สิ้นสุดสัปดาห์ที่ 40 อากาศไม่หนาวแล้วอยู่ที่ประมาณ 16-20 องศาเซลเซียส ไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาว ใส่กางเกงขาวั้น ลากรองเท้าแตะเดินออกนอกบ้านได้ สิ้นสุดสัปดาห์ได้พาครอบครัวไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์ การเรียนได้จบหลักสูตรไปแล้วเหลือเพียงกระบวนการสุดท้ายของการจัดการเรียนการสอนคือการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23-25 มิถุนายน โดยที่ยังไม่มีใครทราบว่าตนเองจะสอบวันไหน การศึกษาดูงานระบบสุขภาพของสกอตแลนด์และของเบลเยียมก็ได้สิ้นสุดไป ได้มีโอกาสดูทั้งระบบโรงพยาบาลและระดับปฐมภูมิ ที่มีความแตกต่างและความคล้ายกันของสองประเทศในยุโรป แม้จะไม่ได้ลงลึกมากนักในการดูงานในโรงพยาบาล แต่ก็ได้คุยกับเอ้ที่ได้ลึงลึกไปฝึกงานตามแผนกต่างๆของโรงพยาบาลสตีเว่นเบิร์ก ทำให้ได้เห็นภาพมากพอควร ข้อมูลในบันทึกนี้มาจากสรุปการดูงานของเอ้ (สุภาภรณ์ บัญญัติ) ร่วมกับการดูงานของผม
หน่วยมะเร็งวิทยา (Oncology Unit)เป็นแผนกที่ให้บริการด้านการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งการรักษาเช่นการผ่าตัดการให้เคมีบำบัดการฉายรังสีการติดตามผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังการรักษาการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายรวมไปถึงการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ตลอดจนบริการตรวจเพื่อคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงให้บริการแบบภาคกลางวัน(Day Care Clinic)จัดบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ(One Stop Services)มีแพทย์เฉพาะทางประจำแผนก4 คนพยาบาลรวมเจ้าหน้าที่เวชระเบียนและผู้ช่วยเหลือคนไข้ประมาณ22 คนระบบการจัดตารางเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่จัดแบบเหลื่อมเวลาทำให้สามารถให้บริการได้ตลอดทั้งวัน เริ่มตั้งแต่เวลา06.00 – 19.00 น. ไม่ได้เป็นเวลาเดียวกันแบบบ้านเราที่เข้า 8 โมงเช้าหรือ 8 ดมงครึ่งแล้วไปเลิกงานตรงกันเวลา 4 หรือ 4 โมงครึ่งตอนเย็น รูปแบบการให้บริการเป็นบริการตามแผนการรักษาของแพทย์เช่นการเจาะเลือดเพื่อประเมินสภาพร่างกายการรับยาเคมีบำบัด การควบคุมระบบคุณภาพ (QC) เฉพาะแผนกใช้ระบบของJACIE ที่ใช้ทั่วไปทั้งยุโรป ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานควบคุมคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนถ่ายเลือดหรือการปลูกถ่ายไขกระดูกและห้องปฏิบัติการชันสูตร
หน่วยโรคทางเดินหายใจ (Respiratory Disease Unit)ให้บริการแบบผู้ป่วยในมีแพทย์เฉพาะทางประจำแผนก4 ท่านพยาบาลและผู้ช่วยเหลือคนไข้ประมาณ20 คน มีห้องแยก4 ห้องๆละ4 เตียงห้องน้ำและห้องอาบน้ำในตัวจำนวน16 เตียงแต่ละห้องจะมีตู้แบบที่เรียกว่า “ล็อกเกอร์”ส่วนตัวพร้อมตู้นิรภัย ห้องเดี่ยว(ห้องพิเศษ)จำนวน12 ห้อง มีห้องแยกสำหรับผู้ป่วยวัณโรค (Negative Pressure) ให้บริการผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจทุกประเภท มีการจัดโครงการพิเศษรณรงค์ในกลุ่มผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ที่สูบบุหรี่เรียกโครงการปลอดบุหรี่“Smoke Free Project” (ทุกๆวันที่31 พ.ค. ของทุกปี) จากข้อมูลด้านสุขภาพของเบลเยียมพบว่าประชาชนกว่าร้อยละ80 สูบบุหรี่ สัญลักษณ์ในการรณรงค์คือ “แอปเปิ้ลสีเขียว” หมายถึงการรับประทานผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกายดีกว่าการสูบบุหรี่ แต่ในโรงพยาบาลก็ยังคงมีการจัดพื้นที่สำหรับการสูบบุหรี่สำหรับผู้ป่วยและกลุ่มเจ้าหน้าที่และยังมีเจ้าหน้าที่สูบบุหรี่กันมากอยู่ สังเกตแล้วน่าจะมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำ
หน่วยบริการฉุกเฉิน (Emergency Unit) ให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินแบบศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินครบวงจรมีศูนย์รับข้อมูลประจำแผนกโดยพนักงานต้อนรับ (Reception)เป็นผู้รับและตรวจสอบข้อมูลแจ้งพยาบาลและแพทย์จากนั้นส่งรถพยาบาลออกไปรับผู้ป่วยโดยมีการกำหนดเกณฑ์ระบุประเภทผู้ป่วยฉุกเฉินไว้ มีแพทย์ประจำแผนกเวรละ2 คน (stand by 1 คน,ambulance 1 คน) เจ้าหน้าที่พยาบาลประจำแผนก8 คน (stand by 6 คน,ambulance 2 คน) จำนวนห้องสำหรับผู้ป่วยมีทั้งสิ้น23 ห้องและมีห้องที่สำรองไว้ (กรณีมีผู้ป่วยจำนวนมาก) เป็นห้องรวมขนาด6 เตียง พร้อมระบบติดตามสัญญาณชีพและอุปกรณ์ฟื้นคืนชีพต่างๆมีห้องแยกเฉพาะผู้ป่วยสงสัยวัณโรค,ห้องใส่เฝือก, ห้องล้างตัว,ห้องปฏิบัติการรักษา,ห้องเครื่องมือและอุปกรณ์, ห้องเอ็กซ์เรย์นอกเวลา,ห้องช่วยฟื้นคืนชีพ(Shock Room) ที่สามารถเปิดเป็นห้องผ่าตัดเล็กได้,ห้องผู้ป่วยเด็กพร้อมอุปกรณ์เฉพาะ(กรณีมีผู้ป่วยเด็กแต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้เนื่องจากมีรพ.เด็กโดยเฉพาะ), ห้องแยกผู้ป่วยจิตเวช จุดที่น่าสนใจในแผนกนี้คือการใช้ระบบcomputerบันทึกข้อมูลให้บริการผู้ป่วยแต่ละห้องแต่ละรายสามารถดูจำนวนผู้ป่วย,ข้อมูลทั่วไป,การรักษาพยาบาลและข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยได้จากหน้าจอควบคุมโดยผู้ที่จะเข้าดูข้อมูลได้จะต้องเป็นแพทย์หรือพยาบาลผู้ให้การดูแลเท่านั้นมีการกำหนดรหัสผู้ใช้ข้อมูลระบบข้อมูลด้านยาของผู้ป่วยแต่ละรายใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลด้านยารวมถึงการนำยาของผู้ป่วยออกจากคลังยาของแผนก โดยเภสัชกรเป็นผู้จัดยาและลงข้อมูลการใช้ยาของผู้ป่วยแต่ละรายหากพยาบาลต้องการดูว่าผู้ป่วยได้รับยาชนิดใดต้องใส่รหัสประจำตัวและสแกนลายนิ้วมือก่อนข้อมูลยาจึงปรากฏและนำยานั้นๆออกมาใช้ได้
หน่วยบริการประคับประคอง (Palliative Care Unit)เป็นแผนกที่เริ่มก่อตั้งเมื่อปีค.ศ.2001(พ.ศ.2544) ให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเน้นการดูแลแบบองค์รวมและบริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์(Holistic care & Humanized health care)ก่อนผู้ป่วยเข้ามาอยู่ที่ตึกนี้จะมีการเข้าเยี่ยมชมตึกโดยการแนะนำของหัวหน้าหอผู้ป่วยเป็นการเข้ามาอยู่โดยสมัครใจมีการผสมผสานศาสตร์ทั้งตะวันตกและตะวันออกในการให้การดูแลและบริการเช่นการนวดคลายเครียดและบรรเทาอาการปวด บริการทุกอย่างที่จัดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นไปตามความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างแท้จริงเช่นใน1 สัปดาห์จะจัดอาหารพิเศษตามความต้องการของผู้ป่วยนอกเหนือจากอาหารปกติที่รพ.จัดให้ การจัดสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆจัดให้เหมือนบ้าน เปิดโอกาสให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย มีนักจิตวิทยาประจำหอผู้ป่วยเพื่อประเมินสุขภาวะทางจิตและรายงานผลแก่แพทย์และทีมที่ดูแล ข้อมูลผู้ป่วยสามารถเรียกดูได้จากระบบcomputer online ในช่วงบ่ายของแต่ละวันพยาบาลและทีมสหสาขาวิชาชีพจะสรุปการพยาบาลและแผนการรักษาตลอดจนปัญหาของผู้ป่วยร่วมกัน
หน่วยดูแลผู้ป่วยไฟไหม้ (Burn centre) แยกส่วนบริการออกเป็น2 ส่วนคือกลุ่มรุนแรง (High Care)และกลุ่มเล็กน้อย (Low Care)โดย Low Care มีจำนวน5 เตียงดูแลผู้ป่วยไฟไหม้เล็กน้อย/ผู้ป่วยเตรียมกลับบ้าน มีห้องออกกำลังกายแยกสำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย ส่วน High Care ลักษณะเหมือนICU มี7 ห้องทุกห้องมีระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมอุปกรณ์การตรวจวัดสัญญาณชีพควบคุมอุณหภูมิห้องและอุปกรณ์สำคัญต่างๆซึ่งเชื่อมต่อกับNurse Stationและห้องพักเจ้าหน้าที่เพื่อความสะดวกในการติดตามสัญญาณชีพของผู้ป่วย อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ทันที แผนกนี้มีหมอประจำ3 คน, หมอดูแลผู้ป่วยระยะวิกฤติ 6 คน , พยาบาล30 คน (ขึ้นเวรเหลื่อมเวลากัน) หมอผ่าตัด 2 คนนักจิตวิทยา1 คน (ขึ้นดูผู้ป่วย1 วัน/สัปดาห์) ส่วนการบริการแยกส่วนปราศจากเชื้อและส่วนสกปรกชัดเจนมีธนาคารผิวหนังสำหรับการทำskin graft (ต่อในช่องแสดงความคิดเห็นครับ)
มีการพิทักษ์สิทธิ์ผู้ป่วยเช่น กรณีผู้ป่วยมีภาวะติดเชื้อที่สามารถแพร่กระจายหรือภูมิคุ้มกันต่ำ จะใช้ป้ายสีติดที่หน้าห้องเป็นสัญลักษณ์ที่รู้ในหมู่เจ้าหน้าที่ว่าต้องใส่ใจและดูแลเป็นพิเศษ มีการเน้นการดูแลฟื้นฟูสภาพหลังการเจ็บป่วยโดยจัดตั้งเป็นศูนย์ “After care centre ” ทั้งด้านกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ ทีมในการรักษาพยาบาลพบปะพูดคุยทุกสัปดาห์ ๆ ละ 2 ครั้ง ในด้านการวางแผนการรักษา การดูแล และฟื้นฟูสภาพ
หน่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Unit) เป็นแผนกที่ดูแลผู้ป่วยใน 2 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ, ตับอักเสบ, ตับอ่อนอักเสบ, เลือดออกรุนแรงจากทางเดินอาหาร เป็นต้น และกลุ่มโรคทางสมอง เช่น สมองขาดเลือด, พาร์กินสัน, ลมชัก, ปวดศีรษะรุนแรง, เบาหวาน รวมเบาหวานที่มีการติดเชื้อ, ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ เป็นต้น มีแพทย์ประจำ 5 คน พยาบาล 20 คน จำนวนเตียง 44 เตียง (มีห้องเตียงเดี่ยว,ห้องเตียงคู่,ห้องรวมสี่เตียง) ลักษณะผู้ป่วยแยกเป็น 2 กลุ่มอายุ คือ กลุ่มอายุน้อย (วัยทำงาน) ส่วนใหญ่มาเพื่อสังเกตอาการ หรือเป็นการรักษาตามอาการ สาเหตุส่วนใหญ่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีสาเหตุจากการดื่มสุรา ,สูบบุหรี่ ,ติดยาเสพติด อาการที่มารักษาเช่น เลือดออกในระบบทางเดินอาหารในกลุ่มสูงอายุมักพบเป็นกลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง หากพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาหลายระบบจะปรึกษากับแพทย์ในระบบที่เกี่ยวข้องและแพทย์จะเป็นผู้ให้ข้อมูลกับผู้ป่วย ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการวางแผนการรักษา
วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2551 ทางชั้นปีได้ตกลงไปจัดงานเลี้ยงรุ่นที่บ้านโจเซฟิน มีการใช้เงินรุ่นและเงินที่สนับสนุนจากสถาบันมาใช้ในการจัดงานเลี้ยงและเช้ารถบัสไปส่ง รถออกเวลา 12.00 น. มีอาจารย์ไป 3 คน เพื่อนๆอีกราว 10 คน ตอนแรกที่ออกเสียงลงมติกัน ดูจะมีคนสนับสนุนกันมาก แต่พอไปจริงกลับไปไม่กี่คน คนที่เป้นตัวตั้งตัวตีหลายคนก็ไม่ไป ส่วนพี่ตู่ เกลนด้า ริด้าและเฟ็งไปเที่ยวลอนดอนกันเพราะซื้อตั๋วรถไฟไว้นานแล้วช่วงที่ลดราคา ส่วนคนอื่นๆก็มีแผนไปเที่ยวที่อื่นๆเหมือนกัน ผมกับครอบครัวไม่มีโปรแกรมไปไหนก็เลยไปร่วมงาน พอขึ้นรถปุ๊บฝนก็ตกลงมาทันทีเกือบเปียกฝนไปเหมือนกัน รถบัสพาเราไปเที่ยวมีอาจารย์วิมเป็นหัวหน้าคณะ
ไปเที่ยวที่เมืองวี้ (Veere) เป็นหมู่บ้านเล็กๆริมทะเล มีบ้านหลังเล็กๆ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดูสงบ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวกันมากเป็นกลุ่มๆ เราลงจากรถแล้วเดินเที่ยวไปตามหมู่บ้าน ชมโบสถ์เก่าประจำหมู่บ้าน ที่ติดกับทะเลกว้างน้ำสีครามใสสะอาดตา มีแนวเขื่อนดินกั้นน้ำกับผืนดินหมู่บ้าน เราเดินชมของที่ระลึกของชาวบ้าน ไปตามถนนเล็กๆที่ปูด้วยหินที่มีอายุการใช้งานมาไม่น้อย สักพักเอ้กับแคนก็เดินไปทางหนึ่ง ผม ขิมกับขลุ่ย เดินไปอีกทางหนึ่ง ผมเดินข้ามสะพานที่ทอดข้ามคลองเล็กๆที่เชื่อมต่อกับท้องทะเล เดินข้ามไปบนผืนดินที่เป็นเหมือนเกาะที่ติดกับผืนทะเลกว้าง ไปยืนชมควมมางามของผืนน้ำแห่งท้องทะเลเหนือบนแนวดินที่ทำเป็นเขื่อนสูงจากพื้นหาดทรายมากพอควร สักพักสามคนพ่อลูกก็เดินกลับเข้าไปในตัวหมู่บ้าน ขิมกับขลุ่ยซื้อไอศครีมทานด้วย เดินกลับมาในหมู่บ้านมาเจอกับเอ้และน้องแคน แล้วก็เดินเที่ยวต่อไปและวกกลับไปจนถึงที่จอดรถบัส
หลังจากนั้นรถพาเราไปเที่ยวต่อที่ Zeeland ซึ่งเป็นส่วนแผ่นดินที่มีระดับต่ำกว่าน้ำทะเล ไปชมเขื่อนสูงริมทะเลที่ทอดยาวขวางกั้นการไหลท่วมของน้ำทะเลที่จะไหลทะลักมาสู่ตัวแผ่นดิน ลมทะเลพัดแรงไม่ต่างกัน ขนาดหมวกที่ใส่อยู่ปลิวตกไปได้ เราเดินลุยผืนทรายปีนขึ้นไปบนเขื่อนแล้วเดินเล่นรับลมเย็นที่พัดมาจากทะเล หาดทรายราบเรียบที่แซมด้วยโขดหินเป็นระยะๆ สะอาดแต่เม็ดทรายไม่ขาวสวยนัก ฝูงนกนางนวลตัวใหญ่โผผินบินเหนือน้ำและเยื้องย่างกายาอยู่ตามชายหาด เดินชมได้สักพักเวลาก็บ่ายคล้อย เราขึ้นรถอีกครั้งเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านโจเซฟินที่อยู่ห่างไปอีกเกือบชั่วโมง
สภาพภูมิประเทศของฮอลแลนด์เป็นที่ราบกว้างใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่เคยเป็นน้ำทะเลมาก่อนดังนั้นประเทศนี้จึงอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล มีเพียงทางตะวันออกเฉียงใต้ในเขตลิมเบอร์ก เท่านั้นสามารถพบเห็นเนินเขาได้ เนื่องจากเป็นประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเลจึงทำให้ต้องสร้างเขื่อน เพื่อไม่ให้นำทะเลไหลท่วมได้ ซีแลนด์อยู่ทางตอนใต้ของประเทศที่ถูกสร้างขึ้นจากการถมดินลงไปในทะเล เดิมประสบปัญหาเรื่องน้ำท่วมและพายุจากทะเลพัดโถมเข้าท่วมประเทศมาตลอด มีการสร้างเขื่อนดินริมทะเลแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ จนปี 1953 จึงมีโครงการเดลต้าแพลน ทำการสร้างเขื่อนที่ทันสมัยและแข็งแรงมากกั้นน้ำทะเลและพายุไม่ให้พาย้ำไหลเข้ามาท่วมพื้นดินได้ เป็นโครงการที่คนดัชท์ภาคภูมิใจมากและช่วยให้ประเทศพัฒนาไปได้มาก
บ้านโจเซฟิน เป็นบ้านเล็กๆสองชั้น พื้นที่ไม่มากนัก มีสนามหญ้าด้านหลังที่ไม่มีรั้วกั้นกับเพื่อนบ้าน งานเลี้ยงเริ่มอย่างเรียบง่ายด้วยเครื่องดื่มและการช่วยกันปิ้งย่างบาร์บีคิว อาหารไม่มากหลากชนิดแบบบ้านเรา เน้นไปทางเบียร์ ไวน์และเครื่องดื่ม มีสลัดร่วมด้วย กินไปคุยไป เน้นสังสรรค์มากกว่าดื่มกิน ออลันโด้เล่นกีตาร์เพื่อสร้างบรรยากาศ โจเซฟินกับแฟนช่วยต้อนรับเราเป็นอย่างดี โนริก็มาช่วย น้องแคนสนุกกับการปิ้งบาร์บีคิวมาก จนประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ เราก็เดินทางกลับแอนท์เวิปด้วยรถคันเดิม กับความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน ถึงบ้านพักเกือบห้าทุ่ม ต้องงรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้จะกลับไปเที่ยวฮอลแลนด์ต่ออีก
พิเชฐ บัญญัติ (Phichet Banyati)
Verbond straat 52, 2000 Antwerp, Belgium
19 มิถุนายน 2551, 22.35 น. (แก้ไขเพิ่มเติม 28 กันยายน 2551)
อธิบายแบบ เหมือนไปเองเลยครับ ชอบๆ
ขอบคุณครับ ที่แวะมาอ่านและให้กำลังใจ
สดุด คำว่า Holistic care ผมใช้ต่อจากคุณหมอ คือ Complementary Care ครับ เพราะบรรยากาศในประเทศไทย นำมาทำความเข้าใจ และใช้บางในบางการรักษา เช่น กลุ่มโรค Office syndrome ครับ