เมื่อเห็นหลักสูตรนี้เข้ามาในสภาวิชาการของ มอ. เมื่อวันที่ ๓ ต.ค. ๕๑    ผมก็ตาลุก    เพราะนี่คือโอกาสปฏิรูปวิชาการด้านการศึกษาไปสู่การเรียนรู้    โดยเฉพาะการเรียนรู้ของผู้คนในชุมชน

ผมได้เล่าให้กรรมการสภาวิชาการ และผู้มาชี้แจงหลักสูตร     ว่ามีโอกาสทำงานวิชาการสาขานี้ให้เกิดนวัตกรรมด้านการเรียนรู้ในชุมชน    แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดแบบกลับทาง     จาก education หรือ teaching สู่ learning  

และต้องเปลี่ยนจากแนวคิดว่าในชุมชนไม่มีความรู้   เป็นคิดว่ามีความรู้อยู่ในชุมชนระดับหนึ่งแล้ว   เน้นที่ความรู้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน   และชาวบ้านก็มีกระบวนการเรียนรู้แบบรวมกลุ่มกัน ลปรร. อยู่แล้ว    โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ จ. นครศรีธรรมราช    ที่มีการจัดการความรู้ชุมชนอินทรีย์เพื่อ ๓ อยู่

หากหลักสูตรนี้เปลี่ยนแนวทาง    เป็นไปร่วมเรียนรู้ และพัฒนาหลักการเรียนรู้ในชุมชน ขึ้นมาจากสภาพจริงในชุมชน   จะก่อนวัตกรรมในวงการศึกษาได้

ศ. ดร. อมรา พงศาพิชญ์ ซึ่งเป็นกรรมการสภาวิชาการอยู่ด้วย   บอกว่า ต้องเปลี่ยนวิธีพัฒนาชุมชนจาก prescriptive ไปเป็น inquisitive หาเรื่องราวของความสำเร็จในการเรียนรู้ในชุมชน   หยิบเอามาตีความทางวิชาการ

ผมเดาว่า คงต้องขายความคิดนี้อีกหลายยก กว่าจะมีมหาวิทยาลัยรับไปลงมือทำ

 

วิจารณ์ พานิช

๓ ต.ค. ๕๑