เราอาจจะต้องเข้าใจประชาธิปไตยทางตรง หรือการเมืองใหม่ในฐานะที่เป็นกระบวนทัศน์ทางการเมือง

การเมืองใหม่ตามบทความของอ.ประภาสซึ่งได้พูดถึง ประชาธิปไตยทางตรงที่พูดกันอย่างมากในสังคมไทย ปัจจุบันมี ซึ่งสำคัญและควรรู้ให้การดีเป็นเรื่องประชาธิปไตยทางตรง

คือ ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นข้อความคิดทางการเมือง ในบทความชิ้นนี้ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า ประชาธิปไตยทางตรงเป็นปฎิกิริยาต่อประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นประชาธิปไตยที่ทำงานบนฐานคิดว่า ประชาธิปไตยทางตรงจะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่จริงมากขึ้น ดีมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยทางตรงจึงสัมพันธ์กับการกระจายอำนาจการเมืองการ ปกครองจากแนวดิ่งสู่แนวราบ จากศูนย์นกลางสู่ภูมิภาค จากการกระจุกตัวสู่การกระจายตัว ซึ่งทั้งหมดนี้คือกระบวนคือ กระบวนการหรือ รูปแบบเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนมากกว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทน   ผม เน้นเรื่องนี้เพราะในการพูดเรื่องประชาธิปไตยทางตรง หรือการเมืองใหม่ในบ้านเรา ในปัจจุบันนี้คอนเซ็ปท์ว่า อำนาจประชาธิปไตยควรจะอยู่ที่ไหน เป็นของประชาชนรึเปล่า เป็นสิ่งที่คนจำนวนมากไม่ถามกัน เพราะฉะนั้นมิติที่สำคัญและหายไปของการเมืองใหม่ในบ้านเราคือ ประชาธิปไตยทางตรงก็ดีหรือการเมืองใหม่ก็ดี มีฐานคิดที่สำคัญคือ อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชน

เราอาจจะต้องเข้าใจประชาธิปไตยทางตรง หรือการเมืองใหม่ในฐานะที่เป็นกระบวนทัศน์ทางการเมืองที่ตั้งคำถามต่อตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจทางการเมือง หรือการเมืองในโลกสมัยใหม่ นั่นคือประชาธิปไตยแบบสมัยใหม่นั้นรวมศูนย์อยู่ที่การสร้างอำนาจทาง การเมืองให้อยู่ในสถาบันตัวแทนบางอย่าง เพราะฉะนั้น ตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจทางการเมืองและการต่อสู้ทางการเมืองก็จะจำกัดอยู่ ที่สถาบันการเมืองที่เป็นทางการ การเมืองในโลกสมัยใหม่เป็นการเมืองที่เป็นเรื่องของการแข่งขันต่อสู้เพื่อ ให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ จะโดยวิธีสร้างพรรคการเมือง รัฐประหารหรือสร้างรัฐกรรมาชีพก็ตามแต่ แต่ถ้าเราดูการต่อสู้ทางการเมืองในโลกสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ฝ่ายปฎิกิริยาหรือฝ่ายก้าวหน้า สิ่งที่จะคล้ายคลึงกันมาก คือการมุ่งยึดอำนาจรัฐ การแย่งชิงอำนาจรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการ

นอก จากนี้ ประชาธิปไตยทางตรงเป็นการตั้งคำถามเชิงกระบวนทัศน์ว่า ตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจทางการเมือง อยู่ที่สถาบันการเมืองทางการอย่างเดียวจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าอยู่ที่การสร้างบรรยากาศทางการเมือง หรือว่าอยู่ที่การต่อสู้ทางความคิด การต่อสู้ช่วงชิงมวลชนเพื่อความสนับสนุนในแต่ละประเด็นด้วย ประชาธิปไตยทางตรงไม่ได้คิดว่าอำนาจการเมืองกระจุกแค่ในสถาบันการเมือง แต่อยู่ในภาคประชาสังคม อยู่ในคนกลุ่มต่างๆ ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคมด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญมากในการทำความเข้าใจประชาธิปไตยทางตรงคือ ต้องเข้าใจว่า การต่อสู้เรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของการได้อำนาจรัฐอย่างเดียว แต่คือการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ในประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หรือพูดอีกอย่างคือทำให้ความเป็นการเมืองขยายตัวไปสู่ทุกปริมณฑลของชุมชน การเมืองอย่างเด่นชัด

เมื่อได้อ่านบทความของ อ.ประภาสแล้ว เห็นภาพปัญหาทางการเมืองที่จะเกิดจากการเรียกร้องการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ อย่างน้อย 5 ข้อ คือ

1.ความเข้าใจของพันธมิตรฯ ต่อเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจทางการเมือง คืออะไร

2.พันธมิตรฯ คิดว่าความเป็นการเมืองในสังคมไทยคืออะไร

3.การเมืองใหม่แบบพันธมิตรฯ จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมในสังคมไทยเป็นอย่างไร

4.เป็นไปได้ไหมว่าปฎิบัติการการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ เป็นแค่ปฎิบัติการโค่นล้มรัฐบาล แต่ไม่ได้ต้านรัฐไทย

5.การเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ ในฐานะโครงการทางการเมือง หรือ political project เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง

   การเมืองที่เรียกว่า ปฎิปักษ์ประชาธิปไตยที่มีอภิชนบางกลุ่มเป็นผู้นำ

การเมือง ใหม่ของ พันธมิตรฯ ในแง่ของการเป็นตัวแบบทางการเมือง อาจจะชัดเจนกว่าในแง่ของข้อความคิด เพราะ พันธมิตรฯ พูดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า โจทย์หลักของการเมืองใหม่แบบ พันธมิตรฯ อยู่ที่การเข้าสู่อำนาจหรือการพ้นอำนาจของนักการเมือง ในแง่นี้ การเมืองใหม่ของ พันธมิตรฯ ผิดจากการเมืองใหม่หรือประชาธิปไตยทางตรง ในหลายสังคมแบบที่ ประภาสหรือภัควดี พูด เพราะการเมืองใหม่แบบ พันธมิตรฯ ทำงานบนกระบวนทัศน์ที่เก่าแสนเก่า ที่เชื่อว่า ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความไม่เท่าเทียม ปัญหาทั้งหลายในสังคมไทยเกิดจากรัฐบาลที่เลว ผู้นำที่เลว แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ โดยเอารัฐบาลที่ดี มีศีลธรรมคุณธรรมเข้ามา นี่ไม่ใช่การเมืองใหม่ นี่เป็นทัศนคติทางการเมืองที่เก่าแสนเก่า

การหมกมุ่นกับคุณธรรมของ พันธมิตรฯ ทำให้การสร้างการเมืองใหม่ของ พันธมิตรฯ มีจุดมุ่งหมาย มีกระบวนการที่คับแคบ จำกัดอยู่แต่ในวงคนที่พันธมิตรฯ และฝ่ายผู้สนับสนุน พันธมิตรฯ เห็นว่าก้าวหน้า มีความรู้ มีความเข้าใจประชาธิปไตยที่ดี มีคุณธรรม เพราะฉะนั้น ในกระบวนการริเริ่ม กระบวนการผลักดัน กระบวนการคิดเรื่องการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ ดำเนินไปโดยใครก็ไม่รู้ กระบวนการไหนก็ไม่มีใครทราบ ไม่คุยกันที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ เป็นเรื่องลับทั้งหมด ทั้งที่นี่เป็นเรื่องการเมืองใหม่ของคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น ทั้งมวลชน พันธมิตรฯ และคนในสังคมไทยทั้งสังคมไทยได้ยินคำว่า การเมืองใหม่ แต่ว่าการเมืองใหม่คืออะไร คุยกันที่ไหน ใครเป็นคนคิด กระบวนการคิดมาอย่างไรไม่มีใครรู้

ข้อสังเกตของผมคือ คนจนมีส่วนร่วมในเวทีของ พันธมิตรฯ ในบทบาทอะไรบ้าง ผมคิดว่ามี 4 ข้อ 1.ร่วมชุมนุม 2.เดินขบวน 3.เป็นการ์ด 4.ขึ้น ปราศรัย และคุมการเดินขบวน ส่วนคนที่มีอิทธิพลกับวาระทางการเมืองของ พันธมิตรฯ จริงๆ คือใคร มีตัวแทนคนจนไปร่วมในการตัดสินวาระทางการเมืองของ พันธมิตรฯ จริงหรือเปล่า ก็ไม่ปรากฎชัดเจน เพราะฉะนั้น คนจนจึงมีอยู่ใน พันธมิตรฯ จริง แต่เป็นการ์ด เป็นคนทำกับข้าวให้กองทัพธรรม เป็นยามเฝ้าแผ่นดิน

แนวทางแบบนี้ทำให้ในที่สุดแล้ว การเมืองแบบพันธมิตรฯ เป็นองค์กรขาลอย ลอยจากสังคมและคนที่เข้าร่วมกับ พันธมิตรฯ นี่เป็นปัญหาสำคัญมาก เป็นไปได้อย่างไร ที่ชุมนุมใหญ่ 3 ปี แต่ไม่เปิดให้มวลชนมีส่วนร่วมในการนำได้เลย เขาให้เหตุผลไว้ก็คือ เครือข่ายของ พันธมิตรฯ อาศัยอิทธิพลการเมืองนอกสภา ไปบีบสภาให้ทำเรื่องต่างๆ ใช้อิทธิพลนอกระบบการเมืองแบบเปิดเผยไปบีบให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงเรื่องต่างๆ เพราะฉะนั้นในแง่นี้แล้ว การเมืองใหม่แบบ พันธมิตรฯ เป็นการเมืองแบบที่อาศัยอภิสิทธิชน อาศัยคนมีอำนาจ มีพลัง ทำเรื่องต่างๆ โดยเอามวลชนเป็นเครื่องบังหน้า

การเมือง แบบพันธมิตรฯ ไม่เคยปฎิเสธการรัฐประหาร ไม่เคยบอกว่า เราไม่ยอมรับการรัฐประหาร การเมืองแบบพันธมิตรฯ พูดตลอดเวลาว่า ทหารที่ดีต้องร่วมกับประชาชน ข้าราชการที่ดีต้องร่วมกับประชาชน หรือแม้กระทั่งเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ก็ยังพูดแบบเปิดเผยว่า อยากให้ทหารที่ดีมาปฎิวัติกับประชาชน

เพราะ ฉะนั้นในที่สุดแล้ว ปรากฎการณ์พันธมิตรฯ เป็นปรากฎการณ์การเมืองที่แปลกประหลาดข้อหนึ่งคือ เป็นการสร้างกระบวนการมวลชนที่ปฎิเสธมวลชน เป็นการสร้างขบวนการประชาธิปไตยที่ปฎิเสธประชาธิปไตย เป็นการสร้างความเคลื่อนไหวที่ปฎิเสธการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของภาค ประชาชน และที่สุดแล้วจะนำ พันธมิตรฯ ไปสู่ความเป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่สำคัญคือ พันธมิตรฯ จะทำให้เกิดการปฎิรูปทางการเมืองที่เป็นปฎิปักษ์กับประชาธิปไตย เกิดขบวนการต้านรัฐบาลที่ไม่ได้นำไปสู่การสร้างรัฐประชาธิปไตยที่มากขึ้น เป็นขบวนการประท้วงรัฐบาล แต่ไม่ได้ต้านรัฐทุนนิยม

ในที่สุดแล้ว ถ้าพูดถึงประชาธิปไตย ในแง่ input-output นี่จะเป็นปรากฎการณ์ประหลาด เพราะ input ของ พันธมิตรฯ ที่ดูเป็นประชาธิปไตย มีมวลชนเข้าร่วม มีพลังประชาชนหลายชนชั้นเข้าร่วม แต่ที่สุดแล้ว output หรือกระบวนการและระบบการเมืองที่ พันธมิตรฯ จะสร้างขึ้น กลับทำให้ชนชั้นกฎุมพีบางกลุ่มมีอำนาจมากขึ้น ข้าราชการหัวอนุรักษ์มีอำนาจมากขึ้น และที่สุดแล้ว output หรือ product ที่ พันธมิตรฯ จะทำให้เกิดก็คือ การแปรสภาพ อคติ ค่านิยมทางการเมืองแบบชนชั้นสูง ให้เป็นสถาบันทางการเมือง ให้เป็นกติกาทางการเมืองซึ่งจำกัดอำนาจของตัวแทนประชาชนลงไป จำกัดอำนาจของตัวแทนเชิงพื้นที่ลงไป จำกัดอำนาจของตัวแทนที่เป็นคนระดับล่างลงไป

การเมือง ใหม่ของพันธมิตรฯ ในแง่นี้จึงเป็นการเมืองที่เก่าแสนเก่า และเป็นการเมืองที่คิดถึงแต่รัฐ คิดถึงแต่การชิงอำนาจในหมู่ผู้นำ คิดถึงแต่ว่าการเมืองจำกัดอยู่ในเรื่องการได้สภา การครองสภา การครองอำนาจรัฐ การยึดอำนาจรัฐบาล อันนี้ไม่ใช่จิตวิญญาณของการเมืองใหม่ หรือการสร้างประชาธิปไตยทางตรง เพราะจิตวิญญาณของการเมืองใหม่ หรือการสร้างประชาธิปไตยทางตรง คือการเชื่อว่า อำนาจรัฐไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรัฐบาล แต่อยู่ในทุกปริมณฑลของสังคม