“ให้เวลากับคนในครอบครัวสักนิด ก่อนที่เราจะพลาดโอกาสครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตไป”

วันอาทิตย์ที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมามีเรื่องสุขใจที่ได้ทำด้วยหล่ะ ไม่ใช่ไปเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นะ
นั่นเป็นหน้าที่ แต่ผลที่ออกมาก็สุขใจ .and. สะใจเล็กๆ (นอกเรื่องๆ กลับมาเรื่องสุขใจที่แท้จริง)
เรื่องของเรื่องคือ วันเสาร์บ่ายคุณพ่อก็เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ กว่าจะถึงวันที่หมอนัดก็วันจันทร์ เพราะว่าพี่สาวขึ้นมาประชุม

วันเสาร์และอาทิตย์ ๒ วัน ก็เลยเดินทางมาค้างคืนที่โรงแรม ทีแรกก็กะว่าจะค้างคืนจนถึงวันกลับ แต่คุณพ่อไม่ชอบ
บรรยากาศโรงแรมทั้งที่เป็นโรงแรมใหญ่โต คืนที่ ๒ น้องสาวก็เลยพาไปค้างที่บ้านของพวกเขา

ไอ้ทีแรกก็กะว่าจะไปนอนค้างเป็นเพื่อนคุณพ่อตามหน้าที่ลูกสาวที่อยู่ไกลพ่อหน่ะนะ และก็กะว่าจะหนีบงานวิจัยไปทำด้วย
เพราะไม่อยากคุยกับคุณพ่อ ไม่รู้เป็นอย่างไรคุยกันทีไรทะเลาะกันทุกทีซิหน่า ความเห็นไม่เคยตรงกันซักกะที  ไอ้เราพอ
คุณพ่อพูดอะไรไม่เข้าหู ไม่เอาแล้วเดินหนีเลย หรือไม่ก็เงียบ เอาหูฟังยัดหูทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่พูดไม่โต้ตอบ ดื้อเงียบค่ะ
(อะริยะขัดขืน...อิ อิ อิ) ฝ่ายคุณพ่อพอเราย้อนอะไรให้ท่านคิดกลับบ้างก็งอนป่องๆ บางทีโกรธจนหน้าเหี่ยวแล้วเหี่ยวอีก
แล้วก็พูดประชดและพาลไม่พูดด้วยหลายวัน  แล้วก็ไปฟ้องคนนั้นคนนี้ไปทั่ว

แต่ก่อนหน้าที่คุณพ่อเดินทางขึ้นมามีพี่ที่เป็นครูโยคะได้ส่งบทความหนึ่งมาให้อ่าน ทำให้เกิดอาการเผาเต่าค่ะ
(สุภาษิตไทยโบราณที่ว่า ร้องไห้เหมือนเผาเต่า หน่ะค่ะ)  บทความนั้นชื่อว่า
เมื่อแฟนผมให้ไปออกเดทกับหญิงอื่น” (มีแนบมาให้อ่านด้วยค่ะ)  ทำให้เกิดอาการกึ๊ก....ขึ้นมา และเปลี่ยนใจไม่เอางานไปทำแล้วหล่ะ อุทิศเวลาทั้งหมดให้คุณพ่อ

บรรยากาศสำคัญเกิดตอนที่ตัวเองได้ค้างคืนกับคุณพ่อคืนแรก เอ๊ะ...ไปพบท่านตั้งแต่ตอนเย็นวันเสาร์ซิ ตอนนั้นอยู่กันเพียง
๒ คน เนื่องจากพี่สาวประชุมกว่าจะเลิกก็ ๓ ทุ่มมั๊ง ก็เปิดประเด็นแลกเปลี่ยนกับคุณพ่อเลย ให้คุณพ่อพูดออกมาเต็มที่
โดยสมมุติว่าตัวเองไม่ใช่ลูกคือคนนอก ให้คุณพ่อพูดออกมาเต็มที่ ทีแรกคุณพ่อก็ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ แต่พอแหย่เรื่องอดีต
ครูใหญ่ที่แกคิดว่ายิ่งใหญ่มากๆ อดีตที่เคยบวช ๙ พรรษา และอดีตที่เคยดูแลน้องชายที่เป็นญาติห่างๆ (คิดว่า ๓ ประเด็น
นี้คือภาพที่ติดในใจแกมากๆ แต่ก็ยังมีประเด็นในอดีตอีกเยอะแยะที่สามารถแหย่ท่านได้) แต่พอแหย่ ๓ เรื่องนี้เท่านั้นแหล่ะ
ทำนบแตกค่ะ ไหลออกมาไม่รู้มาจากไหน ก็ปล่อยให้ท่านพล่ามไปค่ะ บางครั้งก็โผล่เรื่องน้อยใจพวกเราลูกสาวทั้งหลายที่
ไม่ค่อยมีเวลาให้ท่าน ทั้งๆ ที่พี่สาวคนโตก็อยู่กับท่านอยู่ตลอดเวลา

ทีแรกก็เคืองนะ ที่ท่านต่อว่าพวกเราแรงมากๆ แต่พอนึกถึงกติกาที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ว่าเราเป็นคนนอกมาพูดคุยกัน ก็ต้อง
นั่งคุยต่อค่ะ (อึด อึด อึด)

มีบางช่วงตัวเองก็แหย่ย้อนกลับให้ท่านคิดบ้าง ก็มีอาการโกรธขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ไม่ต้องบรรยายนะคะไอ้อาการพ่อที่โกรธ
ลูกสาวหน่ะ มันเป็นอย่างไร ก็ต้องแหย่กลับไปเหมือนกันว่า
นี่ไม่ใช่ลูกนะ นี่คือคนอื่นมานั่งให้ครูใหญ่บ่นให้ฟังนะ” ....
เฮ้อ... อารมณ์จึงได้สงบลง .... ไม่อย่างงั้นหน้าดำหงิกอยู่นั่นแหล่ะ หน้าเหี่ยวอยู่แล้วก็ยิ่งเหี่ยวไปอีก (นี่คือคำแซวกลับ
คุณพ่อนะคะ ท่านจึงได้หัวเราะ  เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งตัวเองจับหน้าคุณพ่อและดึงหน้าพร้อมกับพูดว่า  ทำไมครูใหญ่
หน้าเหี่ยวแล้วก็ยานอย่างนี้ น่าจะไปฉีดโบท็อกนะ...ก็เรียกเสียงฮาจากพี่จากน้องได้...ท่านก็จำมุกนี้ได้)

พูดคุยแลกเปลี่ยนกันนานมาก และปรับมุมมองให้ท่านหันมามองในแง่มุมของคนอีกวัยหนึ่งบ้าง
สมมุติให้ท่านย้อนกลับไปช่วงวัยของพวกเรา แต่ท่านก็นึกไม่ค่อยออกหรอกค่ะ เพราะท่านห่างไกลครอบครัวของท่านมาก อาจจะเรียกว่า ท่านตัวคนเดียวมาตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงวัยหนุ่มชรา (๘๒ แล้วค่ะ ไม่ยอมแก่ซักที บอกว่าคุณพ่อแก่แล้วนะ....โกรธขึ้นมาเลยค่ะ)

แต่ท่านก็ฟังมากขึ้น
เอ๊ะ...หรือเป็นเพราะว่าเราฟังท่านมากขึ้นนะ  ท่านจึงฟังเรามากขึ้น
แต่ก็ไม่รู้นะว่าถ้าครบทั้ง ๓ สาวมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างที่ตัวเองทำ  ไม่รู้คุณพ่อจะพูดอย่างนี้หรือเปล่า เพราะคืนที่ ๒ ที่ไปค้างกับน้องสาว พี่สาวโทร.มาฟ้องว่า ทะเลาะกับพี่สาวอีกแล้ว จนน้องสาวบอกว่าโทร.ตามพี่แตงมาทีซิ จะได้สงบๆ ลงบ้าง .... กลายเป็นนั่นไป .... ทั้งที่ผ่านมาคนที่ทะเลาะกับคุณพ่อมากสุดคือตัวเองค่ะ

อย่างว่านะ ลูกชังมักจะเป็นที่รักเมื่อห่างไกล  เพราะท่านคิดถึงไม่มีคนทะเลาะลับฝีปากด้วย
จึงขออยู่ห่างกายพ่อเพื่อขอความรักความคิดถึงจากพ่อบ้าง
แต่ที่วันเสาร์ที่ผ่านมาได้ทำให้ท่านสุขใจขึ้นมาบ้างก็สุขใจแล้วค่ะ  แทนที่จะทะเลาะกับท่านเหมือนทุกครั้ง