Code of Conduct หรือ "มีศีล...ก่อนจะสาย" โดยคุณอ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล เขียนหนังสือธรรมะเนื้อหาอ่านง่าย ไม่ซับซ้อน เมื่ออ่านแล้วรู้สึกว่าการมีเจตนาที่จะไม่ผิดศีลอย่างแน่วแน่ ก็จัดได้ว่าเป็นบุญอย่างหนึ่งแล้ว โดยหัวข้อที่เธอนำมาเขียนนั้นก็เป็นเพียงศีลเพียง 5 ข้อเท่านั้นเอง เมื่อก่อนบัวหลวงมักจะคิดทึกทักเอาเองว่าศีลแค่ 5 ข้อรักษาง่าย สบายบรื๋อ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วศีลเพียง 5 ข้อกลับมีความลึกซึ้งมากมาย ยิ่งอ่านๆ ไปบัวหลวงขอคิดใหม่ว่า ที่ตัวเองเคยเข้าใจมาก่อนนั้น เข้าใจยังไม่ถูกเสียแล้ว
ศีล 5 คือ รากแก้ว อันเป็นหลักเริ่มต้นของการดำรงชีวิต (ที่ทำตามได้แล้วจะไม่เบียดเบียนใครเลยรวมทั้งตัวเองด้วย) เธอบอกว่าแม้ศีล 5 จะจดจำและเข้าใจได้ง่าย แต่กลับเป็นหลักการที่ถูกละเมิดมากที่สุดเพราะเราไม่เห็นคุณค่า ไม่ตระหนักถึงพลังและศิลปะที่แฝงไว้ในหลักธรรมนี้
อ่านแล้วขอบอกว่า "จริงด้วย" เพราะถ้ามีศีล 5 ครบบริบูรณ์ก็จะสามารถทำความเข้าใจกับพระราชดำรัสเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ได้ทันที (เหมือนของแถม)
หัวเรื่องที่เธอจั่วเอาไว้ อ่านแล้วน่าสนใจทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น
ศีลข้อ 1 "การทำแท้งบาปหรือไม่" (อูวย์...น่าสนใจจริงๆ) "การไม่เบียดเบียนชีวิต" "การุณย์ฆาตร บาปหรือไม่" (ชายหรือหญิงคนไหนบอกว่าที่เลิกราจากคน(เคย)รักไปเพราะสงสารไม่อยากให้มาทุกข์ระทมด้วยกัน โปรดอ่านโดยด่วน
"การไม่เบียดเบียนชีวิต" การกักขัง การซื้อสัตว์มาเลี้ยงด้วยการอ้างความเมตตา การซื้อขายชีวิตสัตว์เป็นการทารุณจิตใจอย่างยิ่ง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยากถูกพรากจากผู้เป็นที่รักหรือครอบครัวไปอยู่ในกรงที่แม้จะทำด้วยทองคำ ความเมตตาที่ผิวเผินนี้ แท้ที่จริงเป็นความเห็นแก่ตัวที่แอบแฝงในการทำให้ตัวเองมีความสุขบนความทุกข์ระทมของผู้อื่น รวมไปถึงการใช้สัตว์เป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับสถานที่ หรือเลี้ยงเอาไว้แก้ฮวงจุ้ย
• กรรมของสัตว์ที่ความเมตตาอันเป็นคุณสมบัติประเสริฐของมนุษย์เหือดหายไปจากใจเราทีละน้อย จนแทบจะต้องค้นหาว่าเมตตาจิตของเราอยู่ที่ไหน ทำไมเรายินดีต่อการกระทำต่อสิ่งมีชีวิตด้วยกันโดยเห็นว่ามันเป็นเรื่องปรกติ เป็นสามัญวิสัยที่ใครๆ เขาก็ทำกัน
ศีลข้อ 2 "การไม่ขโมย" เช่น การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา (อะแฮ่ม...ผู้ละเมิดอาจจะรีบไปอ่านแล้วเลิกเลยพฤติกรรมเนี้ย) หรือ ขโมยโอกาส การไล่คนออก เป็นบาปหรือไม่
"ขโมยโอกาส" การขโมยโอกาสสร้างความเจ็บปวดหัวใจของผู้ถูกขโมยไปจนตาย เพราะผู้ถูกกระทำจะย้ำคิดอยู่เสมอว่าหากวันนั้นไม่ถูกปล้นโอกาสไป ชีวิตของเราคงไม่เป็นเช่นนี้ แม้การค้าที่คิดกำไรเกินควรก็เป็นการขโมยโอกาสของผู้อื่นเช่นกัน สรรพสิ่งในโลกนี้เกิดขึ้นและมีขึ้นเองอยู่แล้ว บุคคลเพียงแต่เป็นผู้ค้นพบ ดัดแปลง และนำมาแลกเปลี่ยนในรูปการค้าเพื่อผลกำไรตามมูลค่าที่พึงได้รับอย่างเหมาะสมกับการทำงาน
การยอมรับในมูลค่าของกันและกันเป็ฯเรื่องของการสมมุติ เป็นการสร้างกระบวนการทางความคิดผ่านระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่กำหนดขึ้นในสังคม ซึ่งไม่มีอะไรผิดหากคนผู้นั้นไม่ค้าขายคิดกำไรเกินควรจนปิดกั้นหนทางชีิวิตของคนอื่น เป็นการฝืนธรรมชาติที่เมตตาต่อมนุษย์
ศีลข้อ 3 "วัฒนธรรมทดสอบเสน่ห์" "พลังการสบสายตา"
"พลังของการสบสายตา" จิตที่ส่งผ่านทางสายตาหากไม่ได้รับการควบคุมด้วยสติ พลังทางสายตาจะบอกให้รู้ถึงสภาวะทางจิตใจของคนนั้นๆ ได้อย่างแจ่มชัด
ศีลข้อ 4 "ไวท์ไล บาปหรือไม่" "พลังของคำพูด" "พลังคำสาบาน" "พูดส่อเสียด พูดเบียดเบียน" "การหลบลู่ดูหมิ่น" "การพูดเพ้อเจ้อ"
"ไวท์ไล" คือการโกหกในเรื่องที่ไม่สำคัญนักโดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนฟังสบายใจ ไวท์ไลจึงไม่บาปตราบเท่าที่ไม่ได้ทำความเสียหายให้ใคร แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรนำมาพูดบ่อยๆ เพราะทำให้ทั้งผู้ฟังและผู้พูดกลายเป็นคนที่ไม่สามารถยอมรับความจริงของชีวิตได้
ศีลข้อ 5 "ดื่มไวน์เข้าสังคม บาปหรือไม่"
ท่านผู้ใดสนใจ สามารถไปหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือทั่วไป ราคาเล่มละ 110 บาท
ผู้ใดมีศีล ผู้นั้นคือผู้ที่มีรากแก้วชีวิตที่แข็งแรง เป็นเครื่องส่งให้ต้นไม้เติบโตแตกกิ่งก้านสาขา และแม้คราใดจะโดนพายุฝนพัดกระหน่ำบ้าง ก็ไม่ถึงกับโค่นล้มลง คนมีศีลไปที่ไหนก็สง่า หมู่ชนย่อมสรรเสริญ คนมีศีลและพัฒนาปัญญาด้วย เปรียบได้ดั่งปราสาทที่มีรากฐานแน่นและมียอดปราสาทท่ีตกแต่งสวยงาม ชนใดได้เห็นก็กล่าวสรรเสริญ ดุจคำตรัสของพระพุทธองค์ที่ว่า.... ผู้บริบูรณ์ด้วยศีล ย่อมหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ