คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
(26 กันยายน 2551)
หลายต่อหลายคนหอบเสื้อผ้าหน้าผ่อนมานอนที่ทำงานอย่างพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็นคุณแดนไทและลูกๆ นอกจากนั้นยังประกอบด้วยคุณสุริยะ และน้อง ๆ กลุ่มไหลอีก 4 – 5 คน โดยหลัก ๆ แล้วมีเจตจำนงอยู่สองประการด้วยกัน ซึ่งก็ได้แก่ นอนเฝ้าสิ่งของที่รับบริจาคมา และเกรงว่าจะตื่นเช้าไม่ทันลงพื้นที่ เลยจำต้องหอบหิ้วชีวิตมานอนกัน ณ ที่ทำงานให้รู้แล้วรู้รอด
ส่วนผมนั้น ขออนุญาตหอบสังขารกลับมานอนที่บ้าน

ในเช้ามืดของวันเสาร์ (06.00 น.)
ผมพร้อมน้อง ๆ จากทีมไหล 3 ชีวิต เป็นกลุ่มแรกที่ต้องลงเรือท้องแบน เพื่อเดินทางฝ่าสายน้ำข้ามฟากไปยังหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม
การเดินทางในเช้าของวันนี้ ดูเหมือนอากาศจะแช่มชื่นเป็นพิเศษ ไม่ปรากฎริ้วรอยหม่นครึ้มของเมฆฝน
ผมและทีมงานขนสัมภาระบางอย่างขึ้นรถอย่างไม่รีบร้อนนัก เพราะเห็นว่ายังเช้าอยู่ และส่วนหนึ่งก็กำลังรอการมาสมทบของทีมงานจากคณะพยาบาลศาสตร์
ภายหลังการมาของคณะพยาบาลจำนวน 4-5 คน และรวมไปถึงทีมงานจากคณะวิทยาศาสตร์ 3 คน และน้องจากชมรมรุ่นสัมพันธ์อีก 1 คน เราต่างก็ไม่รอช้าที่จะขึ้นรถยนต์มุ่งหน้าสู่ท่าน้ำข้าง ๆ โรงเรียนบ้านดอนนา พร้อม ๆ กับการไม่ลืมที่จะแวะรับข้าวห่อที่คุณแดนไทไหว้วานแม่ค้าจัดเตรียมไว้ให้


(บรรยากาศทานข้าวห่อของชมรมรุ่นสัมพันธ์ และการลงเรือของนิสิตคณะพยาบาล)
เราไปถึงท่าน้ำ (เฉพาะกิจ) ในรุ่งเช้าอย่างแสนสุข
ระดับน้ำดูยังคงนิ่งงัน เรือแจวหลายลำจอดนิ่งเงียบอยู่อย่างสงบ ขณะที่คนขับเรือของมหาวิทยาลัยก็พร้อมแล้วสำหรับการนำพาพวกเราข้ามไปยังจุดหมาย
ก่อนลงเรือนั้น ผมย้ำเตือนให้แต่ละคนหยิบห่อข้าวคนละห่อ ซึ่งเป็นข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ กับเนื้อทอดอันหอมกรุ่น
ผมบอกกล่าวกับบรรดาเพื่อนร่วมชะตากรรมในเช้าชื่นนี้ว่า การไปครั้งนี้ เราจะไม่เป็นภาระปากท้องของชาวบ้าน ห่อข้าวที่พกพาติดตัวไปนั้น ขอให้แต่ละคนกินแต่พออิ่ม น้ำท่าก็ให้พกไปด้วย เพราะนี่คือการไปช่วยชาวบ้าน มิใช่การไปเพิ่มภาระให้กับชาวบ้านอย่างไม่จำเป็น
ก่อนการขนข้าวของและกล่องยาลงสู่ลำเรือ เราต่างมีโอกาสได้ตักบาตรกับพระรูปหนึ่งซึ่งนั่งเรือมาจากสำนักสงฆ์กลางน้ำ และการตักบาตรในเช้าของวันนี้ ก็ดูประหนึ่งจะทำให้แต่ละคนสดชื่นและแจ่มใสอย่างเห็นได้ชัด เสร็จจากนั้น เรือท้องแบนก็นำพวกเราแล่นลิ่วฝ่าเวิ้งน้ำไปสู่จุดหมายอย่างมีพลัง

เราใช้เวลาเดินทางร่วม 20 นาที ..
เราไปถึงฝั่งอย่างปลอดภัย หลายคนพูดคุยกันอย่างสนุก และบอกถึงความตื่นเต้นที่เพิ่งค้นพบกับการเดินทางอันแปลกใหม่ของชีวิต ขณะที่ผมก็พยายามบอกเล่าเรื่องราวและสถานการณ์ของหมู่บ้านให้พวกเขาได้ร่วมรับรู้มาเป็นระยะ ๆ โดยหมายว่า เรื่องที่เล่านั้น ก็เป็นเสมือนหนึ่งการปฐมนิเทศกิจกรรมไปในตัว


(อาสาสมัครชุดแรกที่เดินทางเข้าสู่หมู่บ้าน)
ที่ท่าน้ำอันเป็นจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้ ดูจะเงียบเหงาอยู่มิใช่น้อย
เรายังไม่พบวี่แววว่าชาวบ้านจะนำรถมารอรับพวกเราตามที่นัดหมายไว้ (ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะยังเช้าอยู่ก็เป็นได้) กระนั้นเพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา เราทุกคนจึงตัดสินใจแบกสิ่งของสัมภาระคนละชื้นสองชิ้นดุ่มเดินเข้าสู่หมู่บ้านอย่างไม่ย่อท้อ
ระยะทางจากท่าน้ำเฉพาะกิจจนถึงหมู่บ้านน่าจะอยู่ในราว ๆ กิโลเมตรเศษ ๆ ..
เราเดินทางมาได้สักครึ่งทาง ชาวบ้านผู้มากน้ำใจที่อาศัยอยู่นอกสุดของหมู่บ้าน ก็ขันอาสานำรถยนต์ส่วนตัวพาพวกเราแล่นตะบึงฝ่าถนนแดงเข้าสู่ตัวหมู่บ้านอย่างเป็นกันเอง


(การเดินเท้าและหิ้วหอบสัมภาระเข้าสู่หมู่บ้าน)
ทันที่รถจอดนิ่งตรงศาลาประชาคม เราต่างกรูเข้าไปทักทายพ่อผู้ใหญ่บ้าน
จากนั้นก็เริ่มทานข้าวที่ห่อมาจากฟากหนึ่งของเวิ้งน้ำ เสร็จจากนั้น ก็ตระเตรียมการงานล่วงหน้า ทั้งการตั้งโต๊ะตรวจสุขภาพ และการจัดวางถุงยังชีพให้เข้าที่เข้าทาง รวมถึงการประชุมเล็ก ๆ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจทั้งในหมู่นิสิตและผู้นำชาวบ้าน โดยเน้นย้ำว่าให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก ....
ในช่วงที่เรารอเวลามิ่งมิตรคนอื่น ๆ ที่กำลังเดินทางข้ามฟากมาสมทบ
ผมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการทำงานของนิสิตจากคณะพยาบาลอย่างเงียบ ๆ คนแต่ละคนดูประหนึ่งมีพลังชีวิตและแรงบันดาลใจมากพอต่อการงานในครั้งนี้ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ออกอาการอิดออด งอแงและถือตัว
ตรงกันข้าม แต่ละคนดูติดดินและเป็นกันเองกับเด็ก ๆ และชาวบ้านเป็นยิ่งนัก จนผมเองก็อดที่จะรำพึงกับตัวเองไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดจากต้นทุนในจิตใจของเขาเอง รวมถึงส่วนหนึ่งก็เกิดจากการเพาะบ่มอันมีประสิทธิภาพของอาจารย์ผู้สอน และสมแล้วที่ใคร ๆ ต่างขนานนามคนในอาชีพนี้ว่า “นางฟ้า..”




ก่อนการงานจะเริ่มขึ้น ผมถือโอกาสชี้แจงให้ทีมพยาบาลได้รับรู้ว่ากิจกรรมครั้งนี้ ประกอบด้วยพื้นที่บริการ 2 หมู่บ้าน คือบ้านห้วยชันและบ้านโขงกุดเวียน ซึ่งรวมประชากรสองหมู่บ้านนี้ก็มีจำนวน 89 ครัวเรือน ดังนั้น จึงรบกวนให้ใช้ดุลยพินิจว่า หยูกยาที่เตรียมมานั้นเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเราก็พร้อมเสมอสำหรับการเติมเต็มและให้บริการอย่างถึงที่สุด
เสร็จจากนั้น แต่ละคนก็แยกย้ายไปสู่การเตรียมสถานที่อย่างคึกคัก
พวกเขาไม่เกี่ยงงอนว่าสถานที่จะเอื้ออำนวยต่อการทำงานหรือไม่ แต่ก็ปรับประยุกต์ให้ลงตัวในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นภาพที่พบจึงเป็นการตรวจสุขภาพใต้ร่มไม้ริมถนนของหมู่บ้าน และอาศัยแคร่ไม้ไผ่ใต้ชายคาบ้านอีกหลังเป็นสถานที่จ่ายยาให้กับชาวบ้าน



(การตรวจสุขภาพใต้ร่มไม้และชายคาบ้านแบบง่าย ๆ และเป็นกันเอง)
ผมเฝ้ามองการให้บริการของพวกเขาอย่างสงบ ชื่นชมและชื่นชอบบุคลิกการให้บริการของพวกเขาอย่างมหาศาล
ผมชอบฟังถ้อยคำการเจรจาระหว่างนิสิตกับคนเฒ่าคนแก่เป็นอย่างมาก เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่าร ะหว่างนิสิตกับชาวบ้านนั้น ไม่มีช่องว่างของมิตรภาพและความอาทรเลยแม้แต่น้อย
สิ่งเหล่านี้อาจดูธรรมดามาก เพราะพวกเขายังเป็นเพียงนิสิตธรรมดา ๆ หากแต่การกำกับดูแลของอาจารย์เพียงหนึ่งคนนั้น กลับมีพลังอย่างเหลือล้นกับการให้บริการในครั้งนี้
ชาวบ้านจำนวนมากทะยอยมารับบริการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อีกกลุ่ม ก็ปักหลักนั่งฟังหมอลำอยู่ในศาลาประชาคมอย่างครึกครื้น และนำเข้าสู่การส่งมอบถุงยังชีพต่าง ๆ อย่างเป็นกันเอง



(บันทึกภาพรวม ณ บ้านห้วยชัน ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม)
ภายหลังกิจกรรมด้านนี้จบสิ้นลง
ผมถือโอกาสเชิญผู้ใหญ่บ้านจากทั้งสองหมู่บ้าน รวมถึงปลัดอำเภอกันทรวิชัยมาร่วมพบปะกับอาจารย์สุวดี จันดีกระยอม ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการให้บริการในครั้งนี้
อาจารย์สุวดี ฯ ได้สะท้อนให้ผู้แทนชุมชนได้รับรู้ว่า ชาวบ้านเริ่มเกิดอาการเครียด และมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่กำลังประสบปัญหาด้านโรคทางผิวหนัง พร้อม ๆ กับการแนะนำให้ผู้นำชาวบ้านดูแลลูกบ้านอย่างใกล้ชิด และหากพบว่า ผู้คนเจ็บป่วยมากขึ้น ก็อย่าลังเลที่จะแจ้งให้ภาครัฐได้ลงมาดูแลอย่างใกล้ชิด
จนกระทั่งเวลาประมาณ 4 โมงเช้า
เราต่างทะยอยเดินทางออกจากหมู่บ้าน โดยมีจุดหมายใหม่อยู่ที่วัดบ้านมะกอก ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีชาวบ้านจาก 3 หมู่บ้านมารออยู่แล้ว และกิจกรรมในช่วงที่สองนั้น ก็ดูหนักหนาสาหัสอยู่มิใช่น้อย เพราะจำนวน 3 หมู่บ้านนั้น ก็ประกอบไปด้วยประชากรเกือบ ๆ 600 ครัวเรือน


(ภาพกลุ่มสุดท้ายระหว่างการเดินทางออกจากหมู่บ้านห้วยชันเพื่อไปยังบ้านมะกอก)
ทันทีที่ทุกคนก้าวขึ้นถึงฝั่งอย่างปลอดภัย เราต่างก็ไม่รีรอที่จะเดินเท้าไปสู่รถ 6 ล้อของมหาวิทยาลัยเพื่อนำพาพวกเราฝ่าสายน้ำเข้าสู่หมู่บ้าน
เราต่างพร้อมใจกันกินข้าวเที่ยงบนรถอย่างเอร็ดอร่อย เรียกได้ว่า เวลาแต่ละนาทีนั้น เป็นเวลาแห่งชีวิต และเวลาแห่งชีวิตนั้น ก็ดูประหนึ่งแล่นลิ่วไปรวดเร็วจนน่าใจหาย
เราใช้เวลาเดินทางสักประมาณ 15 นาทีก็ถึงตัวหมู่บ้าน จากนั้นรถยนต์อันเป็นพาหนะก็เลี้ยวรถเข้าสู่ตัวลานวัดอย่างฉับไว ภายในวัดเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ถึงยังชีพจำนวนหลายร้อยถุงจัดเรียงเป็นกอง ๆ ตามโซนของหมู่บ้านต่าง ๆ ..

เราไม่มีเวลาพักให้หายเหนื่อยนานนัก .
ต่างฝ่ายต่างกระโจนลงสู่หน้าที่ของตนเองอย่างทันทีทันใด
กลุ่มพยายาลก็เปิดให้บริการตรวจสุขภาพอย่างคึกคัก โดยมีผู้คนจำนวนมากยืนและนั่งรอคิวอย่างยาวเหยียด

ฝ่ายนิสิตหมอลำและหมอแคน ก็กระโจนขึ้นบนลานซีเมนต์ ขับเปล่งเสียงลำเสียงแคนให้ชาวบ้านได้ฟังอย่างสนุกสนาน, - เป็นการเติมเต็มกำลังใจให้สู้ภัยน้ำท่วม
ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็พาเด็กตัวเล็ก ๆ จำนวนมากไปจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์อย่างน่ารัก พร้อม ๆ กับการแจกขนมนมเนยจำนวนมากให้อย่างถ้วนทั่ว





(กิจกรรมที่มีขึ้น ณ วัดบ้านมะกอก : มอบถุงยังชีพ ยารักษาโรคและการแสดงหมอลำ : 3 หมู่บ้าน คือ บ้านมะกอก บ้านหนองแข้ บ้านกุดหัวช้าง : )
กิจกรรมของวันนี้ น่าจะเป็นภาพสะท้อนอันดีถึงเรื่องราวของคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยละทิ้งเรื่องราวอันทุกข์เศร้าของชาวบ้าน เพราะแต่ละคนก็พยายามขยับเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านเท่าที่ตนเองพอจะช่วยได้ ใครมีความรู้ความสามารถด้านอะไร ก็นำออกมาให้บริการต่อชาวบ้านอย่างไม่อิดออด .. และไม่มีแม้แต่ใครสักคนเดียวที่จะเอ่ยปากและแบมือร้องขอค่าแรงใด ๆ จากผมแม้แต่บาทเดียว
ทุกคน “มากันด้วยใจ...และเทใจให้กับงานนี้อย่างเต็มร้อย”

ผมไม่รู้จะแสวงหาสิ่งใดมาทดแทนน้ำใจของนิสิตเหล่านี้..
ไม่ว่าจะเป็นนิสิตกลุ่มไหล..
นิสิตจากองค์การนิสิต และชมรมต่าง ๆ
หรือแม้แต่นิสิตจากคณะพยาบาลผู้แกร่งด้วยหัวใจอันเป็น “จิตอาสา”
รวมถึงน้องนิสิตหมอแคนและหมอลำ .. ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ซึ่งผมควรต้อง “น้อมเคารพ”
ถ้าไม่มีพวกเขา งานทั้งงานก็คงขับเคลื่อนได้ไม่ไกลถึงเพียงนี้
ถ้าไม่มีพวกเขา บางที งานนี้ ก็คงล้มพับแบบไม่เป็นท่า

ผมไม่รู้จะขอบคุณพวกเขาอย่างไร ...
จึงได้แต่บันทึกเรื่องราวของพวกเขาไว้ในบันทึกนี้ เพื่อยืนยันว่า พวกเขาจะเป็นเรื่องเล่าอันไม่รู้จบในสายธารกิจกรรมของ มมส ..
สิ่งที่ตอบแทนน้ำใจนักศึกษาคือความสุขของการให้ครับ
ชื่นชมครับ
แวะมาเยี่ยมค่ะ
ขอเป็นกำลังใจด้วยคน อยากร่มส่งเสื้อผ้าไปให้เด็กๆ จะส่งได้ที่ไหนคะ
น้ำใจที่บริสุทธิ์เหล่านี้....ช่วยวิกฤติมานักต่อนัก
น้ำใจที่บริสุทธิ์เหล่านี้....สร้างคนดีให้สังคม
ชื่นชม....และ....ชื่นใจ...ค่ะอาจารย์
สวัสดีครับ . ครูโย่ง หัวหน้า~ natadee
ต้องขออภัยมาก ๆ ที่พักนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมที่บันทึก เพราะมัวแต่ลุยงานเรื่องการช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม
วันเสาร์ที่ผ่านมา มีนิสิตร่วมสัญจรไปกับผมเยอะมาก ซึ่งน่าจะอยู่ในราว ๆ 40 คนได้ เพราะเราเองก็ไม่ต้องการให้ไปกันเยอะ ซึ่งลำบากที่จะขนย้ายผู้คน
โดยส่วนตัวแล้ว. ผมเข้าใจ และเชื่อว่า ไม่ว่านิสิตท่านใดก็ตามที่ได้ร่วมลงแรงกาย แรงใจ หรือแม้แต่ลงแรงทางความคิดร่วมกันในกิจกรรมนี้ ล้วนแจ่มชัดว่าสิ่งที่ได้รับก็คือ.. "ความสุข" อย่างถ้วนทั่วที่มีขึ้นกับตัวเอง และเขาคงภูมิใจที่ได้เป็นส่วหนนึ่งกับกิจกรรมนี้ เพราะอย่างน้อย กิจกรรมนี้ก็ช่วยให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเองที่มีต่อผู้อื่น
....
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ. krutoi
เย็นวันนี้ ผมโทรไปสอบถามชาวบ้าน และคณะครูในโรงเรียนใกล้ ๆ เป็นที่น่าตกใจมาก เพราะทุกคนยืนยันว่าระดับน้ำท่วมสูงขึ้น ซ้ำร้ายช่วงบ่ายฝนก็ตกลงมาอีกห่าใหญ่ จนบัดนี้ แม่น้ำชีก็ล้นทะลักท่วมบ้านไปหลายหลังแล้วเช่นกัน
พรุ่งนี้ ผมจะไปสำรวจหมู่บ้านอื่น ๆ อีกครั้งด้วยตนเอง แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงหรือไม่ ...
ขณะเดียวกันก็เริ่มคิดว่า ในระยะยาวนั้น จะต้องเยียวยาและฟื้นฟูกันอย่างไร
กรณีเสื้อผ้านั้น ..
หากอาจารย์จะช่วยเด็กนักเรียนนะครับ .. อาจารย์สามารถส่งมาทางไปรษณีย์ จ่ายหน้าซองมายังผมก็ได้ (กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม 44150)
แล้วผมจะติดต่อไปทางเมลล์อีกรอบ - นะครับ
สวัสดีครับ Lioness_ann
เรื่องของน้ำใจยิ่งใหญ่อย่างมหาศาล
ตอนที่คิดจะทำโครงการนี้ ผมเองก็หวั่น ๆ อยู่เหมือนกัน เกรงว่าจะไม่มีแนวร่วมเท่าที่ควร
แต่เมื่อกลุ่มไหล ยืนยันเคียงข้าง... ผมก็กล้าที่จะเดินหน้า...
พลังศรัทธาแห่งน้ำใจ ไหลมาอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
ผมเองก็ชื่นใจ. และดีใจที่เห็นพลังของคนหนุ่มสาวอย่างบริสุทธิ์
ขอบคุณครับ
มาส่งแรงใจให้ นศ. และชาวบ้านครับ
สวัสดีครับ...กลับมาจากบ้านมะกอกวันนั้นเสียงหายเลยครับ เด็กๆสนุกกันมาก พี่ๆทุกคนก็ดีใจครับ ...แถมวันนั้นน๊อคอีกต่างหาก ขอโทษที่ไม่ได้ไปให้สัมภาษณ์นักข่าวน่ะครับบอส...
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
ขณะนี้น้ำยังไม่ลดอีกหรือคะ น่าสงสารชาวบ้านมากนะคะ
หมู่บ้านของครูคิมก็เตรียมพร้อมมานานแล้วค่ะ
ปีนี้เฉียด ๆ ไปแล้ว แต่ยังรออีกระลอกค่ะ
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ
ขอให้รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
สวัสดีครับ กวิน
รู้สึกว่าระยะหลังมานี้ เราประสบภัยธรรมชาติถี่ขึ้นและหนักขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่กำลังสื่อสารอะไรบางอย่างกับโลกและชีวิตกระมังครับ
คิดแล้วก็ใจหายอยู่มาก
มาชม คุณแผ่นดิน
นี่ละครับ คนจะงาม งามน้ำใจใช่ใบหน้านะนี่
วันนี้ลงพื้นที่อีกครั้ง เป็นยังไงบ้างคะบอส ได้ยินข่าวว่าฝนตกหนักสองสามวันนี้ สถานการณ์แย่กว่าเดิมอีก ขนาดเท่าที่เราไปเห็นก็แย่แล้วนะคะ ถ้าบอกว่าแย่กว่าเดิม เป็นยังไงบ้างน้อ
รอเรือเป็น 2 ชม.เลยหรือคะบอสกว่าจะได้ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ..
เป็นกำลังใจให้ค่ะบอส...
เสียดายมากครับ ที่ไม่ได้ไปช่วยพี่ๆ
เผอิญผมต้องกับมาทำธุระที่ขอนแก่น
หวัดดีครับบอส
กิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่กลุ่มไหลทำแล้วรู้สึกอิ่มบุญอิ่มใจสุดๆ
เป็นผลงานของนิสิต "จิตอาสา" จริงๆ ครับ
เป็นงานรวมพล คนจิดอาสาครับ
อิอิ...ขอล๊า...เก๋ๆ
เป็นเวที..การแสดงออกด้านความเสียสละ และมีจิตอาสา
ขอเป็นกำลังใจ..เล็กๆหนึ่งดวง ด้วยความบริสุทธิใจ..
คิดถึงเสมอครับ
สวัสดีค่ะ
มาติดตามข่าวน้ำท่วม
และมาให้กำลังใจอาจารย์ คุณแดนไทยและนิสิตค่ะ
สวัสดีครับ muangkhan
ดีใจที่ได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกรอบ
หลายอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี .. ยินดีที่เรื่องราวของเราออกอากาศทางทีวี แต่เสียดายที่การนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่เสียหาย
เรื่องราวอันเป็นจิตสาธารณะในครั้งนี้ จะกลายเป็นเรื่องเล่าไม่รู้จบและช่วยให้ใครต่อใครไม่ละเลยที่จะทิ้งชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัย
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ครูคิม krukim
ตอนนี้มหาสารคามมีน้ำท่วมอยู่หลายจุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำชี ล่าสุดเคยท่วมเมื่อปี 2545 ปีนี้น้ำมาเร็ว แต่ก็เชื่อว่าจะท่วมไม่หนักเท่ากับปี 2545
พื้นที่ที่ผมลงช่วยเหลือ (เล็ก ๆ น้อย ๆ ) ในขณะนี้เป็นพื้นที่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัย ครอบครัวหลายหมู่บ้านและหลายตำบล ล่าสุดผมได้ลงพื้นที่อีกตำบลหนึ่ง ซึ่งพบว่าเส้นทางถูกตัดขาด และดูจะเดือดร้อนด้านคมนาคมกว่าพื้นที่แรกที่ผมไปดูมาด้วยซ้ำ
กิจกรรมของเรา ยังเน้นเรื่องการมอบถุงยังชีพ แจกจ่ายยา ตรวจสุขภาพ รวมถึงกิจกรรมด้านการศึกษา และกิจกรรมบันเทิงเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และกิจกรรมเหล่านั้น นิสิตก็เป็นคนขับเคลื่อน ส่วนผมเป็นที่ปรึกษา คอยประสานงานและให้กำลังใจเป็นหลัก
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ท่าน อ.umi
ความดีงามทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดจากกิจกรรมนี้ ผมขอยกเครดิตให้กับน้องนิสิตทุกคน ทุกองค์กร เพราะถ้าไม่มีพวกเขา งานนี้ก็คงขับเคลื่อนได้ไม่ไกลถึงเพียงนี้เป็นแน่
ขอบคุณครับ
นุ้ย...นุ้ยcsmsu
ลงพื้นที่ล่าสุด ได้แผลและอาการบาดเจ็บดังที่ทราบ
ยอมรับว่าเหนื่อยนะ แต่เริ่มต้นแล้ว ยังไงก็คิดว่าต้องปิดงานนี้ด้วยตนเอง และการงานก็โชคดีที่มีคนเคียงข้าง ร่วมทุกข์ร่วมสุข ....
งานนี้, บอกกันตามตรง ถ้าไม่มีพลังใจ ไม่มีศรัทธา ทำไม่สำเร็จหรอก
แต่เราและเรา ก็พิสูจน์แล้วว่า เรามีทั้งสองสิ่งอย่างครบครัน