เมื่อวานบอกภรรยาและลูกๆ ว่า พวกเขาจะได้ไปอยู่บ้านยายทั้งวัน เพราะผมต้องไปสะสางเรื่องเรียนที่ มอ. ปรากฏกำลังจะออกจากบ้าน เกิดแอะใจขึ้นมาว่า ที่เพื่อนๆ จะนำเสนองานกันนั้นเริ่มกี่โมง เลยต้องโทรถามก่อน ปรากฏ อ้าวช่วงเช้ายกเลิกไปแล้ว แต่เขาวุ่นๆ จนไม่ได้บอกผม สรุปผมไม่มีอะไรทำในช่วงเช้า เหลือแต่ช่วงเที่ยงและบ่าย แต่ไหนๆ สตาร์ทเครื่องรถแล้ว ก็เลยไปก้อไป
พอไปถึงปัตตานี บ้านแม่(ยาย) กิจกรรมก็ฟรั่งพลูมาเลยครับ แฮะแฮะ ดีกว่านั่งเฉยๆ ที่บ้านแม่ เริ่มจากแวะไปที่ศูนย์ประสานงานวิจัยทวิภาษา เพื่อสอบถามการเดินทางไปร่วมสัมมนาที่มหิดล อันนี้โทรไปถามหลายรอบแล้วแต่ไม่มีคนรับสาย เลยลองไปที่สำนักงานดู ได้คำตอบมาถึงแม้จะยังไม่ชัด ที่ชัดๆ คือ ผมต้องทำโปรเตอร์ไปร่วมงานด้วย
หลังจากนั้นไปเอารถไปล้างอีกรอบ รอบนี้หาดูภายนอกจะเห็นว่ายังสะอาดดีอยู่ครับ แต่ข้างในสุดยอดเลย แม้กระทั่งพนักงานล้างรถยังต้องพูดถึงตอนเอารถมาส่ง ระหว่างนั่งรอรถได้ฟังชาวบ้านเขาพูดเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดแล้ว ฮือ. น่าคิดครับ
ประเด็นที่เขาคุยกันคือ เรื่องการจับกุมชาวบ้านของเจ้าหน้าที่ พวกเขาลองนับๆ กันก็สรุปตัวเลขประมาณการกันว่า วันๆ หนึ่งชาวบ้านถูกจับกุมไปไม่ต่ำกว่าสิบคน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันรายอที่ผ่านมา ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า หากเหตุการณ์นี้ยาวนานไปอีกหลายปี จะเหลือชาวบ้านกี่คน สงสัยจะหมดเมืองแน่ๆ (เออ น่าคิดครับ) ปรากฏชาวบ้านอีกคนหนึ่งก็ตอบไปว่า ไม่หมดเมืองหรอก อยู่อย่างปาเลสไตน์สิ รบมาสามสิบสี่สิบปี ไม่เห็นว่าประชากรจะหมดประเทศเลย ยังรบต่อไปได้เรื่อยๆ แล้วพวกเขาก็เหลียวมามองผม ผมก็แค่ยิ้มตอบครับ ร่วมคุยด้วยไม่สนุกครับ เพราะฟังมลายูได้แต่จะให้คุยด้วยลำบาก ยิ้มให้กำลังใจคงจะพอ
คุยกันไปสักระยะ (อาจจะนับผมอยู่ในฐานะร่วมสังเกตการณ์นะครับ อันเนื่องจากศักยภาพทางภาษามีจำกัด และผมก็ไม่รู้จักใครในวงสนทนานี้เลย) วัยรุ่นคนหนึ่งก็ลุกออกจากวงสนทนา เนื่องจากรถของเขาล้างเสร็จ สมาชิกในกลุ่มสนทนาวงนี้ก็ถามขึ้นว่า ไอ้หนุ่มนั้นเป็นใคร คนรู้จักในวงก็แนะนำ หนึ่งในนั้นก็แสดงความคิดเห็นว่า โอ้ เก่งนะ อายุเท่านี้มีรถขับ คำตอบจากอีกหนึ่งในสมาชิกคือ ก็คนนี้เขาไปทำงานมาเลย์งัย เลยตั้งหลักปักฐานได้เร็ว ลองดูสิ วัยรุ่นไหนที่ไม่ไปทำงานมาเลย์ ก็อยู่แบบแร้นแค้นกันที่บ้านนี้แหละ
ประเด็นนี้ก็สะท้อนภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคมในสามจังหวัดได้อีกประเด็นหนึ่งครับ
เสร็จจากล้างรถ ผมก็เข้า มอ. ไปรับอ.วุทธิศักดิ์ เพื่อนร่วมเรียนและ ผศ.ดร.วสันต์ ชีวศาสน์ ประธานหลักสูตรไปทานข้าวเที่ยง ส่วนสมาชิกอีกหนึ่งคือ ผอ.จรรยา แผนสมบูรณ์ (คนนี้ก็เพื่อนร่วมเรียน) ตามมาสมทบทีหลัง ผมนะอยากให้มีมื้อนี้มานานแล้วครับ เพราะจะได้สอบถามอาจารย์ในหลายประเด็นในรูปแบบที่ผ่อนคลายหน่อย แฮะแฮะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามอะไรท่านเรื่องเรียนเลย ได้แค่ประเด็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผมเท่านั้นเอง ซึ่งก็ผลิกโผอีกแล้ว จากเดิมผ่านมติรอบแรกเป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง ต่อมาอาจารย์ท่านปฏิเสธเนื่องจากท่านจะขอเกษียณแล้ว เลยต้องเข้าประชุมใหม่อีกรอบ ซึ่งได้รับแจ้งว่าเป็นอาจารย์วสันตเอง ปรากฏผลการประชุมเปลี่ยนเป็น รศ.ดร.ธีรพงศ์ แก่นอินทร์ แทน (อันนี้ไม่รู้เป็นงัย ตั้งแต่ตอนเรียนโทแล้ว วิทยานิพนธ์ของผมหาอาจารย์ที่ปรึกษายากจริงๆ)
เสร็จจากทานข้าว ก็เข้าห้องเรียน เพื่อผมจะได้นำเสนอรายงานให้อาจารย์วสันต์ฟัง สงสัยอาหารมื้อเที่ยงจะออกฤทธิ์ อาจารย์จับประเด็นที่ผมนำเสนอไปไม่ได้เลย เลยต้องนำเสนอใหม่ด้วยคำถามของอาจารย์ไปทีละสไลด์ ฮิฮิ อันนี้เป็นวิชาเทอมสองปีที่แล้วครับ เกรดผมยังไม่ออก ความจริงงานทั้งหมดส่งครบแล้วครับ ขาดก็การนำเสนอผลงานอย่างเดียว อาจารย์ท่านก็ไม่อนุโลมให้ จึงต้องติดไอมาเป็นเทอม ฮือฮือ
เสร็จงานเรียนก็ไปงานครอบครัวต่อ พาภรรยาไปเลือกผ้า ปรากฏเลือกเสร็จเรียบร้อย ก็ออกจากร้านไม่ได้ อันเนื่องจากเตาฟิกติดอกติดใจตู้ปลาของร้าน ชนิดที่จะลากอย่างไร ก็ไม่ยอมไปไหนเฝ้าอยู่ที่ตู้ปลาอย่างเดียว ภรรยาผมเลยได้ที เห็นมัยบอกแล้วว่าให้ซื้อตู้ปลาใหม่ ความจริงที่บ้านเคยมีตู้ปลาครับ แต่ตอนที่ภรรยาท้อง เธอเกิดอาการแปลกๆ อย่างหนึ่งคือ ชอบย้าย ชอบรื้อของในบ้าน จนกระทั่งตู้ปลาเกิดการอาการรั่วขึ้นมา เลยต้องเลิกเลี้ยงไป ผมเองตั้งใจจะซ่อมครับ แต่แล้วรอบนี้ท่าจะรอซ่อมไม่ไหวแล้ว อันเนื่องจากทั้งลูกทั้งเมียอยากได้ตู้ปลา จึงขับรถหาร้านขายตู้ปลา แฮะแฮะ เอาขนาดเล็กๆ ครับ 20 นิ้ว แล้วก็ซื้อปลาติดมาด้วยเลย ร้านนี้มีปลาให้เลือกน้อยมากครับ เขาบอกว่า เนื่องจากก่อนวันรายอคนมาซื้อเยอะ แล้วร้านก็ปิดรายอด้วย แฮะแฮะ ไม่ใช่ร้านมุสลิมครับ แต่ปิดรายอกับเขาด้วย กลับถึงบ้านไม่ต้องพูดถึงอิลฮามกับเตาฟิกเลยครับ เอาเก้าอี้มานั่งดูตู้ปลาจนเต็มอิ่มแล้วจึงเข้านอน แถมตื่นเช้ามา อิลฮามก็มาบอกว่า โย้ ปลายังไม่ตาย ฮาฮาฮา
ขอบคุณคับสำหรับความรู้และประสบการที่ไม่เคยพบในชีวิตคับ...อย่าลืมเม้นกลับให้ผมด้วยนะคลิกเลย