ธรรมะจัดสรร

 

 

   ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคมทุกปีจะเป็นช่วงที่อินเดียมีอากาศเย็นสบาย จึงเป็นช่วงเวลาที่จะมีผู้แสวงบุญชาวไทยไปสักการะสังเวชนียสถานกันจำนวนมาก

หลังจากที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่าง 26 ตค. ถึง 6 พย. ปี 2550 ที่พุทธคยาแล้วนั้น ผมได้เรียบเรียงบันทึกเรื่อง "นักการทูตไทยในแดนธรรม" (นะมัสการขอบพระคุณพระมหาอ้าย แห่ง ม.เดลี ที่กรุณาตั้งชื่อเรื่องให้) ย่อลงมาจนเหลือประมาณ  6 ตอน ในเบื้องต้นกะว่าจะพิมพ์เผยแพร่ที่เมืองไทยแต่เนื่องจากไม่สะดวกหลายประการเพราะตัวผมอยุ่ที่อินเดีย จึงขอนำเรื่องราวดังกล่าวมาลง ณ G2K บล๊อคกัลยาณมิตรที่ผมใช้อยู่ด้วยความประทับใจ ทั้งนี้ในอนาคตคงจะได้พิมพ์เผยแพร่ต่อไป

หวังเพียงว่าข้อเขียนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้แสวงบุญชาวไทยและผู้สนใจทุกท่านที่จะเดินทางไปอินเดียในอนาคต

เริ่มตอนที่ 1 ครับ

นักการทูตไทยในแดนธรรม

โดย พลเดช วรฉัตร

ตอนที่ 1

เรื่องนี้เริ่มขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2550 บ่ายวันหนึ่ง ณ บ้านพักส่วนตัวแถวย่านบางแค ท่ามกลางบรรยากาศยามเที่ยงวันที่อบอ้าวและร้อนระอุของกรุงเทพฯ

ข้อความจากประกาศชิ้นหนึ่งที่ผมพิมพ์ออกมาจากอินเตอร์เน็ต ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไป

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ เจริญรอยบาทตามพระศาสดา ณ วัดไทยพุทธคยา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และพุทธสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 10 ตุลาคม 2550 โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจจำนวน 80 คน  (first come first serve)….

ประกาศข้อความข้างบนนี้ ตามปรกติ อ่านแล้ว คงทำให้ผมเพียงรู้สึกว่า เป็นโครงการที่ดี ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมและกระชับความสัมพันธ์ในลักษณะทวิภาคีแบบนี้ ผมอ่านรับทราบแล้วก็จบกันไป ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับผมเลย

แต่ประกาศที่บอกว่าไม่เกี่ยวกับผมนั้น ก็เริ่มจะเกี่ยวเพราะต่อมาในเมื่อเดือนพฤษภาคม ผมก็ได้รับคำสั่งให้โยกย้ายไปประจำการที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

ดังนั้น แทนที่จะอ่านประกาศแล้วก็ผ่านเลยไป ก็กลายเป็นว่าผมต้องอ่านซ้ำอีกครั้งและเกิดความคิดที่แปลกใหม่และท้าทายชีวิตยิ่ง ก็คือ การเข้าร่วมบวชเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาที่พุทธคยา......ด้วย

เสียงเพลงแขกดังแว่วเข้ามาทางประสาทหู  ...............เฮ ฮัดชา นาราย นาราย ..........

เสียงเพลงแขกค่อยๆ แผ่วเสียง เลือนหายไปแล้ว เหลือแต่ภาพพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ภาพที่คนไทยเราคุ้นและจำได้ติดตาทุกคน

ทำไมต้องพุทธคยา

คงต้องยอมรับกันว่า คนไทยที่สนใจจะไปอินเดียมีไม่มากเลย ส่วนใหญจะเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมและมีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า เท่านั้นจึงอยากจะไปสักการะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล สักครั้งหนึ่งในชีวิต  

ถ้าถามคนไทยสัก 100 คน ว่าอินเดียน่าไปไหม มากกว่าห้าสิบเปอร์เซนต์คงบอกว่า ไม่น่าไป แถมบางคนบอกว่าให้ไปฟรีก็ไม่ไปเพราะกลัวความสกปรกกลัวขอทาน กลัวแขก ฯลฯ

แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้คิดถึงหรือสนใจประเทศอินเดียมาก่อนเลยทั้งที่รากวัฒนธรรมไทยนั้นมาจากอินเดียมากมาย

คนรุ่นปัจจุบันไม่ได้รู้สึกถึงสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงจากอินเดียเท่าใดนัก ทั้งที่ไทยเรานับถือพระพุทธเจ้าส่วนใหญ่อาจเห็นว่าก็เรารับมาจากอินเดียนานแล้วจนมองไม่เห็นประเทศต้นกำเนิด นานจนพอที่จะทำให้ภาพของพระพุทธเจ้ามีรูปร่างและหน้าตาเป็นไทย เพราะพระพุทธรูปที่สร้างกันในสมัยต่างๆ นั้นก็เป็นศิลปะแบบไทยๆ ไปซะหมด

เอาเป็นว่า พอรู้ตัวว่าจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่อินเดีย ผมก็เริ่มวางแผนหาข้อมูลให้มากที่สุด แล้วก็พบว่าประเทศอินเดียนี้ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมของโลก ไม่ใช่เฉพาะของพุทธเท่านั้น แต่ของอีกหลายศาสนา ทั้งฮินดู อิสลาม คริสต์และเจน

อินเดียเป็นประเทศที่ไม่ธรรมดาเลยโดยเฉพาะสำหรับชาวพุทธ ถือว่าเป็นประเทศที่สำคัญมาก.....มากจน ฉงนในใจว่า เอ เราลืมประเทศที่สำคัญนี้ไปได้อย่างไร

พุทธคยา กับพระศรีมหาโพธิ์

           พุทธคยาที่ผมจะได้ไปบวชนั้น  มีความสำคัญต่อชาวพุทธทั่วโลกเพราะเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อกว่า 2500 ปีมาแล้ว

            ฉากพระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นโพธิ์ ต่อสู้กับพญามารเป็นภาพที่ชาวพุทธทุกคนจำได้ดี

           ไม่ว่าจะมาจากภาพวาดหรือภาพยนตร์ก็ตาม มาจากที่พุทธคยานี้เอง เป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา ต้นที่ผมกำลังจะได้ไปบวชนี้ มีการค้นพบเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ โดยนายทหารอังกฤษที่ชื่อว่าเซอร์ อเล็กซ์ซานเดอร์ คันนิ่งแฮมส์ทำให้ศาสนาพุทธในอินเดียกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง

แล้วจะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร อยู่ดีๆ ชะตาชีวิตก็กำหนดให้ได้ไปบวชที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ที่พระพุทธองค์ทรงประทับจริงๆ อย่ากระนั้นเลย มาอ่านประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ์ก่อนที่จะได้ไปเห็นต้นจริงๆ กันดีกว่า

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตั้งอยู่ด้านหลังของพระวิหารเจดีย์พุทธคยา มีแท่นวัชรอาสน์หรือรัตนบังลังก์ คั่นอยู่ระหว่างกลาง เป็นต้นโพธิ์ที่มีลำต้นขนาดใหญ่ 3 คนโอบ สูงประมาณ 80 ฟิต ในปัจจุบันมีกำแพงกั้นล้อมรอบต้น ซึ่งรัฐบาลอินเดียได้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2503

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เราเห็นกันปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว ตามประวัติที่ปรากฏ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 1 เป็นต้นที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ภายใต้ร่มอัสสัตถพฤกษ์ (พระศรีมหาโพธิ์) ในวันเพ็ญวิสาขะบูชา เมื่อมีอายุได้ประมาณ 352 ปี ก็มาถูกพระมเหสีองค์ที่ 4 ของพระเจ้าอโศกมหาราช ใช้ให้นางสนมกำนัล เอายาพิษและน้ำร้อนใส่ภาชนะไปรดที่โคนต้นด้วยจิตริษยา จนต้นแห้งเหี่ยวตายต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราชทราบจึงทรงหลั่งน้ำนมวัวรดที่โคนต้นพร้อมทั้งตั้งจิตอธิษฐาน หมอบพระวรกายลงแทบพื้นพสุธาอยู่ ณ โคนต้น เพียงไม่กี่วัน ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่แห้งเหี่ยวตายไปนานแล้ว กลับมีหน่อน้อยงอกขึ้นที่โคนต้น หน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์รุ่นที่ 2 ได้เจริญเติบโตสืบต่อมาจนถึง ค.ศ. 600-620 ก็ถูกโค่นทำลายลงโดยกษัตริย์ชาวฮินดู พระนามว่า พระเจ้าสาสังกา ผู้ประกาศเป็นอิสระและไม่ประสงค์จะเป็นเมืองขึ้นต่อพระเจ้ามคธ เมื่อพระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์มคธ เสด็จยกทัพเข้ายึดดินแดนแห่งพุทธคยากลับคืนมาได้ และได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกทำลายลงย่อยยับ พระองค์ทรงตั้งจิตอธิษฐานแล้วรดน้ำนมวัวลงตรงบริเวณหลุมต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้วยสัจจะวาจากิริยาธิษฐานของพระองค์ หน่อที่ 3 ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็เริ่มงอกงาม

สำหรับต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3 นี้ได้เจริญงอกงามมาจนถึงปี พ.ศ. 2421 ในปีนั้น เซอร์คันนิ่งแฮม นายทหารและนักโบราณคดีชาวอังกฤษ ซึ่งได้เดินทางไปพุทธคยา เป็นครั้งที่ 3 พบต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกลมพายุโค่นล้มตายลงไปทางทิศตะวันตกของพระมหาวิหาร จึงได้นำหน่อที่พบบริเวณต้นเดิมมาปลูกเป็นรุ่นที่ 4 จนมาถึงปัจจุบันนี้

เชื่อกันว่าพุทธคยานั้นมีความสำคัญมาก พระพุทธเจ้าในอดีตก็ไปตรัสรู้ที่พุทธคยา ใต้ต้นโพธ์ต้นนี้ และบริเวณต้นศรีมหาโพธิ์นั้นก็มีความศักดิ์สิทธิ์และมีปล่องพลังอยู่มาก นักบวชทั้งหลายจึงปรารถนาจะได้ไปนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ณ บริเวณนั้น

 นักบวชพ่อลูก

การคิดจะไปบวชที่อินเดียเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลก็ถือว่าเป็นความพิเศษกับชีวิตผมแล้ว แต่ความบังเอิญที่พิเศษยิ่งไปกว่าสำหรับกรณีของผมก็ตรงที่ว่า คุณพ่อซึ่งมีอายุถึง 79 ปีแล้ว ได้ตกลงใจที่จะร่วมบวชด้วย ส่วนคุณแม่พอรู้ว่าคุณพ่อจะไปบวชด้วย ก็ ตัดสินใจจะไปชื่นชมชายผ้าเหลืองทั้งของสามีและลูกชายด้วย สมกับที่เป็นคู่ชีวิตกันจริงๆจึงกลายเป็นว่างานนี้ นอกจากผมซึ่งอายุมากกว่า 50 แล้ว ก็ยังมีทั้งคุณพ่อ อายุ 79 ปีร่วมบวชด้วยและมีคุณแม่ อายุ 78 ปีร่วมเดินทางไปอินเดียและตามคณะบวชไปด้วย เท่านี้ยังไม่พอ เพื่อนของคุณแม่ซึ่งก็อายุเท่าๆ กัน ก็ได้เกิดความศรัทธาตัดสินใจจะร่วมคณะไปแสวงบุญด้วย ดังนั้น คณะทัวร์ธรรมของผมจึงมีอายุรวมกันถึง 235 ปี

ผจญภัยรถไฟอินเดีย

ในที่สุดกำหนดวันเดินทางไปเข้าโครงการอุปสมบทก็มาถึง เป็นวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2550 ผมพาคณะผู้สูงอายุไปยังสถานีรถไฟเดลีเพื่อนั่งรถไฟขบวนที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดของอินเดียคือ ราชธานี เดินทางไปยังเมืองคยา ในรัฐพิหาร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดการเดินทางรถไฟอินเดียครั้งแรกนี้ ต้องบอกว่าตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยสัมผัสกับรถไฟอินเดียมาก่อนเลย ได้ยินแต่เรื่องราวที่ล้วนบ่งบอกว่าต้องเสี่ยงภัยอยู่พอสมควร

ณ บัดนี้ผมและคณะได้มายืนอยู่ที่สถานีรถไฟเดลีที่เก่าแก่และคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่แออัดและแน่นขนัด มองไปทางไหนก็เห็นแค่ผู้คนผิวดำๆอยู่ในเครื่องแต่งกายที่ผ้าสีฉูดฉาด พวกกุลีรถไฟใส่เสื้อกั๊กสีแดงเดินรี่เข้ามาเมื่อเห็นเราลากกระเป๋าเดินทางโดยไม่สนใจว่าเจ้าของกระเป๋าสนใจที่จะใช้บริการหรือไม่

โชคดีที่ผมมีคนขับรถไปส่งด้วยหลังจากเอารถไปจอดเรียบร้อยจึงวิ่งมาส่งภาษากันจนรู้เรื่องและยอมให้กุลีขนกระเป๋าของพวกเราทั้งหมดซึ่งก็มี 4 ใบ  กุลีใช้ความชำนาญเฉพาะตัวเหวี่ยงกระเป๋าขึ้นไปทูนบนศรีษะทีละใบราวกับนักแสดงในโรงละครสัตว์ ก่อนที่จะเดินตัวปลิวหายไปในชานชลาโดยมีคนขับรถของผมรีบเดินตามกุลีไปติดๆ ส่วนผมนั้นไปไหนไม่ได้ เพราะต้องรอคณะผู้สูงอายุ 3 คน ซึ่งต้องค่อยๆ เดินกระย่องกระแย่งไปอย่างช้าๆ

การเดินหาชานชลาที่สถานีรถไฟอินเดียลำบากพอดู เพราะสถานีใหญ่มาก เมื่อหาชานชลาได้แล้วต้องตรวจดูรายชื่อที่จะติดไว้ที่บอร์ดก่อนจึงจะขึ้นบนรถไฟได้เพราะต้องมีชื่อเราอยู่ในรายชื่อเท่านั้นจึงจะได้ขึ้นรถไฟแน่นอน ผมจึงต้องเสียเวลายืนเบียดกับแขกหารายชื่อของผมและคณะเสียตั้งนาน จนพบชื่อและหมายเลขที่นั่งที่ตรงกับที่ปรากฏบนตั๋วที่จองเอาไว้ล่วงหน้า

                ระหว่างที่ยืนรอรถไฟเข้าเทียบชานชลา ก็ยืนดูวิถีชีวิตคนอินเดียในสถานนีรถไฟไปด้วย  ต้องบอกว่ามีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกที่เห็นคนมีวิถีชีวิตแบบที่แตกต่างไปจากบ้านเรามาก 

ที่สะดุดสายตาคือผิวของคนอินเดียที่เห็นในสถานีรถไฟส่วนใหญ่ดำสนิท  มีผ้าคลุมศรีษะใส่เสื้อผ้าหรือส่าหรีที่มีสีเข้มไม่สดใส แต่กลับมีโทนสีหม่น ที่มีโทนสีสดใสน่าดูก็มีแต่น้อย ผมสังเกตุว่าในคนระดับล่างส่วนใหญ่จะใช้เสื้อผ้าโทนสีที่หม่น แต่ถ้าเป็นคนระดับกลางและระดับบนหรือคนรุ่นใหม่จะใช้ส่าหรีโทนสีสดใส คงเป็นการแบ่งชั้นวรรณะที่เป้นไปตามธรรมชาติ กระมั้ง ดูวิถีชิวิตชีวิตคนอินเดียเพลินๆ รถไฟเข้าเทียบชานชลาพอดี เราจึงพากันขึ้นไปนั่งบนรถ เป็นรถขบวนตู้นอนชั้นสองติดแอร์ ที่มีสภาพภายในพอใช้ได้ ซึ่งจะเป็นที่นอนของเราในคืนนี้ก่อนที่จะเดินทางถึงคยาในรุ่งเช้าวันถัดไป

………………..

 

(ติดตามตอนต่อไป)