ในช่วงวันรายาหรือรายอที่ผ่านมาปีนี้ ผมอยู่บ้านรับแขกมากกว่าการออกไปเยี่ยมญาตินอกบ้านครับ แล้วปีนี้มีแขกที่ทำให้เกิดความประทับใจมาเล่าสู่กันฟังอยู่สองท่านครับ
ท่านแรกเป็นญาติทางฝั่งแม่ครับ มากันทั้งครอบครัว ลูกของญาติซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่ของผมเป็นนักศึกษาที่คณะศิลปศาสตร์ฯ ที่ผมร่วมดูแลอยู่ ที่ได้รู้จักก็เพราะนักศึกษาท่านนี้มาทักทาย พร้อมบอกว่าพ่อกับแม่ฝากสลามมาถึง แล้วก็แนะนำตัว ต่อมาผมก็เอาเรื่องนี้มาเล่าให้แม่ฟัง เมื่อแม่ที่อยู่ที่บ้านก็เลยเชิญตัวมาเจอกับแม่
ปีนี้ผมก็เลยฝากชวนแม่ของนักศึกษาท่านนี้แวะไปรายอที่บ้าน (หากมีโอกาส) ซึ่งปรากฏว่า ได้ไปเยี่ยมที่บ้านผมทั้งครอบครัวเลย ขาดก็แต่ผู้เป็นพ่อที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายเดือนก่อนและพี่ชายคนโต
ระหว่างนั่งคุย ญาติถามแม่ว่า พ่อไปไหน อยากเจอหน้าเจอตาหน่อย แม่เลยถามว่าทำไมล่ะ เธอตอบว่า ที่ฉันพยายามส่งลูกๆ ทั้งหมดเรียนหนังสือหนังสือ ถึงแม้ว่า ถ้าดูสภาพตัวเองแล้ว ไม่น่าจะมีปัญญาส่งเรียนหรอก ก็เพราะพ่อผมไปพูดกับเธอเอาไว้ ซึ่งเป็นกำลังใจให้เธอสามารถส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยได้เกือบทุกคน ที่ไม่ได้เรียนก็เพราะลูกเองไม่ใช่เพราะเหตุผลไม่ยอมส่ง
ผมเลยอยากรู้ครับว่า พ่อพูดอะไรไป แล้วก็ได้คำตอบครับว่า พ่อบอกว่า เรื่องเรียนของลูกเป็นเรื่องสำคัญ ส่งให้เรียนให้สูงที่สุด ไม่ต้องคำนึงถึงหรอกว่า จะมีปัญญาส่งหรือเปล่า เพราะพอถึงเวลาเราก็จะมีจ่ายให้เองอยู่แล้ว ซึ่งญาติผมคนนี้ก็บอกว่า เป็นจริงอย่างนั้นจริงๆ เธอสามารถส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ และญาติผมอยากจะขอบคุณพ่อผมที่ให้คำแนะนำนั้นไว้
แม่ผมก็เลยได้โอกาสครับ พูดให้ลูกพี่ลูกน้องผมฟังว่า ดูอย่างผมก็ได้ ตอนเล็กๆ นึกว่ามันจะต้องลำบากแน่ๆ คงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แน่ และพ่อแม่คงต้องเลี้ยงดูไปจนตาย แล้วถ้าพ่อแม่ตายก่อนจะทำอย่างไร แต่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างอัลลอฮ์กำหนดไว้แล้ว ผมก็มีเส้นทางของผมไปที่มั่นคงแล้ว แฮะแฮะ ความจริงนะ ผมยังแบมีขอตังค์พ่อแม่อยู่นะครับ จะบอกให้
วันต่อมา มีญาติอีกครอบครัวหนึ่งมาเยี่ยม (ฝั่งแม่เหมือนกัน) ท่านเล่าให้ลูกๆ ของท่านฟังในวงสนทนาว่า นี้ถ้าไม่ได้พ่อของผม ท่านก็ไม่มีวันนี้หรอก อันเนื่องจากที่ได้เล่าเรียนก็เพราะโอกาสที่พ่อผมหยิบยื่นให้ แล้วก็ได้รับโอกาสการทำงานดีๆ จากอาของผมที่ให้ได้เรียนรู้งานตลอดจนกระทั่งประสบความสำเร็จในปัจจุบัน ท่านเล่าว่า พ่อไปขอให้ท่านเรียนหนังสือ แล้วก็ให้ไปอยู่กับอาที่ตอนนั้นทำงานเป็นปลัดที่อำเภอยะรัง จนท่านได้โอกาสในการเรียนและทำงาน จนสามารถสร้างตัวเองและครอบครัวมั่นคงในวันนี้ได้
สองเหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงปู่ขึ้นมาจับใจเลยครับ เพราะผมฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับปู่ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ สมัยก่อนเวลาปู่ไปเยี่ยมญาติๆ ในที่ต่างๆ ปู่จะถามเด็กๆ ในทุกที่ว่า มึงอยากเรียนหรือเปล่า ถ้าอยากเรียนมึงไปอยู่ที่บ้านกู ย่าเล่าให้ผมฟังว่า หลายคนก็ยอมให้ลูกมาอยู่ที่บ้านปู่ แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่มารับกลับ แต่ที่ผมเห็นคือ คนที่มาอยู่ที่บ้านปู่ประสบความสำเร็จในการศึกษาเป็นส่วนใหญ่
จนกระทั่งครั้งหนึ่งผมไปเยี่ยมญาติที่อยู่ในเกาะๆ หนึ่งในสตูล ท่านบอกว่า สมัยก่อนเขามีสโลแกนกันว่า ถ้าอยากเรียนก็ต้องไปอยู่บ้านในเมือง (บ้านในเมืองคือชื่อหมู่บ้านที่ผมอยู่ครับ) และวันที่ปู่เสียชีวิต มีคนหลายคนเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังเหมือนกัน
การให้การศึกษาเหมือนเป็นการให้ชีวิตครับ แต่ปัจจุบันการให้การศึกษาของเราบูดๆ เบี้ยวๆ ยังงัยก็ไม่รู้ ผมว่า คนที่เกี่ยวข้องคงต้องช่วยๆ กันให้เต็มแรงครับ การให้การศึกษาผลบุญใหญ่หลวงนัก
+ แสดงว่า อาจารย์ได้รับเลือดเนื้อเชื้อไขของการเป็น "ครู"
+ มาจากท่านปู่และคุณพ่อแน่ ๆ เลยค่ะ...
+ อ่านบันทึกนี้ของอาจารยืแล้วนึกไกลไปถึงแม่ค่ะ...
+ แม่ของอ๋อย...ไม่ได้เรียนหนังสือเพราะพ่อตาย...แม่ต้องเลี้ยงน้อง..ส่งน้องเรียน
+ ตอนกลางคืนน้องอ่านหนังสือ...แม่ให้น้องสอนอ่านด้วย...
+ ผลปรากฏว่าทุกวันนี้แม่อ่านหนังสือ ตีความ แปลความ ได้คล่อง กว่าเด็ก ม.3 บางคนเสียอีกค่ะ...
+ เวลาแม่ไปขายยาง...จีนไม่มีสิทธิได้ฉ้อแม่ค่ะ...แม่คิดเลขเร็วมากค่ะ..
+ แม่คิดเลขแบบไหนก็ไม่ทราบได้...แต่ที่รู้แน่ ๆ คือ แม่ไม่จำเป็นต้องท่องสูตรคูณเป็น..
+ บันทึกนี้ของอาจารย์ทำให้ได้คิดว่า...ถ้าบรรพบุรุษของเราคิดเป็น คิดได้..คิดไกล..มักนำความเจริญมาสู่ลูกหลานเสมอ...
+ เมืองไทยก็เช่นกัน...
+ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ...ออ...ฝากหอมแก้มหลาน ๆ ทั้งสามด้วยค่ะ
ขอบคุณครับครูอ้อย แอมแปร์~natadee ที่มีร่วมแชร์ประสบการณ์
ผมสรุปเหมือนครูอ้อยครับที่ว่า
..ถ้าบรรพบุรุษของเราคิดเป็น คิดได้..คิดไกล..มักนำความเจริญมาสู่ลูกหลานเสมอ...
และผมก็คิดต่อว่า เป็นหน้าที่คนรุ่นเราอีกเหมือนกันที่จะต้องคิดให้ยาวไกลขึ้นเพื่อลูกหลาน
ปล. นอกจากปู่กับพ่อแล้ว ลุงป้าน้าอาส่วนใหญ่ก็เป็นครูครับ ผมยังจำได้ว่า ตอนงานเลี้ยงอำลาปู่ตอนเกษียณนั้น ปู่เล่าเรื่องปู่ไปอยู่ในเรือของโจรสลัดให้นักเรียนทั้งโรงเรียนฟังครับ ผมภูมิใจที่เกิดเป็นหลานปู่ครับ
ขอบคุณ อ.อีย์ มากเลยค่ะ ที่ได้ให้โอกาสรับฟังเรื่องราวดีดีเช่นนี้...
...
ปริญญาตรีหนึ่งใบ...ทั้งพ่อและแม่เป็นผู้ส่งเสีย แต่ก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไรมากเพราะเป็นนักเรียนทุนพยาบาลของกระทรวง
แต่...ปริญญาโทสองสาขา และปริญญาเอกอีกทั้งสองสาขานี้ แม่เพียงผู้เดียวที่ส่งเสียมาตลอด เพราะพ่อนั้นเสียชีวิตก่อน และทั้งพ่อและแม่คือ ครูต้นแบบที่สอนเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต...
โอกาสนั้น..สำคัญนะคะ เหมือนแม่และพ่อที่ให้โอกาสกะปุ๋มเสมอมา...
สลาม อ. จารุวัจน์
การศึกษทางด้านสามัญ สำหรับพวกเราเมื่อ 40-50ปีก่อน
ลำบากมากๆๆๆๆๆๆ รุ่นผม ทั้งตำบล ไม่เรียนต่อสักคนหนึ่ง
เหตุผลถ้าส่งมันไปเรียนกลัว กลายพันธ์ (กลัวไปเป็นไทย =คำพูดสมัยนั้น)
ผม ป4 ออกจากบ้านที่พังงา มาพัทลุง ปี 14 ผมมีโอกาสเรียนศึกษาผู้ใหญ่ จบ ระดับ 4 เทียบเท่า เขาใช้คำนี้ ม 3
เป็นคนแรกของตำบลที่เรียนจบ ม 3 แล้วเอาวุฒ ม 3 กับประสบการทำงาน 5 ปี
ไปสมัครเรียน มสธ นิติรุ่นแรก ปี25จบ ปี35 10ปีประสบการณืเรียน เป็นคนแรก ของตำบล ที่เรียนจบ ปตรี นอกระบบ
ที่นำแลกเปลี่ยนก็อยากให้พวกเรารุ่นหลังที่โอกาส ใช้โอกาสให้เป็นประโยชยื
มีคาถาในการเรียนด้วยน่ะ แล้วจะนำมาแลกเปลี่ยนกันในโอกาสต่อไป
สวัสดีเจ้าค่ะ คุณครู
ทำอะไรอยู่ คิดถึงนะเจ้าค่ะ สบายดีหรือเปล่าค่ะ รักษาสุขภาพด้วยเด้อจ้า เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ...น้องจิ
ขอบคุณครับดร.Ka-Poom
พ่อแม่หยิบยื่นอะไรๆ ให้เราเยอะแยะมากๆ ครับ ในฐานะลูกเราก็ต้องคิดตอบแทนไม่ว่าท่านจะมีชีวิตอยู่หรือไม่มีแล้วก็ตามครับ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องถือปณิฐานเดียวกับท่านในการส่งเสริมการศึกษาและให้โอกาสดีๆ กับลูกของเราครับ
ขอบคุณบห. (บังหีม)บังหีม มากครับ (ฮิฮิ ขอเล่นตัวย่อด้วยคนนะครับ)
ประสบการณ์ของบังควรได้นำมาเล่าขานเพื่อเป็นกำลังดลใจให้กับน้องๆ รุ่นหลังๆ ครับ
ขอบคุณน้องจิ โก๊ะจิจัง แซ่เฮ~natadee ที่สุดในแก๊ง
สอบเสร็จแล้วยังครับ ขยันอ่านหนังสือและรักษาสุขภาพด้วยเช่นกันนะครับ
ขอบคุณครูครูโย่ง หัวหน้า~ natadee
รักษาสุขภาพด้วยเช่นกันนะครับ จะได้คว้าชัยในการแสดงดนตรีที่จะมาถึงครับ
ขอบคุณ ดร.ขจิต ฝอยทองที่ปรึกษา~natadee
อาจารย์ชอบศึกษานอกระบบ ส่วนกระผมชอบกระโดดร่มออกจากห้องเรียนขอรับ ฮาฮาฮา
ปล. อิจฉารูปถ่ายนี้มากครับ แวะไปดูรูปในบันทึกอาจารย์มาแล้วครับ ที่สำคัญอยากถ่ายรูปคู่อาจารย์บ้างจัง ฮิฮิ จะเอาไปติดไว้ในห้องน้ำ Ha (แซวครับ)