ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ในสภาวะกำลังพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศนั้น การอุตสาหกรรมถูกพัฒนามากที่สุดจนทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมถูกละเลยจากทุกภาคส่วน เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมมีมากขึ้นแน่นอนว่าผละกระทบต่างๆย่อมตามมาโดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์อีกทอดหนึ่ง
ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ส่วนมากก็เป็นผลพวงมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด แต่ขณะเดียวกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษทางน้ำ อากาศ ดิน เสียง ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่เอกชนเจ้าของกิจการและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว
ปัญหาที่เกิดจากภาคเอกชน คือ เจ้าของกิจการขาดจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อสังคมโดยคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก แม้จะมีกฎหมายกำหนดให้เจ้าของกิจการปฏิบัติตามเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวแล้วแต่เจ้าของกิจการก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก เพียงแต่ทำไปให้ถูกต้องในบางครั้งที่มีการตรวจสอบเท่านั้น และผนวกกับการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐทำให้กฎหมายนั้นขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ ในส่วนของภาครัฐนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐยังละเลยการปฏิบัติหน้าที่รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วย กล่าวคือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐรับผลประโยชน์จากเจ้าของกิจการเพื่อปกปิดความผิดที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายบัญญัติไว้ นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งทำให้กฎหมายนั้นขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ จากการกระทำของทั้งสององค์กรข้างต้นทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็น
ปัญหาไม่ได้เริ่มตันที่การปล่อยมลพิษของโรงงาน หากแต่เริ่มต้นจากการอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานต่างๆ แม้จะมีกฎหมายกำหนดขั้นตอนและกระบวนการต่างๆในการขออนุญาต เช่น การจัดทำงานรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) การได้รับความเห็นชอบจากชุมชน แต่กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้ทำโดยชอบด้วยกฎหมาย คือ การจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง แม้แต่ขั้นตอนการได้รับความเห็นชอบจากชุมชนก็มีการทำข้อมูลเท็จขึ้นมา ขั้นตอนต่างๆนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้เข้าดูแลหรือมีส่วนในการกระทำตามที่กล่าวมาข้างต้น และยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับโครงการที่จะสร้างให้ชุมชนทราบ ทำให้ขั้นตอนในการขออนุญาตเป็นไปโดยง่าย บางครั้งชุมชนนั้นอาจไม่ทรายด้วยซ้ำว่ามีการอนุญาตให้ตั้งโรงงานมาทราบอีกทีก็ตอนที่อนุญาตและมีการก่อสร้างแล้ว ซึ่งโดยส่วนมากแล้วชาวบ้านในชุมชนมักจะไม่มีความในด้านกฎหมายจึงปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไปจนเกิดผลกระทบขึ้นแต่ก็ยังไม่สามารถเอาผิดกับเจ้าของกิจการได้ บางครั้งต้องกลายเป็นผู้ต้องหาเพราะชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อต้านโรงงาน เป็นเหตุให้เจ้าของโรงงานไม่พอใจและด้วยความที่เจ้าของโรงงานมีเงินและมีอิทธิพลจึงทำให้ชาวบ้านที่ต่อต้านกลายเป็นผู้ต้องหาได้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ใส่ใจในปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใดและยังดำเนินคดีกับชาวบ้านทั้งๆที่ชาวบ้านทำไปเพื่อปกป้องชุมชนของตัวเอง
จากปัญหาต่างๆที่กล่าวมาตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุญาตจนถึงการดำเนินการของโรงงานล้วนแต่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวบ้านในชุมชนที่ประสบปัญหาอย่างที่หลายคนไม่คิดว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หากแต่ถ้าพิจารณาดีๆแล้วจะเห็นว่าการกระทำของเจ้าของกิจการและเจ้าหน้าที่ของรัฐถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวบ้านในพื้นที่โครงการและพื้นที่ใกล้เคียงทั้งสิ้น ซึ่งจะแยกพิจารณาดังนี้
1. การไม่เผยแพร่ข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนต้องได้รับทราบโดยเฉพาะกิจการหรือโครงการที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นสิทธิที่ได้รับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 21 คือ ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนในรัฐบาลของประเทศตน จะเป็นโดยตรงหรือโดยการผ่านทางผู้แทนซึ่งได้เลือกตั้งโดยอิสระ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 56 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่ การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งตามระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแล้วการได้รับทราบข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ ถือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารประเทศและเป็นการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน ฉะนั้นประชาชนสามารถที่จะไปขอข้อมูลกับหน่วยงานของรัฐได้ หากมีการปฏิเสธก็สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้ซึ่งอีกหนึ่งหนทางที่จะสามารถเข้าไปตรวจการทำงานของหน่วยงานของรัฐได้
2. การที่ประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้านโรงงานแต่กลับถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา การชุมนุมเป็นสิทธิที่รับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 19 ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออกสิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความคิดโดยปราศจากความแทรกสอดและที่จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสารและความคิดเห็นไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 21 สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น นอกจากนี้ยังได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือใน ระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก อีกด้วย ฉะนั้นหากการชุมนุมของประชาชนเป็นไปตามขอบเขตของกฎหมายทั้งกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศแล้วย่อมได้รับการรับรอง หากมีการขัดขวางไม่ว่าจะโดยการจับกุมดำเนินคดีหรือสลายการชุมนุมย่อมถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
3. การปล่อยมลพิษลงสู่สิ่งแวดล้อม เมื่อมลพิษถูกปล่อยออกมาก็ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นทางน้ำ อากาศ ดิน และผลกระทบที่ตามมาคือประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นสภาพความเป็นอยู่ที่อากาศเป็นพิษ กลิ่นเหม็นเน่า น้ำเสียส่งกลิ่นเหม็น ใช้ประโยชน์ไม่ได้ รวมถึงการประกอบอาชีพโดยเฉพาะการเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชในสภาพดินที่ไม่เหมาะสมอันเนื่องมาจากการปล่อยมลพิษลงสู่ดิน ปลาที่เกษตรกรเลี้ยงในแม่น้ำตายเพราะน้ำเน่าเป็นต้น จากปัญหาข้างต้น ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ข้อ 12 รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นได้.....ขั้นตอนในการดำเนินการโดยรัฐภาคีแห่งกติกานี้ เพื่อบรรลุผลในการทำให้สิทธินี้เป็นจริงอย่างสมบูรณ์จะต้องรวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อ......ปรับปรุงในทุกด้านของสุขลักษณะทางสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าการที่รัฐปล่อยปละละเลยจนทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่หรือสุขภาพอนามัยของประชาชนถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังได้รับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 67 สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับ ความคุ้มครองตามความเหมาะสม การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษา และประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มี กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบ ก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง อีกด้วย จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญให้สิทธิที่จะฟ้องหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดเกี่ยวข้องด้วย เช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานและอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าสถานประการนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานใด
จากปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้างต้นอาจเป็นสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง แต่วันนี้ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยยังขาดกลไกในการคุ้มครองสิทธิดังกล่าว ฉะนั้นเพื่อให้สิทธินั้นได้รับการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นจะต้องอาศัยกลไกในทางระหว่างประเทศนั่นก็คือกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี ไม่ว่าจะเป็นกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หรือแม้แต่กฎบัตรสหประชาชาติ ที่มีหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติที่ทำงานเกี่ยวกับการคุ้มรองสิทธิมนุษยชนในรัฐภาคีขององค์การสหประชาชาติด้วย