Brain Gym
ถ้าคุณอยากให้สมองทำงานได้ไหลลื่น ถ้าคุณอยากให้เด็กๆเรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การบริหารและออกกำลังสมองอาจเป็นทางเลือกที่ดีอันหนึ่ง การบริหารสมองในแบบของ Brain Gym ซึ่งพัฒนาโดย ดร. พอล เดนนิสัน แห่ง Educational Kinesiology Foundation สหรัฐอเมริกา เป็นทางเลือกในการบริหารสมองเพื่อช่วยให้สมองทั้งด้านซ้ายและสมองด้านขวาสามารถทำงานประสานกันได้ดี ปัจจุบันได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ ได้มีการอบรมครูและบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชั้นเรียนอย่างแพร่หลาย
ดร. พอล คิดค้นวิธีการนี้ในช่วงแรก ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะการประยุกต์ในเรื่องของการเคลื่อนไหวมาช่วยส่งเสริมการเรียนรู้แก่คนตาบอดและผู้ที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ แต่แล้วก็พบว่า การรวบรวมพลังสมองให้ทำงานเป็นหน่วยเดียวกัน สามารถช่วยพัฒนาการการเรียนรู้และทำงาน อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย ลดความกดดันและความเครียดตลอดจนกระทั่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จะเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่เกิดไม่เพียงแต่คนตาบอดเท่านั้นแต่ยังรวมถึงบุคคลทั่วไปด้วย ถ้ามีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
สมองของคนเราแบ่งได้เป็น 2 ซีก คือ ซีกซ้ายและซีกขวา โดยมีกลุ่มไฟเบอร์เชื่อมการทำงานของสมองทั้ง 2 ซีกเข้าด้วยกัน
1.สมองข้างซ้าย มีความสามารถทางด้านการคำนวณ ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ความสามารถในการพูด การเขียน การวิเคราะห์ การจัดลำดับก่อนหลัง ควบคุมพฤติกรรม รู้เวลาและสถานที่
2.ส่วนสมองซึกขวา ทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก เรื่องมิติสัมพันธ์ ความสามารถในภาษาท่าทาง และความสามารถทางศิลปะ เช่น การวาดรูป ระบาย
สมองทั้ง 2 ซีกดังกล่าว จะทำงาร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่แยกกันทำงานขณะที่คุณอ่านหนังสือ สมองซีกซ้ายของคุณจะทำหน้าที่ถอดความหมายข้อความต่างๆที่อ่าน ในระหว่างที่สมองซีกขวา จะรวบรวมความคิดเข้าไว้ด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเราเหนื่อยหรือเครียด สมองอาจทำงานได้เพียงข้างเดียวเท่านั้น ความสามารถในการใช้สมองและสมาธิจึงลดลง และ เราก็จะไม่สามารถ รวบรวมความคิด หรือ พูดอธิบายอะไรออกไปได้ อย่างชัดเจน รวมทั้งไม่สามารถที่จะใช้คิดในเชิงสร้างสรรค์ได้
การแก้ไขปัญหา ความอ่อนล้าของสมองด้วยการบริหารสมองตามแบบ Brain Gym จึงเป็นทางออกที่สำคัญ เพราะเมื่อสมองของเราทำงานประสานกันได้ดี ก็จะส่งผลให้เราสงบนิ่ง และ ติดต่อสื่อสาร รวมทั้งประเมินสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตามหลักเหตุผลดีขึ้น ความสามารถในการรับรู้ความคิดเห็นของผู้อื่นก็จะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
การบริหารสมองตามแบบ Brain Gym ในแต่ละท่า ช่วยให้สมองทั้งสองซีกทำงานประสานกัน ช่วยให้เด็กๆเรียนรู้ได้ดีขึ้น เช่น ขณะที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายสลับข้าง เช่น การใช้มือซ้ายแตะที่ขาขวา ใช้มือขวาแตะที่ขาซ้ายคล้ายกับการเต้นแอโรบิก หรือกำมือซ้าย ขวาไขว้กันระดับหน้าอก กางแขนทั้งสองออกห่างกันเป็นวงกลม แล้วเอามือกลับมาไขว้กันเหมือนเดิม จะกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งสองซีกในเวลาเดียวกัน ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น ส่งเสริมทักษะในการอ่าน เขียน และสะกดคำ หรือทำท่าเลข 8 โดยใช้มือวาดรูปเป็นเลข 8 แนวนอนบนกระดาษ ทำอย่างช้าๆ พร้อมกับใช้สายตามองตามขณะที่เคลื่อนไหวมือ จะใช้ให้ผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองส่วนหน้าและส่วนหลัง มีสมาธิในการเรียนรู้และทำงาน
การเรียนรู้และลองให้เวลากับตัวเองบริหารสมองตามแบบ Brain Gym สักวันละ 10-20 นาที บางทีผลลัพธ์ที่คุณได้อาจจะทำให้คุณแปลกใจ
ที่มา:http://www.vcharkarn.com/vblog/38176

