถ้าไม่ได้เรียนโปรแกรมนี้ ฝันดียามรุ่งเช้าตอนตี 4 ก็คงเป็นฝันอยู่ดี ตอนนี้จ่ายค่าเรียนไป 499 บาท เรียนได้นาน 1 ปี แล้วที่น่าสนใจมากๆ ก็คือมันเป็นโปรแกรมเรียนแบบออนไลน์ที่เรียนที่ไหนก็ได้ แค่มีรหัสผ่านเข้าห้องเรียน ตอนแรกได้ยินก็กรี๊ดสลบไปเลยว่าของดีอย่างนี้มีด้วยเหรอ แถมราคาถูกขนาด
รู้ข่าวดีอย่างนี้ไม่รีบไปซื้อได้ไง ว่าแล้วก็หมุนไปหาตามเบอร์ที่เพื่อนให้มา 02 960 9158 ทันที ได้คุยกับคุณปรีดาซึ่งภายหลังมาทราบว่าเธอเป็นผู้ทุพพลภาพแบบถาวร (ฟังแล้วงงนิดหน่อย เพราะเพิ่งเคยได้ยินคำว่า "ทุพพลภาพแบบถาวร" หรือว่ามันจะมี "ทุพพลภาพแบบเช้าเป็นเย็นหาย" ด้วย ใครรู้ช่วยตอบทีนะ) บริษัทเอ็ดดูเคชั่น แอท คลิก จำกัด ของเธอได้รับการแต่งตั้งจากคลิกโฟนิคให้เป็นตัวแทนขายโปรแกรมคลิกโฟนิคนี้ในประเทศไทย แล้วที่น่าทึ่งมากอีกอันก็คือทีมขายโปรแกรมนี้ส่วนใหญ่ (ประมาณ 80%) เป็นผู้พิการ ซึ่งฟังแล้วก็ดีใจว่านอกจากจะได้ทดลองซื้อโปรแกรมมาแล้ว ก็มีโอกาสได้ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของผู้พิการด้วย แหม...โชคดี 2 ต่ออย่างนี้หาง่ายที่ไหน จริงไหมล่ะ
ตอนนี้เริ่มเรียนไปแล้ว 23 บท สนุกมากเลย แม้ว่าช่วงแรกๆ จะเบื่อนิดหน่อยเพราะว่าโปรแกรมพูดช้า เวลาตอบผิดก็ไม่ยอมขึ้นข้อใหม่ให้จนกว่าจะทำถูก แต่ที่ชอบใจก็คือพอขึ้นบทที่ 4 เป็นต้นไปมันจะมีห้องเรียนให้เราทดสอบว่าเราฟังการออกเสียงตัวอักษรแต่ละตัวถูกต้องไหม แล้วเมื่อเรียนจบก็มีีรายงานผลการเรียนให้ดูด้วยนะ (ตีแผ่ความสะเพร่า กับความใจเร็วของมือที่เลื่อนไปกดเม้าส์น่ะดิ่) ข้อดีอีกอันที่ชอบใจก็คือสามารถเรียนทบทวนได้ตลอดเวลา บทที่เรียนไปแล้วก็กลับไปเรียนใหม่ได้ แล้วเรียนที่ไหนก็ได้เนี่ยดีมาก ตอนนี้อยากลุ้นให้เจ้านายจัดสัมมนาที่ต่างจังหวัดเป็นอย่างมากเพราะว่าอยากจะลอง(ของ)ดูว่าถ้าไปเล่นที่ต่างจังหวัดนั้นจะเล่นได้จริงหรือเปล่า
หลังจากเรียนไปได้ 23 บทแล้ว ไม่รู้คิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่าว่าตอนนี้พูดสำเนียงดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ที่สำคัญคือฟังเจ้านายอเมริกันบางคนได้ดีขึ้นกว่าก่อนเรียน นี่ก็กำลังตั้งตาคอยที่จะพูดกับหุ้นส่วนบริษัทที่มาจากฟิลิปปินส์, อินเดีย, และแคนาดาปลายปีนี้อยู่ มันคงจะตื่นเต้นมากที่มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนของเจ้านายเวลาพาไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ (โดยท้องไม่อืดเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยวล่วงหน้า อย่างที่เคยเป็นทุกปี) คนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งคงนึกไม่ออกว่ามันเครียดขนาดไหนที่พูดสำเนียงไม่ดี ไม่ชัดเจน ฝรั่งฟังไม่รู้เรื่อง แทนที่จะคุยกันอย่างสนุกสนานกลายเป็นต้องเกร็งว่าพูดไปแล้วเขาจะคอยเงี่ยหูและถามว่า pardon me, could you say it again? (ขอโทษครับ เธอพูดว่าอะไรนะครับ)
อันนี้เป็นความรู้ใหม่มาเล่าให้ฟัง ถ้าใครสนใจอยากหาซื้อโปรแกรมไปเรียนบ้าง ติดต่อไปที่หมายเลข 02 960 9157 ถึง 8 และเบอร์คุณปรีดา 086 322 9307 แวะไปอ่านบล็อกของเธอได้ที่ http://preedastation.blogspot.com ตอนนี้เธอมีแพ็กเกจหลายอย่างให้เลือก ไปชมดูได้ที่ www.educationatclick.com
ส่วนตัวเองก็จะรีบเร่งเรียนต่อไป เพราะอยากลองทดสอบความสามารถเต็มแก่แล้ว ถ้าสำเนียงดีๆ (อืมม์...อย่างแรกเลยคือไม่ต้องดูหนังฝรั่งแล้วปวดหัวน่ะซิ เพราะว่าต้องเหลือบสายตาดูภาพและอ่านคำแปลให้ทันพร้อมๆ กัน) อย่างปีที่แล้วบัวหลวงปวดหัวมากเพราะหนังสนุกๆ ก็พูดเร็วเหลือเกิน ไปดูเรื่อง The Departed 3 รอบเพราะรอบแรกพยายามดูหนังและอ่านคำแปลให้ทัน แต่ไม่ทันเลยต้องไปดูซ่อมเพื่อเก็บที่ตกหล่นให้ครบ และไปดูหนที่ 3 เพราะอยากได้อรรถรส
โอมเพี้ยง...มาช่วยลุ้นให้ฝันของบัวหลวงเป็นจริงกันดีกว่าเนาะ
ผ่านมาเจอครับ
ก็ดีครับ อย่างน้อยทำให้คุณออกเสียงภาษาอังกฤษชัดเจนขึ้น เพราะเท่าที่ผมจำได้ตอนเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองไทยก้อได้เกรด A มาตลอดนะครับ แต่ทำไมเราพูดภาษาอังกิดไม่ได้ซักทีหว่า โรงเรียนสอนภาษาก้อเน้นแต่Grammar กะ Technic พิชิต TOEFL เลยไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เรียนจบมาทำงานกับฝรั่งก้อเริ่มจะพูดคุยได้พอประมาณนึง ตอนนั้นไม่รู้หรอกครับว่าจริงๆแล้วฝรั่งในเมืองไทยเค้าคุ้นกับอังกิดสำเนียงไทยของเรา รวมถึงไม่รู้ว่าฝรั่งในเมืองไทยไม่ได้พูดอังกิดเป็นกันทุกคน เราก้อเริ่มมั่นใจว่าเราไปเรียนต่อเมืองนอกได้ไม่ยาก ก้อบินไปอเมริกาเลยครับ
ยังจำอาทิตย์แรกที่มาถึงอเมริกาได้ครับ จำเป็นต้องถามทางไปโรงเรียนจากคนที่เดินผ่าน แต่....ฟังไม่ทัน พูดไปเค้าก้อไม่รู้เรื่อง เรากลายเป็นตัวประหลาดให้พวกมะกันมันว่าเอาซะอีก กว่าจะถึงโรงเรียนก้อสะบักสะบอม เดือนแรกภาษาอังกิดก้อยังไม่กระดิก โรงเรียนสอนภาษาส่วนใหญ่ เน้นแต่Grammar กะ Technic พิชิต TOEFL ซึ่งพอๆกะหลักสูตรในเมืองไทยครับ ดีหน่อยที่ได้ฝรั่งอเมริกันสอน
เอาไงดีละทีนี้ ฟังยังไม่ทัน พูดก้อไม่รู้เรื่อง ก้อเลยลองเทคนิคครูเคทครับ ฝึกพูดตามหนัง ฟังวิทยุ อ่านออกเสียง ดีขึ้นครับ สามเดือนผ่านได้มากขึ้น แต่ยังครับ มันยังไม่รู้เรื่องทั้งหมด ไหนจะslangs ไหนจะidioms มันไม่ได้แปลกันตรงๆ ต้องใช้เวลาเรียนรู้กันอีกครับ เลยเริ่มรู้ว่าภาษาอังกฤษไม่สามารถเรียนได้แค่ในเวลา3-6เดือน แต่เป็นปีๆ
หลังจากนั้นไปเจอคอร์ส Pronunciation เป็นคอร์สที่สอนเรื่องการออกเสียงที่ถูกต้อง ถึงรู้ว่าจริงๆแล้ว มันมีวิธีการออกเสียงของมันอยู่ A-Z ไม่เหมือนเสียงในภาษาไทยทั้งหมด หรือ A E I O U แต่ละตัวก้อไม่ได้มีแค่เสียงเดียว เหมือนที่เราเข้าใจ แม้แต่ฝรั่งเองก้อยังต้องเรียนวิธีอ่านเพื่อจะได้อ่านpronunciation ในdictionaryได้ (ฝรั่งไม่ได้รู้ทุกคำในdictionaryครับ) เลยลงเรียนควบคู่กับgrammarต่อไปอีก3เดือน(เรียนสองโรงเรียน)ระหว่างนี้ก้อยังทำตามครูเคทบอกครับ ฝึกพูดตามหนัง ฟังวิทยุ อ่านออกเสียง แต่คราวนี้ ด้วยวิธีที่"ถูกต้อง" ถ้าไม่แน่ใจก้อเปิดdictionary ENG-ENG ได้ทั้งเสียงได้ทั้งความหมายที่ถูกต้อง (Eng-Thai 3-40% ความหมายไม่ตรงครับ)
หลังจากเรียนจบคอร์สนี้ชีวิตเริ่มเปลี่ยน ฟังรู้เรื่องมากขึ้น พูดครั้งเดียวแล้วฝรั่งเข้าใจ เริ่มปาร์ตี้มากขึ้น กล้าพูดมากขึ้น เพื่อนอเมริกันเริ่มเยอะขึ้น เหมือนเป็นอีกโลกนึงไปเลย เริ่มเรียนรู้slangs & idioms พอย้ายไปอยู่กะAmerican roommate ก้อได้คนคอยแก้ไข รวมถึงสอนคำหยาบ(swear หรือ curse)เพื่อเอาไว้ใช้ในสังคมเพื่อนฝูง เริ่มรู้ว่าความแตกต่างของสำเนียงของแต่ละคนแต่ละประเทศ
ตอนนี้เป็นเวลาสองปีแล้วครับ ผมเลยสังเกตว่าการที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดีนั้นต้องมีองค์ประกอบดังนี้ครับ
0. Basic Vocabulary - ต้องรู้ศัพท์พื้นฐาน
1. Structure and Pronunciation - สองอย่างนี้ต้องไปพร้อมกัน
2. Practice - ต้องมั่นฝึกฝนใช้ทุกวันจนติดปาก(ซึ่งไม่ง่ายในเมืองไทย)
3. Correction - ต้องมีเจ้าของภาษาคอยแก้ไข (นี่ก้อหายากในเมืองไทย)
4. Party - ออกสังคมเยอะๆ แต่อย่าลืมเรื่องเรียนนะครับ
ที่สำคัญ ต้องมีความกล้าครับ อย่าอายครับ "ด้านได้อายอด" ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย
คนที่เดินผ่าน
ปล. ถึงคุณ คนพลัดถิ่น~ต้นตอ-natachoei(หน้าตาเฉย)
อาจจะต้องแก้ไขเรื่องgrammarนิดนึงนะครับ มันถูกต้องครับแค่อ่านแล้วไม่ลื่นแค่นั้นเอง อีก3-6เดือน คุณลองมาอ่านดูอีกทีแล้วคุณจะรู้ อย่าโกรธกันนะครับ ติเพื่อก่อครับ เพราะผมเคยกลับไปอ่านwritingของตัวผมเองสมัยแรกๆที่มาอเมริกา(รวมถึงของที่เอาติดมาจากเมืองไทย)ก็มีผิดเยอะครับ จนถามตัวเองว่า "นี่กูเขียนหรอว่ะเนี่ย"