เสร็จจากการเขียนรายงานวิจัยเรื่องที่สองแล้วครับ ฮิฮิ ความจริงเป็นหัวหน้าโครงการแค่โครงการเดียวครับ แต่ต้องทำหน้าที่คล้ายๆ หัวหน้าโครงการเองอีกโครงการหนึ่ง เนื่องจากหัวหน้าทีมไม่ถนัดการเขียนภาษาไทย งานนี้ผมเลยลุยเอง เรื่องแรกเสร็จสองเดือนที่ผ่านมา แต่กว่าจะได้ส่งเล่มไปยังคนให้ทุกก็เมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้เองครับ เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิและการเข้าเล่ม ส่วนเล่มที่สอง อันนี้ผมเป็นหัวหน้าทีมโดยแท้ โอ้ กว่าจะเสร็จได้ กระอักเลยครับ เนื่องจากทำในสิ่งที่ไม่ใช่ความถนัด การเขียนการเรียบเรียงคำพูดจึงไม่ค่อยไม่ใจเลยครับ เพราะส่วนใหญ่เป็นศัพท์เฉพาะทางที่ผมว่าผมเขียนดีแล้ว แต่นักภาษาศาสตร์อาจจะบอกว่า คำนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน ฮาฮาฮา ผมสรุปว่า เป็นเล่มรายงานที่ใช้เวลาเขียนนานมากๆ เท่ากับกระบวนการวิจัยเลยครับ (สารภาพว่า รับทุนมาทั้งแต่ปีสี่เก้า เพิ่งเสร็จกิจกรรมจริงๆ ห้าเดือนก่อน แล้วก็เพิ่งเขียนรายงานเสร็จวันนี้เอง ที่ปรึกษาเสนอทำให้โครงการต่อยอดออกไปอีกโครงการหนึ่ง ผมตอบไปแล้วครับ งานวิจัยด้านนี้ "ผมขอพอก่อน" ส่วนทีมงานใครจะเดินต่อด้านนี้เชิญครับ)
สองเรื่องที่ทำไป เรื่องที่ผมเป็นหัวหน้าโครงการเอง ที่ปรึกษาโครงการท่านหนึ่งเสนอว่า ผมสามารถนำไปเสนอขอตำแหน่งวิชาการได้ ฮิฮิ แต่ผมตอบท่านไปว่า ผมยกผลงานชิ้นนี้ให้อีกหนึ่งนักวิจัยในทีมแล้วกัน เพราะผมอยากได้งานวิจัยที่เป็นทางผมโดยตรงดีกว่า ไม่ต้องมาพยายามอธิบายว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับสาขาวิชาของผม ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นสิทธิของหัวหน้าโครงการไปครับ ด้วยความเต็มใจ
ผมว่าการทำงานให้สนุกต้องทำเป็นทีมครับ และที่สำคัญ ผมไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าทีม ผมรู้สึกว่า การทำงานเป็นทีมมีเสนห์กว่าการทำงานคนเดียว ถึงแม้ทีมจะแย่ขนาดไหนก็ตาม เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากการทำงานกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
ผมว่า คำทักทวง คำต่อว่าและคำชมจากคนในทีมเดียวกันมีคุณค่ามากๆ ซึ่งอันนี้หาไม่ได้จากการทำงานคนเดียว ฮาฮา เพราะการต่าตัวเอง ไม่สนุกเท่าคนอื่นมาด่าเรา (ประมาณนี้)
รายงานวิจัยสองเรื่องที่ผมทำเสร็จไป ผมเขียนทีละบท แล้วผมก็อ่าน ผมแก้ไข แล้วผมก็อ่านซ้ำ แก้ซ้ำ หลายรอบ เมื่อเสร็จบทหนึ่งผมก็ทำบทต่อไป แล้วผมก็กลับมาแก้ไขอีก จนกระทั่งมันครบทุกบทผมก็อ่านและแก้ไขอีกรอบหนึ่งเป็นรอบสุดท้าย จากนั้นผมจึงให้ทีมงานช่วยอ่านอีกรอบหนึ่ง แล้วก็ได้แก้ไขอีกรอบหนึ่ง ผมว่านี้แหละเสนห์ เพราะคนอ่านหลังจากผมก็ยังเจอที่ผิดอีก ถ้าผมทำคนเดียวนะหรือ เสร็จไปแล้ว
พอมองมาที่คำว่า ทีม ผมก็สรุปนิยามของผมว่า ประกอบด้วย หัวหน้าทีม ลูกทีมและเป้าหมายครับ ซึ่งสามอย่างนี้ต้องพอเหมาะพอเจาะกัน แต่นั่นแหละครับหากไม่พอดีกันก็เป็นเสนห์สำหรับการหาทางแก้ไข ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่ที่ว่า เราจะนิยามความไม่พอเหมาะพอดีกันนั้นว่า เป็น "ปัญหาหรือความท้าทาย" สำหรับผม ผมว่ามันเป็นความท้าทาย
การเป็นผู้นำ ผมว่ายากครับ แต่ก็นั่นแหละ การเป็นลูกทีมหรือผู้ตามก็ยากพอๆ กัน
เสร็จสิ้นไปสองโครงการ ผมยังไม่ได้หยุดที่จะเดินไปในเส้นทางนี้ครับ ในสองสถานภาพเดิม คือ ผู้นำและผู้ตาม ผมว่าการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับคนอื่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เรียนรู้ไม่สิ้นสุดจริงๆ สู้ต่อครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
แล้วจะมาตั้งใจอ่านอีกค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
สวัสดีครับ
เรื่องของการเขียนงาน ถือว่าเป็นงานที่หนักและไม่ค่อยมีใครเขียน จากข้อมูลที่เก็บมาอย่างสนุกสนานช่วงเก็บข้อมูล
การเขียนต้องใช้สมาธิ ใช้ศาสตร์ ศิลป์ ค่อนข้างสูงเลยครับ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้การสังเคราะห์
ดีใจครับที่ผ่านมาได้หลายงาน เป็นการการันตี ถึงคุณภาพ เล่มต่อไป หรืองานต่อไปก็ง่ายมากขึ้นครับ
งานวิจัยหากบริหารกันดีๆ เราก็แบ่งหน้าที่ตามศักยภาพของทีม ที่ผ่านมาผมทำงานเป็นทีม งานเขียนต้องใช้ สองสามคน แล้วนำมาร้อยกัน
ปรับของแต่ละคนเสร็จ----นำมาร้อยกันให้เป็นเรื่องเดียว---ปรับเนื้อหาโดยรวม
ที่สำคัญในงานที่ผมทำบ่อย ก็พยายามจะเขียน Flow หรือ โมเดล ให้ผู้อ่านเข้าใจ เห็นในภาพรวมของงานด้วย หมายถึง flow ในองค์ความรู้ใหม่นะครับ
ขอบคุณครับครูอ้อย ครูอ้อย แซ่เฮ
แฮะแฮะ ผมว่า ถ้าเป็นเรื่องคุณวุฒิและวัยวุฒิละก้อ ผมนะต้องเป็นผู้ตามไปก่อนครับ ฮิฮิ ยังเด็กอยู่ แต่บังเอิญ ปากร้ายไปนิดหนึ่ง ชาวบ้านเลยให้นั่งหัวโต๊ะ จะได้พูดน้อยลงหน่อย ฮาฮาฮา
ขอบคุณครับเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
ผมยังต้องฝึกอีกเยอะครับสำหรับการเขียนรายงาน ผลที่ออกมาในปัจจุบันยังไม่ใช่สิ่งที่ชอบครับ แต่ก็แค่พอโอเคไปก่อน คิดว่า ประสบการณ์จะช่วยให้งานชิ้นต่อๆ ไปดีขึ้นครับ ตอนนี้นอกจากอ่านงานตัวเอง เลยต้องเรียนรู้โดยการอ่านงานคนอื่นดูว่าเขาเขียนกันยังงัย แล้วก็พยายามหาแบบที่ลงตัวกับตัวเองอยู่ครับ