บ้านเมืองมีขือมีแป มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าผู้เขียนไม่ใช่ พธม. นปก. กปก.  หรือกลุ่มใดๆ ทั้งนั้น ที่ต้องออกตัวเช่นนี้เพราะเดี๋ยวนี้เวลาใครออกมาความคิดเห็นในเรื่องเหตุบ้านการเมืองปัจจุบัน ก็มักจะถูกจับให้ต้องเป็นฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ทุกครั้งไป เหมือนกับกำลังสะสมคะแนนโหวตจากผู้คนราวกับเป็นรายการเรียลลิตี้ทีวีจำเจ

ตั้งใจจะพูดถึงปฏิบัติการ “อารยะขัดขืน” ที่ได้ยินเกือบทุกวัน แต่จำต้องเท้าความถึงหลักคิดและความเป็นมาเสียก่อนว่า ประเทศไทยของเราเป็นนิติรัฐซึ่งหมายความว่าเป็นรัฐที่ปกครองโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือรักษาความสงบสุขของประชาชนในบ้านเมือง กฎหมายเป็นสิ่งที่เกิดจากการจิตวิญญาณประชาชาติของคนในสังคมที่มีวิวัฒนาการมายาวนาน ในยุคแรกๆ นั้นกฎเกณฑ์ (Rules) ในสังคมก็ยังไม่เป็นแบบแผน กิจจะลักษณะ เหตุเพราะจิตสำนึกของผู้คนในสังคมนั้นยังไม่ต้องการกฎระเบียบที่มีความยุ่งยากซับซ้อน กฎเกณฑ์ในยุคแรกๆ จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือแก้ไขความขัดแย้งเท่านั้น นานๆ เข้ากฎเกณฑ์ต่างๆ เริ่มมีการพัฒนาการมากยิ่งขึ้น กฎเกณฑ์เริ่มเป็นแบบแผนอย่างมีกิจจะลักษณะและสามารถใช้บังคับได้อย่างมีประสิทธิผลจนเราเริ่มเรียกกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านั้นใหม่เสียว่า “กฎหมาย (Law)” นั้น ถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการที่ต้องเป็นรัฐสมัยใหม่ ให้เห็นว่าบ้านนั้นเมืองนี้มีขื่อมีแป มีกฎมีระเบียบที่เป็นมาตรฐานเดียวกับที่นานาอารยประเทศอื่นเขาใช้กัน

แต่วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยของเรา? กับกฎหมายของเรา? เราใช้เวลานานแสนนานในการพัฒนาระบบกฎหมาย พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ ส่งพระโอรสของพระองค์ไปร่ำเรียนวิชากฎหมายโดยหวังที่จะเห็นสยามประเทศมีระบบกฎหมายที่ทันสมัย เพื่อให้ประเทศฝรั่งต่างๆ ยอมคืนสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้ แต่วันนี้กฎหมายของเราที่เชื่อกันว่ามีการพัฒนามาไกลจนไม่น้อยหน้ากับประเทศที่เขาเรียกตัวเองว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว กลับถูกคนบางคนที่มีความคิดเห็นขัดแย้งชักชวนคนบางกลุ่มมาร่วมกันใช้กฎหมู่ปฏิบัติสิ่งที่พากันเรียกว่า “อารยะขัดขืน”

หลายเดือนมานี้คนไทยถูกคำนี้กรอกหูอยู่บ่อยๆ แต่ทราบหรือไม่ว่ามันคืออะไร แปลว่าอะไร และมีลักษณะอย่างไรบางคนเข้าใจไปว่ามันคือ “การดื้อแพ่ง” ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายเพราะว่ากฎหมายนั้นเกิดจากความอยุติธรรม รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้บัญญัติคำนี้ขึ้นโดยแปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Civil Disobedience" ซึ่งอธิบายว่า อารยะขัดขืน คือ การกระทำในเชิงศีลธรรมเพื่อคัดค้านหรือประท้วงคำสั่งหรือกฎหมายของผู้ปกครองที่ "อยุติธรรม" หรือการกระทำของรัฐบาลที่ประชาชนเห็นว่าไม่ถูกต้องด้วยสันติวิธี เพื่อให้สังคมและการเมืองเกิดความ "เป็นธรรม" และมีความ "อารยะ" มากขึ้น

คุณลักษณะ 7 ประการโดยสรุปของ "อารยะขัดขืน" ในฐานะของปฏิบัติการทางการเมืองตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลต่างๆ นั้นพอจะสรุปได้ คือ

1.             เป็นการละเมิดกฎหมาย หรือตั้งใจจะละเมิดกฎหมาย

2.             ใช้สันติวิธี (ไม่ใช้ความรุนแรง)

3.             เป็นการกระทำสาธารณะโดยแจ้งให้ฝ่ายรัฐรับรู้ล่วงหน้า

4.             ประกอบด้วยความเต็มใจที่จะรับผลทางกฎหมายของการละเมิดกฎหมายดังกล่าว

5.             ปกติกระทำไปเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล

6.             มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรมของผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง

7.             มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรม ซึ่งโดยหลักแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายและสถาบันทางสังคม

ดังนั้น เมื่อทราบถึงความหมายและลักษณะของมันแล้ว ที่นี้ ลองพิจารณาโดยวิจารณญาณของแต่ละ

บุคคลเองเถอะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เหตุการณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลก็ดี การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ความวุ่นวายในบ้านเมืองก็ดี เป็น “อารยะขัดขืน” เหมือนที่พูดกรอกหูชาวบ้านอยู่หรือไม่

                ไม่มีใครทราบว่าเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบันจะจบลงอย่างไร แต่เชื่อว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยรวมถึงผู้เขียนด้วยที่เอือมระอากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ วันนี้นายกรัฐมนตรีถูกถอดถอนไปแล้วตามคำสั่งศาล แต่ “อารยะขัดขืน” ยังอยู่ ยังต่อรองกับรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญว่าไม่เอาอย่างนั้น ไม่ชอบแบบนี้ ถ้าไม่ได้ก็จะยังไม่เลิกการชุมนุม หรือไม่แน่ ได้ตามที่อยากได้แล้วก็อาจจะยังไม่เลิกชุมนุม เพราะเลิกไปไม่รู้จะไปทำอะไรดี 

เอาแบบนี้มั้ยครับ ไหนๆ ก็มาจนเกือบสุดสายป่านของรัฐบาลแล้ว ทำอะไรก็ไม่ได้ดังใจ ฝืนต่อไปประเทศก็รังแต่จะเสียหาย วันนี้เศรษฐกิจไทยเสียหายไปเท่าไร ผู้คนบาดเจ็บเดือดร้อนไปก็มากมาย มาตรการใดนำมาใช้ก็ไม่มีใครฟัง กฎหมายที่นำมาใช้ยังไม่เคารพ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ท่านก็ยอมยุบสภาเสียคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจอนาคตของประเทศ แล้วก็ชักชวนพวกที่เก่งนอกสภา เป็นเซียนมวยข้างสนาม ตั้งพรรคการเมืองใหม่เข้ามาสู้กันตามกฎตามเกณฑ์ตามกฎหมาย เข้าตามตรอกออกตามประตู ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินแล้วก็อย่าลืมเคารพเสียงส่วนมากแล้วก็ฟังความคิดเห็นของส่วนน้อยอันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ดีมั้ยประเทศจะได้ไม่บอบช้ำไปกว่านี้ หรือไม่กล้า?

 เสียงสีขาว

15-9-2551