รู้สึกไม่ชอบคำนี้ และรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่ได้ยินใครพูดถึงตัวเองหรือคนอื่นด้วยคำบรรยายลักษณะคำนี้ โดยเฉพาะเมื่อใช้อธิบายความไม่รู้

ไม่เคยคิดว่าตัวเองโง่ และไม่เคยคิดว่าใครโง่ เพราะไม่เคยเห็นใครรู้อะไรไปทุกอย่าง และไม่เคยเห็นใครไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง คนที่คิดว่าประโยคนี้ไม่ถูกต้อง ขอให้ยกตัวอย่างมาให้เถียงหน่อยนะคะ สังเกตมาแล้ว เพราะจำได้ติดใจตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่มีใครต่อใครบอกว่า คนๆหนึ่งเป็นคนบ้าปัญญาอ่อน โง่เง่าเรียนหนังสือไม่ได้ ตัวเองไปยืนสังเกตเขาแล้ว ได้เห็นเขาแบ่งของกินที่เขามีให้หมาผอมโซที่ไม่มีใครสนใจ ตอนนั้นแม้จะเด็กมากๆแต่ก็จำได้ถึงความคิดของตัวเอง ว่าความโง่ที่พูดถึงนั้นเป็นเพียงสิ่งที่คนกำหนดขึ้นเอง แล้วแต่มาตรฐานของใคร เราไม่เห็นว่าเขาจะโง่ตรงไหน เขาเพียงแต่ไม่เหมือนคนปกติ แต่สิ่งที่เขาทำนั้นเรารู้สึกว่าคนที่ว่าเขาโง่ยังใจดีได้ไม่เท่าเขาเลย  ทำให้ไม่ชอบคำนี้มาตั้งแต่นั้น

ยิ่งโตขึ้น เรียนมากขึ้น ใครๆก็บอกว่าเราเก่ง เราฉลาดแต่ก็พบเสมอว่า มีสารพัดเรื่องราวที่ดูแสนง่ายสำหรับคนอื่นที่เราไม่เห็นรู้ และในทางกลับกัน มีหลากหลายเรื่องราวที่เราคิดเห็นว่าแสนง่าย ทำได้โดยไม่ต้องคิดอะไร เป็นสิ่งที่คนอื่นๆไม่รู้ ยิ่งเรียนมาก อ่านมาก ฟังมาก ก็ยิ่งรู้ว่า เป็นไปไม่ได้จริงๆที่ใครสักคนจะรู้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าการไม่รู้คือ โง่ ทุกคนก็จะเป็นคนโง่บ้าง ฉลาดบ้างคละเคล้ากันไป ไม่มีใครเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งตลอด

เขียนบันทึกนี้เพราะค้างใจมาค่ะ ฝากความคิดไว้ตรงนี้เพื่อแลกเปลี่ยน จะจบแล้วนึกขึ้นมาได้ว่า ชอบคำว่าโง่และใช้บ่อยๆในคำสอนจากท่านพุทธทาสบทนี้ค่ะ ฝากไว้สำหรับวันนี้ด้วยเลย

 โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ไม่โกรธดีกว่า ไม่บ้าไม่โง่