01.การศึกษาและชีวิต


แน่ใจได้ว่าการศึกษาเป็นสิ่งไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง หากมันมิได้ช่วยให้เธอเข้าใจถึงความลึกซึ้งกว้างขวางของชีวิต เข้าใจถึงแก่นแท้ของชีวิต พร้อมทั้งสุนทรียภาพ ความทุกข์และความสุข

  ารศึกษาและชีวิต

(จากหนังสือ แด่หนุ่มสาว.  กฤษณมูรติ เขียน  พจนา แปล)
      
ันยังสงสัยอยู่ว่า เราจะเคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าการศึกษานั้นหมายถึงอะไร ทำไมเราจะต้องไปโรงเรียน
ทำไมจะต้องเล่าเรียนวิชาต่างๆมากมาย ทำไมจะต้องสอบแข่งขันกันเพื่อให้ได้คะแนนดีๆ
สิ่งที่เรียกว่าการศึกษานั้นหมายถึงอะไร คือสิ่งใดกันแน่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำถามที่สำคัญมาก
มิใช่มีความสำคัญสำหรับตัวนักเรียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงบรรดาผู้ปกครอง ครู
และทุกคนที่มีความรักต่อโลกนี้ด้วย

ทำไมเราต้องแย่งชิงกันเข้ามาศึกษาเล่าเรียนด้วย  เป็นเพราะต้องการจะสอบผ่านหรือต้องการได้งานอาชีพ
ใช่หรือไม่  หรือว่าหน้าที่ของการศึกษา คือการช่วยเพิ่มพูนญาณทัศนะ ความรู้ความเข้าใจในชีวิตทั้งหมด
ให้แก่เราในขณะที่เรายังเยาว์อยู่ แน่นอนการมีงานทำและการเลี้ยงชีพเป็นสิ่งจำเป็น แต่นั่นคือจุดประสงค์
ทั้งหมดของชีวิตหรือ

ราพากันศึกษาเล่าเรียนเพื่อสิ่งนั้นแต่เพียงอย่างเดียวละหรือ หามิได้ เพราะชีวิตมิได้หมายถึงการมีงานทำเท่านั้น
แต่ชีวิตเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ทั้งกว้างขวางและลึกซึ้ง ชีวิตเป็นความลับอันยิ่งใหญ่ เป็นอาณาจักรอันไร้ขอบเขต
ที่เราได้เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในฐานะของมนุษย์

ถ้าเรามัวแต่เตรียมตัวเพียงเพื่อการหาเลี้ยงชีพแต่อย่างเดียว  เราก็จะพลาดจากจุดหมายที่แท้ของชีวิตไป
โดยสิ้นเชิง ความเข้าใจในชีวิตนั้นสำคัญยิ่งไปกว่าการเตรียมตัวสอบ เพื่อที่จะได้เป็นบัณฑิตทางสาขาวิชา
คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และ สาขาวิชาอื่นๆ

ดังนั้นไม่ว่าเราจะเป็นครูหรือนักเรียน เราจะต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่าทำไมเราต้องศึกษาเล่าเรียน
และทำไมจะต้องสำเร็จเป็นบัณฑิต เราจะต้องถามตัวเองว่าชีวิตคืออะไร ชีวิตเป็นสิ่งพิเศษสุดหรือไม่
เหล่าวิหค มวลบุปผาชาติ สุมทุมพุ่มพฤกษ์ สรวงสวรรค์ ดวงดารา สายน้ำ และมัจฉาที่อาศัยอยู่ในน้ำ  
เหล่านี้คือชีวิต  ชีวิตคือคนจนและคนรวย   ชีวิตคือการยุทธแย้งกันระหว่างหมู่เหล่าชนชาติ และเชื้อชาติ  
ชีวิตคือสมาธิ ชีวิตคือสิ่งที่เราเรียกกันว่าศาสนา และหมายถึงสารัตถะ  อันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ
ความขี้อิจฉา ความทะเยอทะยาน กิเลส  ความกลัว ความปรารถนา และ ความหงุดหงิด ขุ่นข้อง
สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดประกอบกันขึ้นเป็นชีวิต แต่เรากลับไปตระเตรียมตนเพียงเพื่อความเข้าใจในชีวิต
แต่เพียงเสี้ยวเล็กๆเท่านั้น เราเรียนสำเร็จได้ปริญญา ได้การงานอาชีพ แต่งงานเป็นฝั่งฝา มีลูกหลานสืบตระกูล
และชีวิตของเราก็ยังเหมือนเครื่องจักรเข้าไปทุกที เรายังคงเต็มไปด้วยความกลัว ความกระวนกระวาย 
ความหวาดหวั่นต่อชีวิต  ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของการศึกษาที่จะต้องช่วยเราให้เข้าใจถึงกระบวนการ
แห่งชีวิตทั้งหมด  หรือการศึกษามีหน้าที่เพียงแค่การจัดฝึกอาชีพและเตรียมคนไว้สำหรับตำแหน่งการงาน
ที่สูงส่งเท่านั้นกระมัง

อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา เมื่อเราเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เธอจะเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า เธอจะทำอะไรเมื่อโตขึ้น
บางทีอาจจะเป็นการแต่งงาน และก่อนที่เธอจะรู้ตัว เธอก็จะกลายเป็นพ่อแม่คน  เธอจะถูกงานอาชีพผูกรัดไว้
อย่างเหนียวแน่น  หรือไม่เธอก็จะขลุกอยู่แต่ในครัว เธอจะซบเซาร่วงโรยไปเป็นลำดับ นั่นคือความเป็นไปทั้งหมด
ในชีวิตของเธอหรือ เธอจะเคยถามปัญหาเหล่านี้กับตัวเองหรือไม่ หรือว่าไม่อยากจะถาม หากว่าครอบครัวเธอร่ำรวย
เธอก็จะได้เปรียบในทางฐานะที่มั่นคง คุณพ่ออาจให้เธอทำงานสบายๆ อาจได้แต่งงานโดยจัดพิธีอย่างหรูหรา
แม้แต่กระนั้นความเสื่อมโทรม ความร่วงโรยก็ยังมาเยือนเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แน่ใจได้ว่าการศึกษาเป็นสิ่งไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง หากมันมิได้ช่วยให้เธอเข้าใจถึงความลึกซึ้งกว้างขวางของชีวิต
เข้าใจถึงแก่นแท้ของชีวิต พร้อมทั้งสุนทรียภาพ ความทุกข์และความสุข เธออาจจะได้คะแนนดี อาจมีวุฒิต่อท้ายชื่อ
ยาวเหยียด อาจได้การงานชั้นสูง แต่หลังจากนั้นเล่า เมื่อจิตใจของเธอเริ่มจะมึนงง เฉื่อยล้า และโง่เขลาลง  
สิ่งที่เธอได้มาทั้งหมดจะมีความหมายอะไร  ดังนั้น ในขณะที่เธอยังเยาว์วัยอยู่ เธอควรจะแสวงหาให้พบ
ความหมายในชีวิต นี่แหละคือหน้าที่อันแท้จริงของการศึกษาที่จะช่วยเสริมสร้างปัญญาให้เกิดแก่เธอ
เพื่อนำปัญญาไปแสวงหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ ปัญญาคือสิ่งใดเล่า  ปัญญาคือความสามารถที่จะคิดได้
อย่างอิสระ โดยปราศจากความกลัว โดยไม่พึ่งพาสูตรหรือทฤษฎี  เพื่อว่าเธอจะสามารถค้นพบได้ด้วยตัวเองว่า
อะไรคือความจริง  อะไรคือความถูกต้อง  แต่ถ้าเธอมีความกลัวอยู่  มีแต่ตื่นตกใจอยู่ละก็ เธอจะไม่มีปัญญา
เช่นนี้เกิดขึ้นเลย  อุปสรรคที่ขัดขวางสติปัญญาเหล่านี้ ได้แก่ ความมักใหญ่ใฝ่สูง กิเลสราคะ ความกังวลว้าวุ่น ฯลฯ
เพราะความมักใหญ่ใฝ่สูงไม่เคยก่อให้เกิดจิตใจที่แจ่มใส จิตใจที่เรียบง่าย จิตใจที่ซื่อตรงและเต็มไปด้วยเชาว์ปัญญาเลย

.......................

แด่หนุ่มสาว กฤษณมูรติ  เขียน   พจนา จันทรสันติ แปล

หมายเลขบันทึก: 214078เขียนเมื่อ 4 ตุลาคม 2008 21:27 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 19:40 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (6)

เคยถือหนังสือเล่มนี้ติดมืออยู่ช่วงหนึ่งและกอดประทับแนบอกทุกครั้งด้วยหวังใจว่าจะสามารถนำทางตนเองได้ เพิ่งเลิกถือหนังสือใดใดเมื่อไม่นานมา ด้วยว่าใจที่หวังนั้นหาได้ค้นพบสิ่งใดในหนังสือไม่นอกจาก ความเข้าใจตนเอง ที่เพียรพยายามทำเข้าใจอย่างไม่ลดละ สักที

แวะมาอ่านค่ะชอบจังค่ะ

ความมักใหญ่ใฝ่สูงไม่เคยก่อให้เกิดจิตใจที่แจ่มใส จิตใจที่เรียบง่าย จิตใจที่ซื่อตรงและเต็มไปด้วยเชาว์ปัญญาเลย

ยินดีค่ะ ที่ชอบบทความนี้เหมือนกัน

เวลาที่เราอยู่ในวังวนของการศึกษานานๆ เข้า ก็ต้องกลับมาทบทวนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่าเราตกอยู่ในหลุมพรางของการศึกษาหรือเปล่า และเรากลายเป็นหนึ่งในกลไกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการศึกษาอย่างไร

การศึกษาคือการเรียนรู้ชีวิต..

หากไม่สามารถแก้ปัญหาของชีวิตได้..การศึกษาก็ไร้ผลค่ะ..

เห็นด้วยมากๆค่ะ..^^

แต่การศึกษาแห่งยุคสมัย เป็นเพียงเครื่องมือเสริมฐานะ และหาอาชีพเท่านั้น มิได้ทำให้มนุษย์รู้จักชีวิต แม้กระทั่งชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง การสอนของครูบางครั้งก็ไร้แก่นสาร เพราะครูเองก็ไม่รู้ว่าสอนไปเพื่ออะไรแท้จริง (คำนึงถึงตัวเองนะ)

มีโอกาสได้หยิบหนังสืออีกเล่มของ กฤษณมูรติ ขึ้นมา อ่าน

อิสรภาพ เกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ “Freedom from the known”

เมื่ออ่านแล้วทำให้เข้าใจ “แด่หนุ่มสาว” มากขึ้น

และพบอีกหนทางหนึ่งในการอ่านว่า

“วัย” ก็สามารถขยายความเข้าใจได้เหมือนกัน

ขอบคุณค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี