อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

อภิปรัชญาว่าด้วยจิตและวิญญาณ 

ธรรมชาติของจิต  วิญญาณ  หรือมโน


-->> จิต  (mind)  

หลักฐานทางพระพุทธศาสนา  นั้นยืนยันว่า   มนุษย์เรานั้นมีวิญญาณ  ไม่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นมีวิญญาณ  สัตว์ดิรัจฉาน  ตั้งแต่เล็กที่สุด  ถึงใหญ่ที่สุดก็มีวิญญาณ  เหมือนกัน


ธรรมชาติที่เรียกว่า  “วิญญาณ”   นี้   ในที่บางแห่ง  พระพุทธเจ้าทรงใช้  คำว่า   “วิญญาณ”  โดยตรง  เช่น ในปฏิจจสมุปบาท   มีคำว่า   วิญญาณปจฺจยานามรูปํ  =  นามรูปย่อมมีขึ้นเพราะอาศัยวิญญาณเป็นปัจจัย


-->> ในที่บางแห่ง   พระพุทธเจ้าตรัสถึงการเกิดใหม่ของสัตว์ว่า

วิญญาณพีชํ-   สัตว์ไปเกิดได้   เพราะมีวิญญาณเป็นเสมือนเมล็ดพืช

ตณฺหาสิเนหํ-  ในวิญญาณนั้นมีตัณหาเป็นเสมือนยางเหนียว  หรือน้ำเชื้อชีวิต  ถ้าวิญญาณไม่มีตัณหา   ก็เป็นเสมือนเมล็ดพืชที่ตายแล้ว  ปลูกไม่ขึ้น

กมฺมเขตตํ     มีกรรมเป็นเนื้อหา   คือ   เป็นที่เพาะเมล็ดพืช   วิญญาณจะไปเกิดในภพดี   หรือชั่วก็แล้วแต่กรรม


-->> ในที่บางแห่ง   พระพุทธเจ้าทรงเรียก  วิญญาณ  ว่า จิต  เช่นคำว่า  จิตฺเต   สงฺกิลิฏเฐ  ทุคฺคติปาฏิกงขา   เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง  ก็มีหวังไปเกิดในสุคคติ


-->> ในที่บางแห่ง   พระพุทธองค์  ทรงเรียกว่า     “มโน”   เช่นในคาถาพระธรรมบท  ที่ว่า

มโนปุพพงฺคมา   ธมฺมา   ธรรมทั้งหลายมีใจไปก่อน

มโนเสฏฐา  มีใจเป็นนาย

มโนมยา   สำเร็จด้วยใจ

มโนกรรม  หมายถึงการกระทำทางใจ  คือ   การคิดนั่นเอง


-->>  ลักษณะของจิต

ในคาถาพระธรรมบท    พระพุทธเจ้า   ตรัสถึงลักษณะของจิตไว้อย่างชัดเจนว่า


เอกจรํ  เที่ยวไปดวงเดียว

อสรีรํ  ไม่มีร่างกาย

คูหาสยํ  มีถ้ำ  คือร่างกายเป็นที่อยู่


-->> การที่จิต  สามารถทำงานได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับเวลา   และสถานที่  (time  and  space)  เช่นคนที่อยู่  ณ ที่แห่งหนึ่ง  อาจรู้เห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ   อีกแห่งหนึ่ง  ด้วยจิต  


เช่นพระอาจารย์มั่น   ในขณะที่บำเพ็ญสมาธิอยู่ในถ้ำสาริกา  เขาใหญ่  นครนายก   ได้กำหนดส่งกระแสจิตลงไปดู  พระหลวงตาองค์หนึ่ง  ซึ่งตั้งสำนักสงฆ์บำเพ็ญวิปัสสนาอยู่   ณ  เชิงเขา  ว่า   หลวงตาองค์นั้นท่านทำอะไรอยู่  ก็รู้ว่าหลวงตากำลังคิดวุ่นวายกับกิจการ    ในครอบครัวเดิมที่ยังตัดไม่ขาดซึ่งตามเรื่องนั้น   พระอาจารย์มั่นได้   กำหนดส่งกระแสจิต  มาดูหลวงตานั้นถึงสามยาม  คือ  ตอนค่ำ  ตอนดึก  และจวนสว่าง   ก็พบว่า      หลวงตาองค์นั้นวุ่นวายอยู่กับอดีตของตัว  คิดห่วงลูกคนนั้นห่วงหลานคนนี้อยู่ร่ำไป

-->> วิญญาณ  เป็นอมตะหรือไม่  ?


เกี่ยวกับปัญหานี้   เรามาพิจารณาดู  จากหลาย  ๆ  ทัศนะว่ามีความเห็นแตกต่างกันอย่างไร ?


พุทธปรัชญาฝ่ายเถรวาท  จะตอบทันที   “วิญญาณอมตะไม่มี ”  เพราะวิญญาณเกิดขึ้นเป็นคราว ๆ  ตามการกระทบกันระหว่างประสาท   และสิ่งเร้า   และเรียกชื่อเป็นอย่างๆ ไปตามประสาทนั้น ๆ เช่น  จักษุวิญญาณ,โสตวิญญาณ  เป็นต้น


เปรียบเหมือนไฟที่เราใส่เชื้อเพลิงเข้าไปเป็นระยะ ๆ   เมื่อใส่เชื้อเพลิงเข้าไป   เปลวเพลิงก็ลุกโพลงขึ้น   สว่างวาบขึ้นคราวหนึ่ง   แล้วก็หรี่ลง  เมื่อเราใส่เชื้อเพลิงชุดใหม่เข้าไปก็วาบขึ้นอีก


ในอัสสุตวตาสูตรที่  1  มหาวรรคที่  1  นิทานวรรค  สังยุตนิกาย  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!  ปุถุชนผู้มิได้สดับ   จะพึงเข้าไปยึด
ถือเอาร่างกาย  อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต  4  (ดิน  น้ำ
ลม  ไฟ ) นี้  โดยความเป็นตน  ยังชอบกว่า   แต่จะเข้าไป
ยึดถือ เอาจิต  โดยความเป็นตน  นั้น จิต (มโน-วิญญาณ)  
นั้น  ดวงหนึ่งเกิดขึ้นดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน”


-->> ในคัมภีร์พระอภิธรรม ได้จำแนกจิตออกเป็นดวง ๆ  เช่นเดียวกับในพระสูตร   แต่อธิบายละเอียดกว่า   แม้ในชั่วขณะหนึ่ง   จิตก็เกิดดับ  ติดต่อกันไป  นับเป็นร้อยเป็นพันดวงทีเดียว



-->>>   ภาษา  2  ระดับ

ในการอ่านหลักฐานจากคัมภีร์  ทางพระพุทธศาสนา   เราควรจะทราบว่าท่านใช้ภาษา  2  ระดับ  คือ


1. ภาษาธรรมดาหรือโลกียะ   สำหรับคนธรรมดาตามสมมติบัญญัติทางโลกเขาใช้เรียกกัน  


2.  ภาษาขันปรมัตถ์ สำหรับผู้มีความรู้ทาง  พระพุทธศาสนาดีแล้ว เป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นความจริงเหนือโลก  


-->> ในระดับภาษาธรรมดาหรือโลกียวิสัย  นั้น  พระพุทธเจ้าตรัสตามสำนวนนิยมชาวโลก  มุ่งให้ชาวโลกส่วนใหญ่เข้าใจทันที  ในระดับนี้พระองค์ตรัสคล้ายกับว่า   คนเรามีวิญญาณอมตะ  เมื่อคนเราตายลงไปวิญญาณนั้นล่องลอยไปเกิดในภพนั้น   ภพนี้   ดังที่พระองค์ตรัสไว้ใน  จูฬวัจฉโคตรสูตร  มัชฌิม ปัณณาสถ์  มัชฌิมนิกาย ว่า…


“ดูก่อนวัจฉะ  ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น   ย่อมระลึก
ถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก   คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง  
สองชาติบ้าง  ตลอดสังวัฏฏกัปปวิวัฏกัป   เป็นอันมาก
บ้างว่า  ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น   มีโคตรอย่าง
นั้น   มีผิวพรรณอย่างนั้น   ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว  
ได้ไปเกิดในภพโน้น”



เราจะเห็นได้ว่า   ในพระสูตรนี้  พระพุทธเจ้าตรัสคล้ายกับว่า  “เรา”  เป็นคนเดียวไม่ว่าจะไปเกิดในภพใดชาติใด  นี้เป็นการตรัสด้วย   ภาษาธรรดาหรือโลกียวิสัย   เราจะถือเอาภาษาคนเป็นหลักแล้วลงความเห็นว่า   พระพุทธเจ้า   ทรงยอมรับว่า   วิญญาณเป็นอมตะ  จัดว่ายังไม่เข้าใจอรรถแห่งคัมภีร์



-->> ในระดับปรมัตถ์สัจจ์  หรือระดับพ้นสมมติสัจจะ   พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่าคนเราไม่มีวิญญาณอมตะ


ในมหาตัณหาสังขยสูตร  (มัชฌิมนิกาย  มูลปัณณาสก์  เล่ม  12  หน้า  472)  กล่าวถึงภิกษุรูปหนึ่ง  ชื่อ  สาติ  เป็นบุตรของชาวประมง    มีความเห็นว่า   วิญญาณไปเกิด  เหตุไฉนพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า  เธอมีความเห็นผิด ?


ตอบว่า     เพราะเธอเห็นไปตามแบบ  พราหมณ์  คือ  เห็นไปว่า   “วิญญาณดวงนั้นเท่านั้นไปเกิดไม่ใช่ดวงอื่น”


ทางพระพุทธศาสนา   แม้จะถือว่า  วิญญาณเป็นตัวไปเกิด   แต่ก็ไม่ถือว่า     วิญญาณดวงเดียวเป็นตัวเกิด  แต่ถือว่า  วิญญาณมีเกิดมีดับ  มีสันตติความสืบต่อ  ไม่ใช่คงทนแน่นอนเที่ยงอยู่อย่างเดียว