มีอยู่ช่วงหนึ่งกัลยาณมิตรได้บอกฉันว่า หมอน่าจะหยุดไปทำอะไรที่หมออยากทำสักกี่วัน เพื่อผ่อนคลาย ดูเหมือนว่าหมอจะเครียดหนา คำแนะนำนี้ทำให้ฉันอึ้งด้วยว่าทุกวันฉันไม่ได้รู้สึกว่าฉันมีความเครียด ทุกวันที่มาทำงานและใช้ชีวิตที่บ้านนั้นก็เป็นปกติอยู่เช่นทุกวัน
เมื่อเจอกับคำแนะนำนี้ ฉันได้กลับมาใคร่ครวญว่า หรือว่าฉันมีความเครียด โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว พอเจอคำบอกเล่าง่ายๆ ตื้นๆจากกัลยาณมิตรฉันจึงงงไปเลย เพราะไม่เคยคิดจริงๆ หรือจะเป็นเพราะว่าจริงๆ แล้วเรามีความเครียด (หรือไม่ก็มีความทุกข์อยู่ด้วย แต่ไม่รู้ตัว) นะนี่

จนกระทั่งได้ไปอ่านบทความของใครคนหนึ่งที่เคยเก็บเกี่ยวเอามาไว้อ่านยามว่าง เขาเล่าถึงเรื่องของการใช้เวลาประจำวันในการทำงาน ว่าเมื่อการทำงานกับงานที่ใกล้เส้นตายที่ต้องเสร็จเป็นงานที่ผัดวันประกันพรุ่งมาถูกขัดจังหวะ เขาจะมีความขุ่นใจเกิดขึ้น
แม้แต่เวลาอยู่ที่บ้าน เมื่อมีใครมาขัดจังหวะในขณะที่เขาทำงาน เขาก็เกิดความรู้สึกเช่นว่านี้ และเขาจะพูดออกไปโดยอัตโนมัติเป็นประจำนับสิบปีกับทั้งลูกและเมียว่า ป่าป๊าทำงานอยู่

จนกระทั่งมีวันหนึ่ง ลูกสาวมาอวดว่า เธอไปถ่ายรูปสวยๆมา อยากจะให้เขาดู เขาจึงนึกขึ้นมาได้ว่า เขาไม่ได้ให้เวลากับลูกสาวสักเท่าไร วันนั้นเมื่อถูกขัดจังหวะขณะทำงานที่รีบ เขาจึงให้เวลากับเธอ ความคิดแรกก็คือจะดูรูปกับเธออย่างเร็วๆ ผ่านๆ พอเป็นพิธี
คราวนี้มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นจากการที่เขานั่งใกล้ลูกสาว ชั่วขณะที่มองเธอผู้กำลังเล่าเรื่องราวอยู่นั้น เขาเกิดความคิดภายในใจขึ้นมาว่า นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา และเธอก็สวยงามมาก เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับเขามานานมากแล้ว เขานึกไปถึงความรู้สึกแบบเดียวกันเมื่อเขาอุ้มเธอในตอนที่เธอยังตัวเล็กๆอยู่ แล้วเขาจึงรู้ว่า ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นนี้คือ “ความสุข” ความสุขอย่างนี้เขาเคยมีมันมาแล้ว แต่ได้ลืมมันไปนานมากแล้ว
เมื่อนึกขึ้นมาได้ เขาเกิดความรู้สึกเหมือนมีก้อนๆขึ้นมาจุกที่ลำคอจนปวดที่กรามทั้งสองข้างขึ้นไปจนถึงรอบใบหู แล้วก็รู้สึกมีน้ำตาซึมๆ ออกมา แล้วเขาก็เข้าไปอยู่ในภวังค์ของความเสียใจ เสียใจที่คิดขึ้นมาได้ว่าเขามีเรื่องของตัวเองมากมายที่ต้องคิดต้องทำเกี่ยวกับงานอยู่ตลอดเวลา แม้อยู่ที่บ้านก็เอางานมาทำ วันหยุดก็ยังทำ เขามีเวลาทำกิจกรรมกับสมาชิกในครอบครัวน้อยไป

เหตุการณ์ที่เขาเล่ามานี้มีใครรู้สึกไหมว่าเหมือนกับชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ของตัวเอง ฉันว่าฉันก็มีชีวิตการทำงานเป็นอย่างที่เขาเป็นเช่นกัน บางครั้งฉันไม่อยากทำงานแบบผัดวันประกันพรุ่ง เมื่อไรที่มีงานที่ใกล้เส้นตายต้องเสร็จก็ตั้งใจมั่นที่จะทำงานให้มันเสร็จให้ได้ทัน เมื่อใจมันไปมั่นเอาอยู่เยี่ยงนี้ ก็พลอยไปคาดหวังคนอื่นเขาด้วยว่าเขาจะทำงานด้วยใจมั่นอย่างใจเราเอง โดยคนที่เราคาดหวังเขานั้นเขาก็อาจจะไม่รู้หรือรู้แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราได้ผลงานที่ต้องการมา แล้วพอผลงานเขาออกมาไม่เป็นอย่างที่ใจเราคาด ความพลาดหวังจึงทำให้ตัวเราเองเกิดความเครียด เครียดด้วยความไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้มันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมาได้
เจ้านายฉันเขาเก่งที่รับรู้ได้ว่ามีความเครียดเกิดขึ้นในองค์กรระดับต่างๆ เขาได้กรุณาช่วยวิเคราะห์และบอกให้รู้ว่า เหตุที่เครียดนั้นเพราะมีความกลัวแอบแฝงอยู่ ความกลัวนั้นแหละที่ทำให้เกิดความกดดันอยู่ในใจ ฉันเองฟังตอนแรกก็ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับที่เจ้านายพูดเรื่องความกลัวหรอกนะ จึงคอยถามใจอยู่เรื่อยๆแต่ก็ไม่มีคำตอบให้ได้กระจ่าง จนเมื่อได้ปรึกษากับกัลยาณมิตรอีกคนหนึ่ง แลกเปลี่ยนกันไปมาในเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์คน จึงได้คำตอบกลับมาว่าความกลัวที่มีอยู่แล้วทำให้เครียดเมื่อเกิดความพลาดหวังขึ้นนั้น มันกลัวตัวเองจะเสียฟอร์มนี่เอง ฟอร์มที่ว่านั้นคือ กลัวว่าการได้พบเหตุการณ์เยี่ยงนี้บ่อยๆ จะทำให้เสียตัวเพราะหมดไฟ

มันก็เลยเป็นทุกข์เพราะเห็นจุดอ่อนของตนเอง ในเรื่องที่อยากเป็นคนที่พัฒนาตนเองให้ดีไปกว่านี้ เข้มแข็งกว่านี้ จะได้ทำสิ่งดีๆมีประโยชน์ได้มากขึ้น มันทุกข์เพราะมองเห็นว่าสิ่งที่เราตอบโต้กับคนไปไวๆ ด้วยความตั้งใจที่อยากจะช่วยให้งานมันออกมาได้ดี มันถูกตอบโต้แรงๆกลับมาแบบล้มกระดานบ่อยครั้ง มันมองไม่เห็นความร่วมมือที่เกิดขึ้น ไม่มีมิตรภาพ ไม่มีการร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ผลงานที่มีเป็นเรื่องที่ผิดความคาดหวังในเชิงลบอยู่เรื่อยๆ ภาวะที่ผ่อนคลาย เบาสบายภายใน จิตใจปลอดโปร่ง สามารถปล่อยวางความคับแค้นที่เกิดขึ้นในใจได้จึงไม่เกิดขึ้น ใจมันคอยพะวงระวังไม่ให้ความกลัวมาครอบงำจนกลายเป็นคนเก็บกดแบบ"ไม่ทำอะไร/ไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร" มันหวั่นไหวในใจไปอย่างนี้ก็เลยเครียด
แวะมาเรียนรู้ครับ
สวัสดีครับ
มาให้กำลังใจค่ะ พอลล่าก็เป็นค่ะ มีคนมาทักว่า respond เร็ว เลยมาทบทวนตัวเอง ช้าลง....ช้าลง สงบลง สงบลงในที่สุดค่ะ
สวัสดีค่ะพี่หมอเจ๊
ตามมาลองวิเคราะห์ไปด้วยกับพี่หมอค่ะ เรื่องความเครียด ส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดจากการคาดหวังให้คนอื่นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แบบที่เราหวังไว้ เพราะเมื่อเราเกิดความคาดหวังจากคนอื่นเมื่อไหร่ แล้วไม่ได้ดังที่คาดไ้ว้ ก็จะเป็นทุกข์ เพราะเราไม่สามารถไปควบคุมคนอื่นให้เป็นดั่งที่ใจเราปรารถนา สุดท้ายก็ต้องมาปรับที่ตัวเราเอง ใจเราเอง
ส่วนใหญ่จะคอยบอกคนรอบข้างใกล้ชิดเสมอๆค่ะ ว่าอย่าไปคาดหวังไม่ว่าอะไรก็ตามจากคนอื่น เพียงแต่หวังนั้นไม่เสียหาย แต่ถ้าเราคาดหวังเมื่อไหร่ เราเองนั่นแหล่ะจะเกิดทุกข์ตามมา เป็นวัฏจักรแน่นอนค่ะ
ขอบคุณค่ะที่นำมาเล่าให้ฟัง