ผ่านมาเจอครับ
ก็ดีครับ อย่างน้อยทำให้คุณออกเสียงภาษาอังกฤษชัดเจนขึ้น เพราะเท่าที่ผมจำได้ตอนเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองไทยก้อได้เกรด A มาตลอดนะครับ แต่ทำไมเราพูดภาษาอังกิดไม่ได้ซักทีหว่า โรงเรียนสอนภาษาก้อเน้นแต่Grammar กะ Technic พิชิต TOEFL เลยไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เรียนจบมาทำงานกับฝรั่งก้อเริ่มจะพูดคุยได้พอประมาณนึง ตอนนั้นไม่รู้หรอกครับว่าจริงๆแล้วฝรั่งในเมืองไทยเค้าคุ้นกับอังกิดสำเนียงไทยของเรา รวมถึงไม่รู้ว่าฝรั่งในเมืองไทยไม่ได้พูดอังกิดเป็นกันทุกคน เราก้อเริ่มมั่นใจว่าเราไปเรียนต่อเมืองนอกได้ไม่ยาก ก้อบินไปอเมริกาเลยครับ
ยังจำอาทิตย์แรกที่มาถึงอเมริกาได้ครับ จำเป็นต้องถามทางไปโรงเรียนจากคนที่เดินผ่าน แต่....ฟังไม่ทัน พูดไปเค้าก้อไม่รู้เรื่อง เรากลายเป็นตัวประหลาดให้พวกมะกันมันว่าเอาซะอีก กว่าจะถึงโรงเรียนก้อสะบักสะบอม เดือนแรกภาษาอังกิดก้อยังไม่กระดิก โรงเรียนสอนภาษาส่วนใหญ่ เน้นแต่Grammar กะ Technic พิชิต TOEFL ซึ่งพอๆกะหลักสูตรในเมืองไทยครับ ดีหน่อยที่ได้ฝรั่งอเมริกันสอน
เอาไงดีละทีนี้ ฟังยังไม่ทัน พูดก้อไม่รู้เรื่อง ก้อเลยลองเทคนิคครูเคทครับ ฝึกพูดตามหนัง ฟังวิทยุ อ่านออกเสียง ดีขึ้นครับ สามเดือนผ่านได้มากขึ้น แต่ยังครับ มันยังไม่รู้เรื่องทั้งหมด ไหนจะslangs ไหนจะidioms มันไม่ได้แปลกันตรงๆ ต้องใช้เวลาเรียนรู้กันอีกครับ เลยเริ่มรู้ว่าภาษาอังกฤษไม่สามารถเรียนได้แค่ในเวลา3-6เดือน แต่เป็นปีๆ
หลังจากนั้นไปเจอคอร์ส Pronunciation เป็นคอร์สที่สอนเรื่องการออกเสียงที่ถูกต้อง ถึงรู้ว่าจริงๆแล้ว มันมีวิธีการออกเสียงของมันอยู่ A-Z ไม่เหมือนเสียงในภาษาไทยทั้งหมด หรือ A E I O U แต่ละตัวก้อไม่ได้มีแค่เสียงเดียว เหมือนที่เราเข้าใจ แม้แต่ฝรั่งเองก้อยังต้องเรียนวิธีอ่านเพื่อจะได้อ่านpronunciation ในdictionaryได้ (ฝรั่งไม่ได้รู้ทุกคำในdictionaryครับ) เลยลงเรียนควบคู่กับgrammarต่อไปอีก3เดือน(เรียนสองโรงเรียน)ระหว่างนี้ก้อยังทำตามครูเคทบอกครับ ฝึกพูดตามหนัง ฟังวิทยุ อ่านออกเสียง แต่คราวนี้ ด้วยวิธีที่"ถูกต้อง" ถ้าไม่แน่ใจก้อเปิดdictionary ENG-ENG ได้ทั้งเสียงได้ทั้งความหมายที่ถูกต้อง (Eng-Thai 3-40% ความหมายไม่ตรงครับ)
หลังจากเรียนจบคอร์สนี้ชีวิตเริ่มเปลี่ยน ฟังรู้เรื่องมากขึ้น พูดครั้งเดียวแล้วฝรั่งเข้าใจ เริ่มปาร์ตี้มากขึ้น กล้าพูดมากขึ้น เพื่อนอเมริกันเริ่มเยอะขึ้น เหมือนเป็นอีกโลกนึงไปเลย เริ่มเรียนรู้slangs & idioms พอย้ายไปอยู่กะAmerican roommate ก้อได้คนคอยแก้ไข รวมถึงสอนคำหยาบ(swear หรือ curse)เพื่อเอาไว้ใช้ในสังคมเพื่อนฝูง เริ่มรู้ว่าความแตกต่างของสำเนียงของแต่ละคนแต่ละประเทศ
ตอนนี้เป็นเวลาสองปีแล้วครับ ผมเลยสังเกตว่าการที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดีนั้นต้องมีองค์ประกอบดังนี้ครับ
0. Basic Vocabulary - ต้องรู้ศัพท์พื้นฐาน
1. Structure and Pronunciation - สองอย่างนี้ต้องไปพร้อมกัน
2. Practice - ต้องมั่นฝึกฝนใช้ทุกวันจนติดปาก(ซึ่งไม่ง่ายในเมืองไทย)
3. Correction - ต้องมีเจ้าของภาษาคอยแก้ไข (นี่ก้อหายากในเมืองไทย)
4. Party - ออกสังคมเยอะๆ แต่อย่าลืมเรื่องเรียนนะครับ
ที่สำคัญ ต้องมีความกล้าครับ อย่าอายครับ "ด้านได้อายอด" ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย
คนที่เดินผ่าน
ปล. ถึงคุณ คนพลัดถิ่น~ต้นตอ-natachoei(หน้าตาเฉย)
อาจจะต้องแก้ไขเรื่องgrammarนิดนึงนะครับ มันถูกต้องครับแค่อ่านแล้วไม่ลื่นแค่นั้นเอง อีก3-6เดือน คุณลองมาอ่านดูอีกทีแล้วคุณจะรู้ อย่าโกรธกันนะครับ ติเพื่อก่อครับ เพราะผมเคยกลับไปอ่านwritingของตัวผมเองสมัยแรกๆที่มาอเมริกา(รวมถึงของที่เอาติดมาจากเมืองไทย)ก็มีผิดเยอะครับ จนถามตัวเองว่า "นี่กูเขียนหรอว่ะเนี่ย"