ถ้าไม่มีพวกเขา งานทั้งงานก็คงขับเคลื่อนได้ไม่ไกลถึงเพียงนี้

คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
(26 กันยายน 2551)

หลายต่อหลายคนหอบเสื้อผ้าหน้าผ่อนมานอนที่ทำงานอย่างพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็นคุณแดนไทและลูกๆ   นอกจากนั้นยังประกอบด้วยคุณสุริยะ และน้อง ๆ กลุ่มไหลอีก
4 – 5  คน โดยหลัก ๆ แล้วมีเจตจำนงอยู่สองประการด้วยกัน   ซึ่งก็ได้แก่ นอนเฝ้าสิ่งของที่รับบริจาคมา  และเกรงว่าจะตื่นเช้าไม่ทันลงพื้นที่  เลยจำต้องหอบหิ้วชีวิตมานอนกัน ณ ที่ทำงานให้รู้แล้วรู้รอด 

ส่วนผมนั้น  ขออนุญาตหอบสังขารกลับมานอนที่บ้าน 

  

 

ในเช้ามืดของวันเสาร์  (06.00  น.)
ผมพร้อมน้อง ๆ จากทีมไหล 
3  ชีวิต   เป็นกลุ่มแรกที่ต้องลงเรือท้องแบน  เพื่อเดินทางฝ่าสายน้ำข้ามฟากไปยังหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม 

การเดินทางในเช้าของวันนี้  ดูเหมือนอากาศจะแช่มชื่นเป็นพิเศษ  ไม่ปรากฎริ้วรอยหม่นครึ้มของเมฆฝน 
ผมและทีมงานขนสัมภาระบางอย่างขึ้นรถอย่างไม่รีบร้อนนัก   เพราะเห็นว่ายังเช้าอยู่  และส่วนหนึ่งก็กำลังรอการมาสมทบของทีมงานจากคณะพยาบาลศาสตร์    

ภายหลังการมาของคณะพยาบาลจำนวน 4-5  คน  และรวมไปถึงทีมงานจากคณะวิทยาศาสตร์  3  คน  และน้องจากชมรมรุ่นสัมพันธ์อีก 1 คน   เราต่างก็ไม่รอช้าที่จะขึ้นรถยนต์มุ่งหน้าสู่ท่าน้ำข้าง ๆ โรงเรียนบ้านดอนนา  พร้อม ๆ กับการไม่ลืมที่จะแวะรับข้าวห่อที่คุณแดนไทไหว้วานแม่ค้าจัดเตรียมไว้ให้
  

  

(บรรยากาศทานข้าวห่อของชมรมรุ่นสัมพันธ์  และการลงเรือของนิสิตคณะพยาบาล)

  

เราไปถึงท่าน้ำ (เฉพาะกิจ)  ในรุ่งเช้าอย่างแสนสุข  
ระดับน้ำดูยังคงนิ่งงัน  เรือแจวหลายลำจอดนิ่งเงียบอยู่อย่างสงบ   ขณะที่คนขับเรือของมหาวิทยาลัยก็พร้อมแล้วสำหรับการนำพาพวกเราข้ามไปยังจุดหมาย 
 

ก่อนลงเรือนั้น  ผมย้ำเตือนให้แต่ละคนหยิบห่อข้าวคนละห่อ   ซึ่งเป็นข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ กับเนื้อทอดอันหอมกรุ่น   

ผมบอกกล่าวกับบรรดาเพื่อนร่วมชะตากรรมในเช้าชื่นนี้ว่า  การไปครั้งนี้  เราจะไม่เป็นภาระปากท้องของชาวบ้าน  ห่อข้าวที่พกพาติดตัวไปนั้น  ขอให้แต่ละคนกินแต่พออิ่ม  น้ำท่าก็ให้พกไปด้วย  เพราะนี่คือการไปช่วยชาวบ้าน  มิใช่การไปเพิ่มภาระให้กับชาวบ้านอย่างไม่จำเป็น 

ก่อนการขนข้าวของและกล่องยาลงสู่ลำเรือ   เราต่างมีโอกาสได้ตักบาตรกับพระรูปหนึ่งซึ่งนั่งเรือมาจากสำนักสงฆ์กลางน้ำ  และการตักบาตรในเช้าของวันนี้  ก็ดูประหนึ่งจะทำให้แต่ละคนสดชื่นและแจ่มใสอย่างเห็นได้ชัด  เสร็จจากนั้น  เรือท้องแบนก็นำพวกเราแล่นลิ่วฝ่าเวิ้งน้ำไปสู่จุดหมายอย่างมีพลัง


  


เราใช้เวลาเดินทางร่วม 20  นาที ..
เราไปถึงฝั่งอย่างปลอดภัย   หลายคนพูดคุยกันอย่างสนุก  และบอกถึงความตื่นเต้นที่เพิ่งค้นพบกับการเดินทางอันแปลกใหม่ของชีวิต   ขณะที่ผมก็พยายามบอกเล่าเรื่องราวและสถานการณ์ของหมู่บ้านให้พวกเขาได้ร่วมรับรู้มาเป็นระยะ ๆ   โดยหมายว่า  เรื่องที่เล่านั้น  ก็เป็นเสมือนหนึ่งการปฐมนิเทศกิจกรรมไปในตัว

  

(อาสาสมัครชุดแรกที่เดินทางเข้าสู่หมู่บ้าน)

 

ที่ท่าน้ำอันเป็นจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้   ดูจะเงียบเหงาอยู่มิใช่น้อย  
เรายังไม่พบวี่แววว่าชาวบ้านจะนำรถมารอรับพวกเราตามที่นัดหมายไว้   (ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะยังเช้าอยู่ก็เป็นได้)   กระนั้นเพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา   เราทุกคนจึงตัดสินใจแบกสิ่งของสัมภาระคนละชื้นสองชิ้นดุ่มเดินเข้าสู่หมู่บ้านอย่างไม่ย่อท้อ
 

ระยะทางจากท่าน้ำเฉพาะกิจจนถึงหมู่บ้านน่าจะอยู่ในราว ๆ กิโลเมตรเศษ ๆ  ..
เราเดินทางมาได้สักครึ่งทาง   ชาวบ้านผู้มากน้ำใจที่อาศัยอยู่นอกสุดของหมู่บ้าน  ก็ขันอาสานำรถยนต์ส่วนตัวพาพวกเราแล่นตะบึงฝ่าถนนแดงเข้าสู่ตัวหมู่บ้านอย่างเป็นกันเอง

  

 

 

(การเดินเท้าและหิ้วหอบสัมภาระเข้าสู่หมู่บ้าน)
 

 

ทันที่รถจอดนิ่งตรงศาลาประชาคม   เราต่างกรูเข้าไปทักทายพ่อผู้ใหญ่บ้าน 

 จากนั้นก็เริ่มทานข้าวที่ห่อมาจากฟากหนึ่งของเวิ้งน้ำ  เสร็จจากนั้น  ก็ตระเตรียมการงานล่วงหน้า  ทั้งการตั้งโต๊ะตรวจสุขภาพ  และการจัดวางถุงยังชีพให้เข้าที่เข้าทาง   รวมถึงการประชุมเล็ก ๆ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจทั้งในหมู่นิสิตและผู้นำชาวบ้าน  โดยเน้นย้ำว่าให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่าย  ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก  .... 

ในช่วงที่เรารอเวลามิ่งมิตรคนอื่น ๆ ที่กำลังเดินทางข้ามฟากมาสมทบ
ผมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการทำงานของนิสิตจากคณะพยาบาลอย่างเงียบ ๆ   คนแต่ละคนดูประหนึ่งมีพลังชีวิตและแรงบันดาลใจมากพอต่อการงานในครั้งนี้   ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ออก
อาการอิดออด  งอแงและถือตัว 

ตรงกันข้าม  แต่ละคนดูติดดินและเป็นกันเองกับเด็ก ๆ และชาวบ้านเป็นยิ่งนัก  จนผมเองก็อดที่จะรำพึงกับตัวเองไม่ได้ว่า  สิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดจากต้นทุนในจิตใจของเขาเอง  รวมถึงส่วนหนึ่งก็เกิดจากการเพาะบ่มอันมีประสิทธิภาพของอาจารย์ผู้สอน  และสมแล้วที่ใคร ๆ  ต่างขนานนามคนในอาชีพนี้ว่า “นางฟ้า..”

  

 

 

ก่อนการงานจะเริ่มขึ้น   ผมถือโอกาสชี้แจงให้ทีมพยาบาลได้รับรู้ว่ากิจกรรมครั้งนี้  ประกอบด้วยพื้นที่บริการ 2 หมู่บ้าน  คือบ้านห้วยชันและบ้านโขงกุดเวียน  ซึ่งรวมประชากรสองหมู่บ้านนี้ก็มีจำนวน 89  ครัวเรือน  ดังนั้น  จึงรบกวนให้ใช้ดุลยพินิจว่า  หยูกยาที่เตรียมมานั้นเพียงพอหรือไม่  ถ้าไม่พอเราก็พร้อมเสมอสำหรับการเติมเต็มและให้บริการอย่างถึงที่สุด 

เสร็จจากนั้น  แต่ละคนก็แยกย้ายไปสู่การเตรียมสถานที่อย่างคึกคัก  
พวกเขาไม่เกี่ยงงอนว่าสถานที่จะเอื้ออำนวยต่อการทำงานหรือไม่   แต่ก็ปรับประยุกต์ให้ลงตัวในเวลาอันรวดเร็ว  ดังนั้นภาพที่พบจึงเป็นการตรวจสุขภาพใต้ร่มไม้ริมถนนของหมู่บ้าน  และอาศัยแคร่ไม้ไผ่ใต้ชายคาบ้านอีกหลังเป็นสถานที่จ่ายยาให้กับชาวบ้าน

 

  

  (การตรวจสุขภาพใต้ร่มไม้และชายคาบ้านแบบง่าย ๆ และเป็นกันเอง)


ผมเฝ้ามองการให้บริการของพวกเขาอย่างสงบ  ชื่นชมและชื่นชอบบุคลิกการให้บริการของพวกเขาอย่างมหาศาล 

ผมชอบฟังถ้อยคำการเจรจาระหว่างนิสิตกับคนเฒ่าคนแก่เป็นอย่างมาก   เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่าร  ะหว่างนิสิตกับชาวบ้านนั้น  ไม่มีช่องว่างของมิตรภาพและความอาทรเลยแม้แต่น้อย  

สิ่งเหล่านี้อาจดูธรรมดามาก  เพราะพวกเขายังเป็นเพียงนิสิตธรรมดา ๆ  หากแต่การกำกับดูแลของอาจารย์เพียงหนึ่งคนนั้น  กลับมีพลังอย่างเหลือล้นกับการให้บริการในครั้งนี้ 

ชาวบ้านจำนวนมากทะยอยมารับบริการอย่างต่อเนื่อง   ขณะที่อีกกลุ่ม  ก็ปักหลักนั่งฟังหมอลำอยู่ในศาลาประชาคมอย่างครึกครื้น  และนำเข้าสู่การส่งมอบถุงยังชีพต่าง ๆ อย่างเป็นกันเอง

 

 (บันทึกภาพรวม ณ บ้านห้วยชัน ต.ขามเรียง  อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม)

 

ภายหลังกิจกรรมด้านนี้จบสิ้นลง  
ผมถือโอกาสเชิญผู้ใหญ่บ้านจากทั้งสองหมู่บ้าน  รวมถึงปลัดอำเภอกันทรวิชัยมาร่วมพบปะกับอาจารย์สุวดี จันดีกระยอม  ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการให้บริการในครั้งนี้
 

อาจารย์สุวดี ฯ ได้สะท้อนให้ผู้แทนชุมชนได้รับรู้ว่า  ชาวบ้านเริ่มเกิดอาการเครียด  และมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่กำลังประสบปัญหาด้านโรคทางผิวหนัง  พร้อม ๆ กับการแนะนำให้ผู้นำชาวบ้านดูแลลูกบ้านอย่างใกล้ชิด  และหากพบว่า  ผู้คนเจ็บป่วยมากขึ้น  ก็อย่าลังเลที่จะแจ้งให้ภาครัฐได้ลงมาดูแลอย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งเวลาประมาณ 4  โมงเช้า 
เราต่างทะยอยเดินทางออกจากหมู่บ้าน  โดยมีจุดหมายใหม่อยู่ที่วัดบ้านมะกอก  ซึ่งพื้นที่ตรงนั้น
มีชาวบ้านจาก 3 หมู่บ้านมารออยู่แล้ว  และกิจกรรมในช่วงที่สองนั้น  ก็ดูหนักหนาสาหัสอยู่มิใช่น้อย   เพราะจำนวน 3  หมู่บ้านนั้น  ก็ประกอบไปด้วยประชากรเกือบ ๆ  600  ครัวเรือน 

 

 

(ภาพกลุ่มสุดท้ายระหว่างการเดินทางออกจากหมู่บ้านห้วยชันเพื่อไปยังบ้านมะกอก)

ทันทีที่ทุกคนก้าวขึ้นถึงฝั่งอย่างปลอดภัย  เราต่างก็ไม่รีรอที่จะเดินเท้าไปสู่รถ 6 ล้อของมหาวิทยาลัยเพื่อนำพาพวกเราฝ่าสายน้ำเข้าสู่หมู่บ้าน 

เราต่างพร้อมใจกันกินข้าวเที่ยงบนรถอย่างเอร็ดอร่อย  เรียกได้ว่า  เวลาแต่ละนาทีนั้น  เป็นเวลาแห่งชีวิต และเวลาแห่งชีวิตนั้น  ก็ดูประหนึ่งแล่นลิ่วไปรวดเร็วจนน่าใจหาย

เราใช้เวลาเดินทางสักประมาณ 15  นาทีก็ถึงตัวหมู่บ้าน  จากนั้นรถยนต์อันเป็นพาหนะก็เลี้ยวรถเข้าสู่ตัวลานวัดอย่างฉับไว   ภายในวัดเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมาก   ถึงยังชีพจำนวนหลายร้อยถุงจัดเรียงเป็นกอง ๆ  ตามโซนของหมู่บ้านต่าง ๆ ..

 

เราไม่มีเวลาพักให้หายเหนื่อยนานนัก .
ต่างฝ่ายต่างกระโจนลงสู่หน้าที่ของตนเองอย่างทันทีทันใด
กลุ่มพยายาลก็เปิดให้บริการตรวจสุขภาพอย่างคึกคัก   โดยมีผู้คนจำนวนมากยืนและนั่งรอคิวอย่างยาวเหยียด


ฝ่ายนิสิตหมอลำและหมอแคน  ก็กระโจนขึ้นบนลานซีเมนต์  ขับเปล่งเสียงลำเสียงแคนให้ชาวบ้านได้ฟังอย่างสนุกสนาน, -  เป็นการเติมเต็มกำลังใจให้สู้ภัยน้ำท่วม

ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็พาเด็กตัวเล็ก ๆ จำนวนมากไปจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์อย่างน่ารัก  พร้อม ๆ กับการแจกขนมนมเนยจำนวนมากให้อย่างถ้วนทั่ว 


(กิจกรรมที่มีขึ้น ณ วัดบ้านมะกอก : มอบถุงยังชีพ  ยารักษาโรคและการแสดงหมอลำ : 3  หมู่บ้าน คือ บ้านมะกอก บ้านหนองแข้  บ้านกุดหัวช้าง : )

กิจกรรมของวันนี้  น่าจะเป็นภาพสะท้อนอันดีถึงเรื่องราวของคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยละทิ้งเรื่องราวอันทุกข์เศร้าของชาวบ้าน  เพราะแต่ละคนก็พยายามขยับเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านเท่าที่ตนเองพอจะช่วยได้  ใครมีความรู้ความสามารถด้านอะไร  ก็นำออกมาให้บริการต่อชาวบ้านอย่างไม่อิดออด ..  และไม่มีแม้แต่ใครสักคนเดียวที่จะเอ่ยปากและแบมือร้องขอค่าแรงใด ๆ  จากผมแม้แต่บาทเดียว 

ทุกคน “มากันด้วยใจ...และเทใจให้กับงานนี้อย่างเต็มร้อย”

ผมไม่รู้จะแสวงหาสิ่งใดมาทดแทนน้ำใจของนิสิตเหล่านี้..
ไม่ว่าจะเป็นนิสิตกลุ่มไหล..
นิสิตจากองค์การนิสิต และชมรมต่าง ๆ
หรือแม้แต่นิสิตจากคณะพยาบาลผู้แกร่งด้วยหัวใจอันเป็น
“จิตอาสา”
รวมถึงน้องนิสิตหมอแคนและหมอลำ  .. ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ซึ่งผมควรต้อง “น้อมเคารพ”

ถ้าไม่มีพวกเขา  งานทั้งงานก็คงขับเคลื่อนได้ไม่ไกลถึงเพียงนี้
ถ้าไม่มีพวกเขา  บางที  งานนี้  ก็คงล้มพับแบบไม่เป็นท่า



ผมไม่รู้จะขอบคุณพวกเขาอย่างไร ...
จึงได้แต่บันทึกเรื่องราวของพวกเขาไว้ในบันทึกนี้  เพื่อยืนยันว่า  พวกเขาจะเป็นเรื่องเล่าอันไม่รู้จบในสายธารกิจกรรมของ มมส ..