จริยธรรมการวิจัย..อย่างไรจึงไม่ละเมิด

 

ริยธรรมการวิจัย .......  อย่างไรจึงไม่ละเมิด 

ราพิทักษ์ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มตัวอย่างมากน้อยเพียงใด

 

เมื่อวันที่  29-   30 กันยายน  มีโอกาสเข้าร่วมอบรม  จริยธรรมการวิจัยเพื่อปกป้องอาสาสมัครในโครงการวิจัย  ที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดขึ้น  วิทยากรมาจากหลากหลายสถาบัน 

 

อาจารย์พูดให้คิดหลายอย่างว่า   ที่ผ่านมา  เราได้พิทักษ์ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มตัวอย่างมากน้อยเพียงใด  เริ่มตั้งแต่

  

  • อาจารย์เกษราวัลณ์  แห่งคณะพยาบาลฯ เปิดประเด็นกรณีที่ผู้วิจัยเปิดเผยข้อมูลกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ  ในกรณีที่ ศึกษาผู้ติดเชื้อ HIV ในชุมชนที่ไม่ต้องการเปิดตัว   ถ้าเราเพียงประสานกับเจ้าหน้าที่ในชุมชน ขอข้อมูล ที่อยู่ของผู้ติดเชื้อ ตามเยี่ยมบ้าน  เพื่อชี้แจงโครงการและขอรับการยินยอมเข้าร่วมโครงการ  เพียงแค่นี้ก็เป็นการเปิดเผยข้อมูลแล้วค่ะ  ที่ผ่านมา ชาวบ้านส่วนมากจะรับรู้ว่า  หมออนามัยจะตามเยี่ยมผู้ป่วยเรื้อรัง คือ ความดัน เบาหวาน  แม่ลูกอ่อน  พอเห็นคุณหมอมาเยี่ยมบ้านที่มีคนผอมๆ ตามประสาชาวบ้านก็ย่อมอยากรู้ว่า มาเยี่ยมทำไม

 

อาจารย์เสนอแนวทางคือผู้วิจัยประสานกับเจ้าหน้าที่  เพื่อแจ้งกับผู้ป่วยว่า ต้องการให้ผู้วิจัยเข้าพบเพื่อชี้แจงหรือศึกษาข้อมูลหรือไม่  ถ้าต้องการ  อาจเปลี่ยนวิธีการเยี่ยมจากการเยี่ยมบ้านมาเป็นพบที่สถานีอนามัยแทน

 

การได้มาของกลุ่มตัวอย่าง  เราเปิดโอกาสให้เขาเข้ามาด้วยตัวของเขาเอง หรือมาจากการหว่านล้อม  ตกลงด้วยความเกรงใจ ที่เห็นเป็นคุณหมอ  คุณพยาบาล   เป็นครู  เป็นหัวหน้า เป็นไปได้หรือไม่ว่า  ควรออกประกาศรับสมัคร  ให้เดินเข้ามา  (เหมาะสำหรับ อาสาสมัครที่มีสุขภาพดี  แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยละ  เขาจะมีโอกาสอ่านประกาศหรือไม่  ถ้าเราไม่   directed  sell)

กลุ่มตัวอย่างที่มี power  imbalance  เช่น  ผู้วิจัยเป็นครู  ผู้ร่วมโครงการเป็นนักเรียน  นักศึกษา  วิจัยเป็นหัวหน้า  ผู้เข้าร่วมเป็นลูกน้องในสังกัด  ข้อมูลที่ได้ อาจไม่เป็นจริงก็ได้

 

นอกจากนี้  ยังได้แง่คิดจากกฎหมายว่า  ใน  พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ  พ.ศ. 2550   มาตรา  9 ถ้าเราต้องให้ผู้รับบริการเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองในการวิจัย  ต้องแจ้งให้ผู้รับบริการทราบล่วงหน้าและต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้รับบริการก่อน  จึงสามารถดำเนินการได้  โดยความยินยอมดังกล่าวผู้รับบริการ  จะเพิกถอนเมื่อใดก็ได้  ประเด็นคือ  แถวบ้านเรา  ชาวบ้านจะไม่อยากลงชื่อยินยอม  เหตุผลคือ

อ้ย    อ่านหนังสือกะบ่ค่อยออก  ตากะเบิ่งไม่ค่อยเห็น  เซ็นบ่เป็นดอก  คุณหมอสิถามหยัง สิเฮ้ดหยังกะเอาโลด  ลุงเอานำเหมิดละ  สินัดมามื้อใด๋กะได้

ย่าให้เซ็นเถาะ  มันบ่ซำบายใจ  เอาจังซี้ซะ  เป็นพยานกันให้เหมิดกลุ่มนี้ละ ว่ายินดีให้คุณหมอมาเฮ็ดวิจัยได้ทุกคน

ระสบการณ์ตรงคือ  ลูกชายพาแม่เดินมาบอกฉันว่า  ตะกี้ ที่แม่เซ็นไป  คิดแล้วเพิ่นบ่ค่อยสบายใจ  ย้านเป็นลาง ว่าเซ็นก่อนตาย  ขอใบคืนได้บ่  แต่ยินดีให้มาถามได้ตลอดเวลา

 

แล้วจะทำอย่างไรดี 

อาจารย์บอกว่า  ในต่างประเทศเข้าค่อนข้างเข้มงวดกับการลงชื่อยินยอมมาก  ในการขอทุน เขาจะดูอย่างละเอียดว่า คุณได้กลุ่มตัวอย่างมาอย่างไร  มีการชี้แจง ยินยอมหรือไม่

 

เฮ้อ  เราเลยไม่กล้าขอทุนจากต่างประเทศเลย  (อิ  อิ   โม้มากไปปล่าว 

ขนาดทุนในประเทศยังไม่มีปัญญาเขียนขอเลย  แงๆๆๆๆๆๆๆๆ)