
ฉันมักจะโดนมองว่าเป็นคนรุ่นใหม่
อย่าเข้าใจผิดว่า คำว่า "คนรุ่นใหม่" มีความหมายที่ไม่ดี แต่หลายคนมักจะให้ความหมายของคนรุ่นใหม่ซะเยอะแยะ ซึ่งฉันคงไม่มีความสามารถพอจะนิยามความหมายของคำนี้ได้ แต่ถ้าให้บอกได้ว่าโรคป่วยของฉันซึ่งถือได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่นั้นในทัศนะของฉันนั้นที่ได้สัมผัสมาอย่างเต็มร้อยนั้นคืออะไร ก็คงสามารถบอกได้จากอาการของตัวเอง
อย่าคิดว่าเป็นคำกล่าวโทษกลุ่มคนกลุ่มนี้ทั้งหมด มันเป็นเพียงสิ่งที่ฉันสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ณ ขณะที่ฉันมักจะคิดว่า ฉันคือคนรุ่นใหม่ในสังคมที่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป และคงจะมีหลายคนที่คงจะเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ ฉัน
มันเป็นประสบการณ์ของฉันเองที่มักจะคิดว่า สิ่งที่ฉันเลือกที่จะทำนั้นจะต้องส่งผลดีกับตัวเองและคงทำให้คนรอบข้างชื่นชมฉันได้บ้าง โดยเฉพาะการได้ทำงานในบริษัทใหญ่โต ที่คิดว่ามันใช่จริตของฉันหล่ะกับหน่วยงานนี้ แต่นั่นแหล่ะสังคมปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นสังคมมนุษย์มีกิเลสอย่างมากมาย เรามักจะเอาเครื่องมือของกลุ่มจัดตั้งบริษัทมาปฏิบัติอย่างไม่เข้าใจและอย่างไม่ระวัง เครื่องมือของพี่ๆ ก็คือการทำงานเพื่อสังคม เพื่อให้สังคมดีขึ้นมาบ้างจากการทำงานในรูปแบบธุรกิจ แต่นั่นแหล่ะเมื่อมันเข้ามาปรากฏในรูปแบบบริษัทแล้วหล่ะก็ คนทำงานที่มีความคิดแบบกลุ่มพี่จัดตั้งจะมีกี่มากน้อย และคนทำงานจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ได้ชื่อว่าตัวเองทำงานในบริษัทที่ทำงานเพื่อสังคม จึงมักจะเอาสโลแกนของบริษัทนั่นแหล่ะเข้ามาในใจอย่างไร้การตรึกตรอง เราก็ยังคงปฏิบัติตัวในกิจวัตรประจำวันอย่างมนุษย์ทั่วไป แต่เคยมองย้อนกลับไปศึกษาวิถีการใช้ชีวิต มุมมองการใช้ชีวิต มุมมองของการทำงาน หรือแม้แต่การเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างของกลุ่มพี่ๆ และน้อมนำเข้ามาปฏิบัติในจิตใจของเราหรือไม่ ฉันเคยพยายามนะ แต่นั่นแหล่ะจิตของฉันยังคงไม่แข็งแรงจึงทำให้ฉันติดเชื้อโรคจากกลุ่มคนที่หวังเพียงเพื่อให้ตนเองอยู่รอดในสังคม โดยไม่คิดถึงกลุ่มคนรอบข้าง ขอเรียกว่า โรคอคติคิดซับซ้อน
มันเริ่มแสดงอาการเริ่มแรกจากอาการหวาดระแวง และริษยา โดยเชื้อโรคหูเบา และจิตใจอ่อนแอ ซึ่งคงจะต้องมองย้อนกลับไปถึงสภาพแวดล้อมของครอบครัวเลยทีเดียวว่า อบรมเลี้ยงดูมาอย่างไร และได้มีการฝึกฝนปฏิบัติให้ลูกๆ กล้าตัดสินใจและยอมรับการตัดสินใจของลูกๆ หรือไม่ ในเมื่อครอบครัวไม่มีเวลาให้แก่กันใครคือที่ปรึกษาที่สำคัญของคุณ นอกจากคนที่คุณใกล้ชิดและคนที่คุณว่าเขาหวังดีกับคุณ ถ้าในทางพุทธคงจะบอกได้เพียงว่า ดวงตา ของคุณจะมองใครและนำใครเข้ามาให้คำปรึกษาคุณ ซึ่งเป็นไปตามพรหมลิขิต หรือกรรมเวร ซึ่งนับว่าเป็นกุศโลบายการให้กำลังใจ คำปลอบประโลมที่ดีของคนโบราณ ที่ให้เราๆ นำมาประโลมใจเพื่อไม่ให้คิดมาก
และอีกนั่นแหล่ะจากอาการเหล่านั้น ถ้าโชคดีเราก็จะได้รับการเยียวยาเร็วหน่อย ซึ่งฉันขอเรียกว่า "กัลยาณมิตร"
และ "สติ" ซึ่งก็เกิดจากตัวเราเองทั้งนั้น ว่าเราพร้อมจะรับเข้ามาหรือไม่ และอย่างไตร่ตรอง
ที่ผ่านมาค่อนข้างเรียกได้ว่า ฉันเข้าขั้น โคม่า ก็ว่าได้ แต่รับปาฏิหาริย์จาก "กัลยาณมิตร " และ "สติ" ที่ให้เรียก
ตัวเองกลับมาให้กระทำตามกัลยาณมิตร ทำให้สามารถดึงจิตกลับมาสู่จริตของตัวเองอีกครั้ง แต่นั่นแหล่ะคงได้รับเซรุ่ม
"วิปัสสนา" อีกหลายครั้งจึงจะหายกระมัง เพราะโรค "คิดซับซ้อน" ยังคงอยู่ แต่ "อคติ" เริ่มลดลงคงเหลือไว้แต่เพียงการ
ระแวดระวังตัวเองที่ยังคงอยู่

ผมเอาใจช่วยนะครับพี่