ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคมทุกปีจะเป็นช่วงที่อินเดียมีอากาศเย็นสบาย จึงเป็นช่วงเวลาที่จะมีผู้แสวงบุญชาวไทยไปสักการะสังเวชนียสถานกันจำนวนมาก
หลังจากที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่าง 26 ตค. ถึง 6 พย. ปี 2550 ที่พุทธคยาแล้วนั้น ผมได้เรียบเรียงบันทึกเรื่อง "นักการทูตไทยในแดนธรรม" (นะมัสการขอบพระคุณพระมหาอ้าย แห่ง ม.เดลี ที่กรุณาตั้งชื่อเรื่องให้) ย่อลงมาจนเหลือประมาณ 6 ตอน ในเบื้องต้นกะว่าจะพิมพ์เผยแพร่ที่เมืองไทยแต่เนื่องจากไม่สะดวกหลายประการเพราะตัวผมอยุ่ที่อินเดีย จึงขอนำเรื่องราวดังกล่าวมาลง ณ G2K บล๊อคกัลยาณมิตรที่ผมใช้อยู่ด้วยความประทับใจ ทั้งนี้ในอนาคตคงจะได้พิมพ์เผยแพร่ต่อไป
หวังเพียงว่าข้อเขียนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้แสวงบุญชาวไทยและผู้สนใจทุกท่านที่จะเดินทางไปอินเดียในอนาคต
เริ่มตอนที่ 1 ครับ
นักการทูตไทยในแดนธรรม
โดย พลเดช วรฉัตร
ตอนที่ 1
เรื่องนี้เริ่มขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2550 บ่ายวันหนึ่ง ณ บ้านพักส่วนตัวแถวย่านบางแค ท่ามกลางบรรยากาศยามเที่ยงวันที่อบอ้าวและร้อนระอุของกรุงเทพฯ
ข้อความจากประกาศชิ้นหนึ่งที่ผมพิมพ์ออกมาจากอินเตอร์เน็ต ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไป
“สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ เจริญรอยบาทตามพระศาสดา ณ วัดไทยพุทธคยา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และพุทธสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 10 ตุลาคม 2550 โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจจำนวน 80 คน (first come first serve)….
ประกาศข้อความข้างบนนี้ ตามปรกติ อ่านแล้ว คงทำให้ผมเพียงรู้สึกว่า เป็นโครงการที่ดี ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมและกระชับความสัมพันธ์ในลักษณะทวิภาคีแบบนี้ ผมอ่านรับทราบแล้วก็จบกันไป ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับผมเลย
แต่ประกาศที่บอกว่าไม่เกี่ยวกับผมนั้น ก็เริ่มจะเกี่ยวเพราะต่อมาในเมื่อเดือนพฤษภาคม ผมก็ได้รับคำสั่งให้โยกย้ายไปประจำการที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย
ดังนั้น แทนที่จะอ่านประกาศแล้วก็ผ่านเลยไป ก็กลายเป็นว่าผมต้องอ่านซ้ำอีกครั้งและเกิดความคิดที่แปลกใหม่และท้าทายชีวิตยิ่ง ก็คือ การเข้าร่วมบวชเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาที่พุทธคยา......ด้วย
เสียงเพลงแขกดังแว่วเข้ามาทางประสาทหู ...............เฮ ฮัดชา นาราย นาราย ..........
เสียงเพลงแขกค่อยๆ แผ่วเสียง เลือนหายไปแล้ว เหลือแต่ภาพพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ภาพที่คนไทยเราคุ้นและจำได้ติดตาทุกคน
ทำไมต้องพุทธคยา
คงต้องยอมรับกันว่า คนไทยที่สนใจจะไปอินเดียมีไม่มากเลย ส่วนใหญจะเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมและมีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า เท่านั้นจึงอยากจะไปสักการะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล สักครั้งหนึ่งในชีวิต
ถ้าถามคนไทยสัก 100 คน ว่าอินเดียน่าไปไหม มากกว่าห้าสิบเปอร์เซนต์คงบอกว่า ไม่น่าไป แถมบางคนบอกว่าให้ไปฟรีก็ไม่ไปเพราะกลัวความสกปรกกลัวขอทาน กลัวแขก ฯลฯ
แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้คิดถึงหรือสนใจประเทศอินเดียมาก่อนเลยทั้งที่รากวัฒนธรรมไทยนั้นมาจากอินเดียมากมาย
คนรุ่นปัจจุบันไม่ได้รู้สึกถึงสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงจากอินเดียเท่าใดนัก ทั้งที่ไทยเรานับถือพระพุทธเจ้าส่วนใหญ่อาจเห็นว่าก็เรารับมาจากอินเดียนานแล้วจนมองไม่เห็นประเทศต้นกำเนิด นานจนพอที่จะทำให้ภาพของพระพุทธเจ้ามีรูปร่างและหน้าตาเป็นไทย เพราะพระพุทธรูปที่สร้างกันในสมัยต่างๆ นั้นก็เป็นศิลปะแบบไทยๆ ไปซะหมด
เอาเป็นว่า พอรู้ตัวว่าจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่อินเดีย ผมก็เริ่มวางแผนหาข้อมูลให้มากที่สุด แล้วก็พบว่าประเทศอินเดียนี้ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมของโลก ไม่ใช่เฉพาะของพุทธเท่านั้น แต่ของอีกหลายศาสนา ทั้งฮินดู อิสลาม คริสต์และเจน
อินเดียเป็นประเทศที่ไม่ธรรมดาเลยโดยเฉพาะสำหรับชาวพุทธ ถือว่าเป็นประเทศที่สำคัญมาก.....มากจน ฉงนในใจว่า เอ เราลืมประเทศที่สำคัญนี้ไปได้อย่างไร
พุทธคยา กับพระศรีมหาโพธิ์
พุทธคยาที่ผมจะได้ไปบวชนั้น มีความสำคัญต่อชาวพุทธทั่วโลกเพราะเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อกว่า 2500 ปีมาแล้ว
ฉากพระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นโพธิ์ ต่อสู้กับพญามารเป็นภาพที่ชาวพุทธทุกคนจำได้ดี
ไม่ว่าจะมาจากภาพวาดหรือภาพยนตร์ก็ตาม มาจากที่พุทธคยานี้เอง เป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา ต้นที่ผมกำลังจะได้ไปบวชนี้ มีการค้นพบเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ โดยนายทหารอังกฤษที่ชื่อว่าเซอร์ อเล็กซ์ซานเดอร์ คันนิ่งแฮมส์ทำให้ศาสนาพุทธในอินเดียกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง
แล้วจะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร อยู่ดีๆ ชะตาชีวิตก็กำหนดให้ได้ไปบวชที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ที่พระพุทธองค์ทรงประทับจริงๆ อย่ากระนั้นเลย มาอ่านประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ์ก่อนที่จะได้ไปเห็นต้นจริงๆ กันดีกว่า
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตั้งอยู่ด้านหลังของพระวิหารเจดีย์พุทธคยา มีแท่นวัชรอาสน์หรือรัตนบังลังก์ คั่นอยู่ระหว่างกลาง เป็นต้นโพธิ์ที่มีลำต้นขนาดใหญ่ 3 คนโอบ สูงประมาณ 80 ฟิต ในปัจจุบันมีกำแพงกั้นล้อมรอบต้น ซึ่งรัฐบาลอินเดียได้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2503
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เราเห็นกันปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว ตามประวัติที่ปรากฏ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 1 เป็นต้นที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ภายใต้ร่มอัสสัตถพฤกษ์ (พระศรีมหาโพธิ์) ในวันเพ็ญวิสาขะบูชา เมื่อมีอายุได้ประมาณ 352 ปี ก็มาถูกพระมเหสีองค์ที่ 4 ของพระเจ้าอโศกมหาราช ใช้ให้นางสนมกำนัล เอายาพิษและน้ำร้อนใส่ภาชนะไปรดที่โคนต้นด้วยจิตริษยา จนต้นแห้งเหี่ยวตายต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราชทราบจึงทรงหลั่งน้ำนมวัวรดที่โคนต้นพร้อมทั้งตั้งจิตอธิษฐาน หมอบพระวรกายลงแทบพื้นพสุธาอยู่ ณ โคนต้น เพียงไม่กี่วัน ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่แห้งเหี่ยวตายไปนานแล้ว กลับมีหน่อน้อยงอกขึ้นที่โคนต้น หน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์รุ่นที่ 2 ได้เจริญเติบโตสืบต่อมาจนถึง ค.ศ. 600-620 ก็ถูกโค่นทำลายลงโดยกษัตริย์ชาวฮินดู พระนามว่า พระเจ้าสาสังกา ผู้ประกาศเป็นอิสระและไม่ประสงค์จะเป็นเมืองขึ้นต่อพระเจ้ามคธ เมื่อพระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์มคธ เสด็จยกทัพเข้ายึดดินแดนแห่งพุทธคยากลับคืนมาได้ และได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกทำลายลงย่อยยับ พระองค์ทรงตั้งจิตอธิษฐานแล้วรดน้ำนมวัวลงตรงบริเวณหลุมต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้วยสัจจะวาจากิริยาธิษฐานของพระองค์ หน่อที่ 3 ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็เริ่มงอกงาม
สำหรับต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3 นี้ได้เจริญงอกงามมาจนถึงปี พ.ศ. 2421 ในปีนั้น เซอร์คันนิ่งแฮม นายทหารและนักโบราณคดีชาวอังกฤษ ซึ่งได้เดินทางไปพุทธคยา เป็นครั้งที่ 3 พบต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกลมพายุโค่นล้มตายลงไปทางทิศตะวันตกของพระมหาวิหาร จึงได้นำหน่อที่พบบริเวณต้นเดิมมาปลูกเป็นรุ่นที่ 4 จนมาถึงปัจจุบันนี้
เชื่อกันว่าพุทธคยานั้นมีความสำคัญมาก พระพุทธเจ้าในอดีตก็ไปตรัสรู้ที่พุทธคยา ใต้ต้นโพธ์ต้นนี้ และบริเวณต้นศรีมหาโพธิ์นั้นก็มีความศักดิ์สิทธิ์และมีปล่องพลังอยู่มาก นักบวชทั้งหลายจึงปรารถนาจะได้ไปนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ณ บริเวณนั้น
นักบวชพ่อลูก
การคิดจะไปบวชที่อินเดียเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลก็ถือว่าเป็นความพิเศษกับชีวิตผมแล้ว แต่ความบังเอิญที่พิเศษยิ่งไปกว่าสำหรับกรณีของผมก็ตรงที่ว่า คุณพ่อซึ่งมีอายุถึง 79 ปีแล้ว ได้ตกลงใจที่จะร่วมบวชด้วย ส่วนคุณแม่พอรู้ว่าคุณพ่อจะไปบวชด้วย ก็ ตัดสินใจจะไปชื่นชมชายผ้าเหลืองทั้งของสามีและลูกชายด้วย สมกับที่เป็นคู่ชีวิตกันจริงๆจึงกลายเป็นว่างานนี้ นอกจากผมซึ่งอายุมากกว่า 50 แล้ว ก็ยังมีทั้งคุณพ่อ อายุ 79 ปีร่วมบวชด้วยและมีคุณแม่ อายุ 78 ปีร่วมเดินทางไปอินเดียและตามคณะบวชไปด้วย เท่านี้ยังไม่พอ เพื่อนของคุณแม่ซึ่งก็อายุเท่าๆ กัน ก็ได้เกิดความศรัทธาตัดสินใจจะร่วมคณะไปแสวงบุญด้วย ดังนั้น คณะทัวร์ธรรมของผมจึงมีอายุรวมกันถึง 235 ปี
ผจญภัยรถไฟอินเดีย
ในที่สุดกำหนดวันเดินทางไปเข้าโครงการอุปสมบทก็มาถึง เป็นวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2550 ผมพาคณะผู้สูงอายุไปยังสถานีรถไฟเดลีเพื่อนั่งรถไฟขบวนที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดของอินเดียคือ “ราชธานี” เดินทางไปยังเมืองคยา ในรัฐพิหาร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดการเดินทางรถไฟอินเดียครั้งแรกนี้ ต้องบอกว่าตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยสัมผัสกับรถไฟอินเดียมาก่อนเลย ได้ยินแต่เรื่องราวที่ล้วนบ่งบอกว่าต้องเสี่ยงภัยอยู่พอสมควร
ณ บัดนี้ผมและคณะได้มายืนอยู่ที่สถานีรถไฟเดลีที่เก่าแก่และคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่แออัดและแน่นขนัด มองไปทางไหนก็เห็นแค่ผู้คนผิวดำๆอยู่ในเครื่องแต่งกายที่ผ้าสีฉูดฉาด พวกกุลีรถไฟใส่เสื้อกั๊กสีแดงเดินรี่เข้ามาเมื่อเห็นเราลากกระเป๋าเดินทางโดยไม่สนใจว่าเจ้าของกระเป๋าสนใจที่จะใช้บริการหรือไม่
โชคดีที่ผมมีคนขับรถไปส่งด้วยหลังจากเอารถไปจอดเรียบร้อยจึงวิ่งมาส่งภาษากันจนรู้เรื่องและยอมให้กุลีขนกระเป๋าของพวกเราทั้งหมดซึ่งก็มี 4 ใบ กุลีใช้ความชำนาญเฉพาะตัวเหวี่ยงกระเป๋าขึ้นไปทูนบนศรีษะทีละใบราวกับนักแสดงในโรงละครสัตว์ ก่อนที่จะเดินตัวปลิวหายไปในชานชลาโดยมีคนขับรถของผมรีบเดินตามกุลีไปติดๆ ส่วนผมนั้นไปไหนไม่ได้ เพราะต้องรอคณะผู้สูงอายุ 3 คน ซึ่งต้องค่อยๆ เดินกระย่องกระแย่งไปอย่างช้าๆ
การเดินหาชานชลาที่สถานีรถไฟอินเดียลำบากพอดู เพราะสถานีใหญ่มาก เมื่อหาชานชลาได้แล้วต้องตรวจดูรายชื่อที่จะติดไว้ที่บอร์ดก่อนจึงจะขึ้นบนรถไฟได้เพราะต้องมีชื่อเราอยู่ในรายชื่อเท่านั้นจึงจะได้ขึ้นรถไฟแน่นอน ผมจึงต้องเสียเวลายืนเบียดกับแขกหารายชื่อของผมและคณะเสียตั้งนาน จนพบชื่อและหมายเลขที่นั่งที่ตรงกับที่ปรากฏบนตั๋วที่จองเอาไว้ล่วงหน้า
ระหว่างที่ยืนรอรถไฟเข้าเทียบชานชลา ก็ยืนดูวิถีชีวิตคนอินเดียในสถานนีรถไฟไปด้วย ต้องบอกว่ามีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกที่เห็นคนมีวิถีชีวิตแบบที่แตกต่างไปจากบ้านเรามาก
ที่สะดุดสายตาคือผิวของคนอินเดียที่เห็นในสถานีรถไฟส่วนใหญ่ดำสนิท มีผ้าคลุมศรีษะใส่เสื้อผ้าหรือส่าหรีที่มีสีเข้มไม่สดใส แต่กลับมีโทนสีหม่น ที่มีโทนสีสดใสน่าดูก็มีแต่น้อย ผมสังเกตุว่าในคนระดับล่างส่วนใหญ่จะใช้เสื้อผ้าโทนสีที่หม่น แต่ถ้าเป็นคนระดับกลางและระดับบนหรือคนรุ่นใหม่จะใช้ส่าหรีโทนสีสดใส คงเป็นการแบ่งชั้นวรรณะที่เป้นไปตามธรรมชาติ กระมั้ง ดูวิถีชิวิตชีวิตคนอินเดียเพลินๆ รถไฟเข้าเทียบชานชลาพอดี เราจึงพากันขึ้นไปนั่งบนรถ เป็นรถขบวนตู้นอนชั้นสองติดแอร์ ที่มีสภาพภายในพอใช้ได้ ซึ่งจะเป็นที่นอนของเราในคืนนี้ก่อนที่จะเดินทางถึงคยาในรุ่งเช้าวันถัดไป
………………..
(ติดตามตอนต่อไป)
นมัสเต้ค่ะ
การได้ทบทวนบุญ ทำให้ใจปิติ
และบุญก็เกิดต่อเนื่องในใจเราอีกครั้ง
มาร่วมอนุโมทนาบุญกับพระภิกษุพ่อลูกคนสำคัญ
ที่ไม่ว่าจะไปเมืองไหน ก็มีแต่คนกล่าวถึงพระภิกษุพ่อลูกให้ฟังค่ะ
โยคีน้อย ตันติราพันธ์
กลับมาจากงานเลี้ยงก็มาเขียนเรื่องธรรมะต่อ และตอบโพสต์ต่างๆ
ช่วงเดือนตุลาคมคือเดือนที่จะมีกฐิน รวมทั้งที่วัดไทยในอินเดียด้วย โดยจะมีทั้งกฐินพระราชทานทั้งที่วัดไทยพุทธคยาและวัดไทยกุสินารา และกฐินธรรมดาของพุทธศาสนิกชน
การย้อนอดีตเพื่อบันทึกบุญเอาไว้ให้รุ่นลูกหลานได้อ่านกันต่อไป
สำหรับตัวเอง ยังกำหนด "อันความตาย หมายไม่ได้ว่าเมื่อไหร่" เสมอจ๊ะ
เจริญสุขจ๊ะ
ปล. ได้สนทนากับวุฒิสมาชิกซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการสาธารณสุขด้วย เรียนท่านเรื่องโครงการอาสาสมัครที่กุสินารา ท่านสนใจมาก รวมทั้งโครงการแลกเปลี่ยนฝึกงานระหว่างโรงพยาบาลไทยกับอินเดีย
อนาคตขึ้นอยู่กับธรรมะจัดสรรจริงๆ
เพียงชั่วข้ามคืน ผมก็ได้กลับสู่แผ่นดินเกิดในเมืองไทย หลังจากได้ลัดฟ้ามาเยี่ยมเยือนเดลี อัครา และชยปุร์ ในช่วงวันเสาร์-พุธ 19-23 ที่ผ่านมา เสียดายที่หลังจากได้คุยกับท่านอัครราชทูตพลเดช กลับไปโรงแรมไม่สามารถเข้าโลกไซเบอร์ได้เพราะไวไฟขัดข้อง นี่เวลาเที่ยงของวันพฤหัสที่ 24 กันยายน 2551 ผมมานั่งรอประชุมอยู่ที่ห้องรับรองของวุฒิสภา เปิดหาและทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับอินเดีย แล้วก็เลยวกเข้ามาที่บลอกแห่งนี้ พบว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะทำความเข้าใจในสาระที่ท่านได้ไปพบและวิเคราะห์-สังเคราะห์ไว้แล้ว เอาเป็นว่าจะทำตัวเป็นนักเรียนน้อยที่ขอศึกษาจากท่านผู้รู้ต่อไปนะครับ
นับเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ผมเลือกไม่ผิดในการมาศึกษาข้อมูลเพื่อนำมาสรุปในกรรมาธิการที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ซึ่งมีภาระกิจที่ตรงๆไปตามชื่อ คือ(ทุกฝ่าย)ทำอย่างไรจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเมืองของประเทศไทย ที่เราวนเวียนซ้ำซากอยู่ในวงจรร้าย ปฏิวัติ-เลือกตั้ง-ตั้งรัฐบาล-คอรัปชั่น-การเมืองวุ่นวาย-ปฏิวัติฯลฯ วนเวียนอยู่เช่นนี้
ก่อนมาอินเดียก็มีทัศนคติแบบหนึ่ง ไม่มีข้อมูลมากนัก แต่ก็ไม่คิดว่าส่วนที่เป็นพื้นฐานต่ำสุดของชุมชนสังคมคนอินเดียจะยังคงมีร่องรอยของยุคบรรพกาลอยู่กระจายทั่วประเทศ แม้แต่ในเมืองกรุงเมืองหลวงของประเทศก็ตาม วันแรกที่ไปเห็น ผมยังรำพึงกับตัวเองว่า นี่เป็นนรกในสวรรค์ หรือสวรรค์ในนรก กันแน่....นี่เองกระมัง ที่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงขบคิดจนนำไปสู่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้ประทานไว้เป็นมรดกแก่ชาวพุทธในพื้นที่ด้านตะวันออกที่กว้างใหญ่เลยออกมาจากเมืองอินเดียในขณะที่แหล่งถือกำเนิดกลับถูกครอบงำไปด้วยศาสนาอื่นไปเสียแล้ว
เพียงสามวันกับการเดินทางสามทอดวนเป็นสามเหลี่ยม เดลี-อัคร อัครา-ชยปุร์ และชยปุร์-เดลี พร้อมกับคณะสมาชิกวุฒิสภาเกือบสิบท่าน ทำให้ได้ข้อมูลที่น่าจะพอเพียงแก่การกลับมาสรุปนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯ แต่สำหรับผม มันกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นหาคำตอบต่อๆไปที่ยังไม่สุดสิ้น แม้จะตระหนักอยู่ในวัฏฏะสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด ความเชื่อ ความศรัทธา ความยึดมั่นถือมั่น และเป้าหมายชีวิตแห่งการเกิดและการเติบโตของมนุษย์แต่ละคน แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ผู้คนที่ผมพบเห็นในแต่ละวัน แต่ละสถานที่ นั้น เขามาจากไหน เขากำลังทำอะไร เขาทำเพื่อใคร แลเขาจะไปไหนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นชาวแคชเมียร์ที่ผลิตผ้าพันคอผืนเล็กๆบางๆผืนละแสนสองแสนบาท หรือพรมทอมือผืนงานราคาเหยียบล้าน หรือขอทานสองแม่ลูกในเมืองเดลีที่เดินขอเงินครั้งละสิบรูปี วัยรุ่นที่เดินเข้าออกร้านแมคโดนัลตรงย่านการค้าสำคัญของเมือง
เช่นเดียวกับที่ผมยังไม่ได้คำตอบชัดนักว่า คนเหล่านี้ มีส่วนร่วมทางการเมืองของประเทศมากน้อยแค่ไหน อย่างไร นอกเหนือไปจากการจำตราสัญญลักษณ์พรรคการเมือง แล้วไปกดปุ่มในวันเลือกตั้งแค่นี้หรือเปล่า เขามีการทำประชาคมกันหรือไม่ อย่างไร เขาติดตามการทำงานของผู้แทนของเขาทั้งในโลกสภาและในราชยสภาหรือไม่ แล้วมิวเซียมของรัฐสภาอินเดียคิดอย่างไร จึงได้อ้างว่าประชาคมชาวอินเดียตั้งแต่ครั้งพุทธกาลก็มีการคิดและตัดสินใจร่วมกัน โดยนำภาพของการทำสังฆกรรมของพระสงฆ์(ที่พวกเรายังเห็นกันอยู่ทุกวันในนี้ในการบวชพระ)มาเป็นหลักฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชน????ทั้งๆที่ปัจจุบัน คนอินเดียมีการนับถือพระพุทธศาสนาไม่ถึงร้อยละสาม
พอดีจะต้องเข้าประชุมช่วงบ่ายโมงครึ่งและต้องไปเตรียมตัวครับ เลยขอคุยมาแค่นี้ก่อน ท่านอท.(ขออนุญาตใช้ตัวย่อนะครับไม่ทราบถูกหรือไม่)คงจะได้รับผมไว้เข้าร่วมวงสนทนากันต่อเนื่องไปอีกเรื่อยๆนะครับ
ขอบพระคุณในการต้อนรับที่อบอุ่น และการสนทนาที่มีความหมายยิ่งนะครับ
ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย
ปล. คงยังไม่สายเกินไปที่จะขอร่วมอนุโมทนาบุญย้อนหลัง การบรรพชาของท่านและคุณพ่อท่าน นับเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ที่ท่านทั้งสองได้ร่วมกันบำเพ็ญ ขอร่วมซึ้งใจ-ในอานิสงส์ครั้งนั้นครับ
อนุศักดิ์
เรียนท่านวุฒิสมาชิกที่เคารพครับ
เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับที่ได้ต้อนรับท่านและคณะ รวมทั้งได้สนทนากันทำให้ได้รับความรู้ที่น่าสนใจหลายประการ
เป็นคณะวุฒิสมาชิกที่ผมคิดว่ามีความสามารถสูง สนใจเรื่องการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มาก ทำให้เกิดประโยชน์อย่างน่าชื่นชมครับ
อินเดียตามที่ท่านเห็นเป็นนรกกับสวรรค์ที่อยู่ในที่เดียวกันจริงๆ ครับ แต่ก็มีความหมายลึกซึ้งและมีความสำคัญยิ่งสำหรับจิตวิญญาน สำหรับผู้ที่มองเห็น มองทะลุเห็นจากทั้งสองสิ่งว่าเป็นธรรมะธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไป แม้ในประเทศที่พัฒนาและเจริญแล้ว
ผมดีใจที่ท่านให้ความสนใจอินเดีย อย่างจริงจังทั้งในแง่ของวิชาการและวิถีชีวิต และทราบได้ทันทีที่สนทนากันว่าท่านเป็นผู้ที่แสวงหาหาความรู้จริงและความจริงเสมอ รวมทั้งเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีด้วย
อินเดียยังเป็นแหล่งที่ผู้คนจะไปแสวงหาคำตอบของชีวิตครับ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่พันปี สิ่งนี้ก็ยังคงมีอยู่ เช่นที่เมืองพาราณสีที่ผมเรียนท่าน เมื่อ 3000 ปี เป็นอย่างไร ก็ยังเป็นเช่นนั้นในปัจจุบัน ซึ่งผมได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองมาแล้ว การตามร่องรอยพระพุทธองค์จึงยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายครับ (ซึ่งจะได้ทะยอยนำลงในบันทึกนี้ต่อไปครับ)
หวังว่าท่านและคณะวุฒิสมาชิกจะมีโอกาสไปสังเวชนียสถานในโอกาสหน้านะครับ
คำถามที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญครับ ผมได้เรียนท่านว่าอินเดียเป็นโรงละครโรงใหญ่ เป็นห้องเรียนปริญญาสูงกว่าปริญญาเอกที่ดีที่สุดในโลก ที่ทำให้คนเกิดสติเกิดตัวรู้เกิดคำถามที่ต้องการคำตอบ เรียกว่าเป้นตัวกระตุ้นสมองและปัญญาครับ และนี่กระมั้งที่มีส่วนทำให้คนอินเดียเป้นคนที่ช่างคิด ช่างค้นหา ช่างเจรจาซึ่งเป็นอาวุธในโลกยุคสังคมความรู้ครับ
คำตอบอยู่ที่การได้ไปเห็นไปสัมผัสของจริงครับ โดยไม่มีอคติ เป้นวิธีการเรียนรู้ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณรวมทั้งสมัยพุทธกาลครับ
ไม่น่าแปลกที่เขาว่าสังคมอินเดียมีการคิดและการตัดสินใจร่วมกันในรูแบบประชาคมหหรือแบบสังฆกรรม(ตามแบบพุทธ) จากที่ผมได้อ่านมา อินเดียมีหมู่บ้านมากกว่า 5 แสนหมู่บ้าน ถ้าท่านลองคูด้วย 2000 ก็จะเป็นประมาณ พันล้านพอดีครับ
หมุ่บ้านเป็นหน่วยของสังคมที่น่าสนใจ วิถีชีวิตของคนอินเดียมีโครงสร้างสำคัญมาจากหมู่บ้านมาก ผู้นำครอบครัว(บิดา) ผู้นำชุมชน(พราหมณ์) ผู้นำหมู่บ้าน (ผู้มีความรู้)คือคนที่มีบทบาทและน่าคิดต่อไปว่าการสังฆกรรมที่ว่าคงมาวัฒนธรรมดั่งเดิมด้วยเหมือนกัน
ควาจริงผมว่าวัดของไทยในสมัยก่อนก็เป็นลักษณะเดียวกันครับคือเป็นศูนย์กลางของชุมชนหรือหมู่บ้านนั้น วันพระก็จะไปรวมตัวกันที่วัด สนทนาได้ทุกเรื่อง
น่าเสียดายที่ในเมืองไทยบทบาทของวัดเปลี่ยนไป แต่ที่อินเดียบทบาทของหมู่บ้านยังคงเข้มแข็งครับ
(เกรงว่าจะยาวเกินไป....เดี๋ยวต่อครับ)
ท่านวุฒิสมาชิกที่เคารพครับ
กราบขอบพระคุณในอนุโมทนาจิตย้อนหลังครับ
ของกุศลผลบุญที่ข้าพเจ้าและคุณพ่อ(พระเดชะพละโพธิและพระวรโพธิ)ได้ทำมาแล้ว จากการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เป็นเวลา 10 วัน ในดินแดนพุทธภูมิ ได้ไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ได้ปฏิบัติธรรมและปฏิบัติกิจของสงฆ์ทุกวันตั้งแต่เวลา 04.00 ถึง ประมาณ 22.00 น
ขอมอบบุญกุศลทั้งหมดนั้นให้กับท่านวุฒิสมาชิกท่าน ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัยและครอบครัวและกัลยาณมิตรทุกท่านครับ
ขอให้ท่านเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมและได้บรรลุ มรรคผลนิพพานในเร็ววันครับ
ด้วยความเคารพครับ
ปล. เรียกผมว่า อท.ถูกต้องแล้วครับ
เรียนท่านวุฒิสมาชิกที่เคารพครับ
มาต่อครับ
พูดถึงเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ผมคิดว่าส่วนหนึ่งต้องดูพัฒนาการสื่อของอินเดียครับ วงการสื่อสารมวลชน สิ่อสิ่งพิมพ์ของอินเดียมีขนาดใหญ่โตมากมาก ใหญ่มากกว่าสหรัฐฯ ครับ แม้ในรัฐที่ยากจน เราก็จะเห็นสื่อสิ่งพิมพ์แพร่ไปถึงทุกที นอกจากนั้นสื่อโทรทัศน์และวิทยุมีบทบาทมากครับ มีมากมายหลายภาษาท้องถิ่น
ที่สำคัญที่ผมเห็นว่าดีก็คือโทรทัศน์ที่อินเดียจะมีสื่อที่เป็นภาษาอังกฤษตลิด 24 ชม.ควบคู่กันไปกับภาษาท้องถิ่น เช่น BBC มี BBC อินเดียด้วยครับ
หนังสือประเภทต่างๆ ก็เป็นสื่ออีกชนิดหนึ่งที่แพร่หลายในอินเดียเพราะพิมพ์เพื่อจำหน่ายในอินเดียโดยเฉพาะ มุ่งให้คนรายได้น้อยได้มีโอกาสอ่านด้วย ความรู้ต่างๆ จึงลงไปถึงคนอินเดียทั่วประเทศโดยง่ายครับ
เท่าที่ผมคุยกับคนอินเดียในระดับต่างๆ พบว่าในครอบครัว ผู้นำหรือหัวหน้าครอบครัวยังเป้นใหญ่ครับและหัวหน้าครอบครัวนี้เองที่จะเป็นศูนย์กลางในการพูดคุยสนทนากันในเรื่องบ้านเมือง
ครอบครัวอินเดียเป็นครองครัวที่ใหญ่ อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน มีเทศกาลของฮินดูหลายวาระที่ทำให้ครอบครัวใกล้ชิดแน่นแฟ้นกันมากขึ้น
ถ้าจะให้คาดการณ์ก็คือคนอินเดียเชื่อในตัวผู้นำครับ ไม่ว่าจะในครอบครัว ในชุมชน ในหมุ่บ้าน แต่ด้วยความที่คนอินเดียช่างเจรจา ทำให้น่าจะมีการรวมหัวกันคิดได้ดีกว่าสังคมอื่น ที่วัฒนธรรมไม่เอื้อให้มีการแสดงความเห็นกันครับ
การโต้เถียงกัน แบบปุจฉา วิสัชชนาจึงเป็นเรื่องปรกติของสังคมอินเดียครับซึ่งก็มีมาแต่สมัยพุทธกาลแล้วครับ
ท่านวุฒิสมาชิกไปอินเดียคราวนี้คงได้เรียนรู้วิธีเจรจาผ่านทางการซื้อของนะครับ
การขายของเป็นศิลปะเป็นปรัชญาที่คนอินเดียมีเอกลักษณ์ครับ เป็นโจทย์ที่ผู้ขายตั้งเอาไว้แล้ว คนซื้อก็เป้นคนที่จะเข้ามาเล่นในเกมนี้ เขาบอกว่าตัดสินภูมิปัญญากันจากการซื้อขาย ต่อรองราคานี่ละ ถ้าบอก 100 ต่อ 80 ถือว่าคนขายชนะแน่ แต่ถ้าต่อเหลือ 20 นี่ถือว่าคู่ปรับที่จะต้องสู้กันต่อไป..อีกหลายยก
ทำให้ผมนึกถึงสมัยพุทธกาลที่คนจะตั้งคำถามปรัชญาแล้วหากใครตอบได้ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นปราชญ์ เป็นผู้ชนะ วิธีนี้ก็ยังใช้มาแม้ในทุกวันนี้ครับ
ครูอินเดียในรัฐที่ยากจนคนหนึ่งที่กลายเป้นครูตัวอย่างได้ให้คติที่น่าสนใจครับ
เขาบอกว่าเขาไม่ได้สอนให้เด็ดตอบคำถามได้ถูก แต่สอนให้เด็กรู้จักตั้งคำถามที่ถูก...น่าสนใจนะครับ
ผมยินดีครับที่ท่านวุฒิสมาชิกจะเข้ามาร่วมสนทนากันใน G2K แห่งนี้ ซึ่งในความเป้นจริงท่านก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกและเปิดบล๊อคได้ น่าจะมีคนสนใจมากแน่นอนครับ
และจะเป็นการเผื่อแผ่ความรู้ที่ดีมากครับ
ผมจะใช้เวลาว่างหรือเลิกงานแล้วจนถึงดึกมาก ทำงานอดิเรกนี้ครับ
หวังว่าจะได้สนทนากับท่านอีกนะครับ
ด้วยความเคารพครับ
เรียนท่านอท.พลเดชตรับ
บ่ายวันนี้ผมเข้าประชุมกรรมาธิการวิสามัญรัฐสภา(สส,สว,ขรกและผู้ทรงคุณวุฒิ)เพื่อพิจารณาข้อมูลและสรุปเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา 190 ในการที่รัฐบาลจะไปลงนามให้สัตยาบันในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียนกับญี่ปุ่น(เอเจเซป)ที่ต้องพูดถึงตรงนี้เพราะนับเป็นวาระแรกของรัฐสภาไทยที่มีการตั้งกรรมาธิการร่วมสส.สว.แบบนี้ แม้แต่ท่านอาจารย์ดร.ไตรรงค์ก็ยังออกปากว่าเป็นการทำงานร่วมกันที่น่าชื่นชม สมควรจะได้กล่าวไว้เป็นตัวอย่างในการทำงานร่วมกันต่อไปของทั้งสองสภา และได้ผลสรุปในการประชุมครั้งสุดท้ายวันนี้ ว่าประเทศไทยเราน่าจะได้รับประโยชน์ตามทฤษฎีเปิดเสรีทางการค้า หากรัฐบาลและกลไกของรัฐจะได้เตรียมการศึกษาวางแผนร่วมกับคลัสเตอร์ผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆอย่างต่อเนื่องเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะต้องดูแลผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างรอบคอบและแสวงหาความได้เปรียบเชิงการแข่งขันได้ต่อไป
พูดถึงเรื่องนั้นแล้วดูจะเป็นเรื่องทางโลกสุดๆเลยนะครับ
ส่วนที่ท่านได้บรรยายมาภายหลังอีกส่วนหนึ่งนั้น พรุ่งนี้กลางวันผมคงจะได้ขอเก็บความน่าสนใจออกมาไว้ในพาวเวอร์พอยนท์ที่จะนำเสนอด้วยน่ะครับ โดยเฉพาะเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนจำนวนห้าแสนหมู่บ้านเหล่านั้น
ตอนหัวค่ำผมได้เจอเพือนที่สนใจเรื่องการเลือกตั้งในอินเดีย และเขาเคยบอกยืนยันกับผมว่า ที่อินเดียไม่มีการซื้อเสียงโดยตรงในการจูงใจให้ประชาชนไปลงคะแนนเสียงเลือกตัวเขา ผมก็กลับไปเถียงเขาว่า ก็มีคนเล่าว่านักการเมืองอินเดียเองก็คงไม่ต่างจากของไทยเท่าไรมั๊งเขาบอกว่า ที่นี่เขาไม่ซื้อกันตรงๆเพราะมีมาตรการของกกต.เหมือนกัน แต่อาจมีการทำงานบริจาคหรื่อทำกิจกรรมพัฒนาอื่นๆที่ผูกใจชาวบ้านไว้ได้ อยากทราบข้อมูลส่วนนี้น่ะครับ
อีกประการหนึ่ง วันที่ผมได้ไปดูงานที่กกต.และรัฐสภา ดูเหมือนทางการอินเดียจะพยายามคุยว่าอินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยากให้ท่านอท.กรุณากรุณาแนะนำด้วยนะครับ
ขอขอบพระคุณครับ
อนุศักดิ์
เรียนท่านวุฒิสมาชิกที่เคารพครับ
เรื่องการเปิดเสรีทางการค้าไทยกับต่างประเทศนั้น ในหลักการผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีสิ่งที่ท่านได้เน้นว่าต้องดูแลผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรซึ่งผมเห็นว่าสำคัญมาก
ตรงนี้น่าจะเอาตรรกะของอินเดียไปใช้บ้างคือการไม่ยอมเสียเปรียบใคร เปิดเฉพาะในจุดที่เราจะได้ประโยชน์ที่สุดหรือมากกว่า
ผมมองว่าการเปิดเร็วไป มีผลกระทบไม่เพียงเศรษฐกิจแต่ต่อสังคมด้วยเพราะสินค้าหลายอย่างทำลายคุณค่าทางวัฒธรรมและศิลธรรมครับ
ผมเคยไปอยู่ที่เจนีวา ก็พบว่าสวิสก็ไม่ได้เปิดเสรีนักเลย กลับยิ่งรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของเขาและเป็นอนุรักษณ์นิยมมาก
ในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมคิดว่าโครงสร้างสังคมมีความสำคัญครับและเป็นลักษณะโดมิโน
คือหน่วยของสัมคมที่เล็กที่สุดเป้นตัวกำหนดความเป็นไปของทั้งโครงสร้าง เช่น ครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด มีความสำคัญที่สุด แต่ของไทยกลับถูกละเลยที่สุด
ในครอบครัวหนึ่งต้องมีโครงสร้างของการเรียนรู้ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศิลธรรมครับ
นั่นหมายความว่าผู้นำครอบครัวและสมาชิกต้องเป้นผู้ที่มีความรู้คู่คุณธรรมและนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป้น
ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง จะโดมิโนไปสู่สังคมโดยรวมและสามารถไปถึงระดับประเทศและโลกด้วยครับ
ตรงนี้ผมเห้นว่าอินเดียมีสังคมที่เข้มแข็ง ผู้นำคือบิดามีบทบาทมาก ถัดขึ้นมาก้คือพราหมณ์ในชุมชนมีบทบาทต่อจิตใจของคนในครอบครัวและผู้นำชุมชนก็จะเป็นตัวเล้นที่เสริมตรงนี้ไปอีกที
การกำหนดหน่วยทางสังคมจึงต้องชัดเจน ไม่ใหญ่เกินไปครับและมีองค์ประกอบของทุกส่วนครบ เช่นเมื่อครั้งที่ผมไอยุ่ที่เจนีวา พบว่าแต่ละเขตการปกครองท่องถิ่นของเขามีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่เกินไป ผังเขตถูกจัดไว้อย่างดี มีโรงเรียน มีโบสถ์ มีพิพิธภัณฑ์ มีร้านค้าโชว์ห่วย มีสวนสาธารณะ ทุกอย่างเป็นขนาดกำลังพอดี ที่ว่าในวันหยุเ คนในเขตจะสามารถไปรวมกันที่โบสถ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์กันได้
พอนึกถึงเมืองไทย พบว่าเขตใหญ่เกินไป ไมมีศูนยรวมที่เหมาะสมครับ
นี่เรื่องเดียวนะครับ
สงสัยจะยาวเกินไป เอาไว้ต่อช่วงสายๆ ครับ
ด้วยความเคารพ
เรียนท่านวุฒิสมาชิกที่เคารพ
มาต่อช่วงพักเที่ยงครับ
การมีส่วนร่วมของประชาชนของอินเดีย ผมเห็นว่ามาจากครอบครัวเป็นหน่วยเริ่มต้น บิดา ผู้นำครอบครัวมีส่วนสร้างแนวทางให้สมาชิกรวมกลุ่มกัน โดยเฉพาะในงานเทศกาลของฮินดู ที่มีหลายวาระในช่วงปี ทำให้คนในครอบครัวรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
สื่อมวชนอินเดยีที่มีการบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นนับแต่ 1991 ซึ่งอินเดียเปิดประเทศยิ่ งทำให้ประชาชนตื่นตัวและเข้าถึงข่าวสาร การบ้านการเมืองได้ดียิ่งขึ้น
ที่สำคัญอินเดียรู้จักใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศ สื่อโทรทัศนจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมีดาวเทียม ทำให้บริการโทรทัศน์มีให้ประชาชนเลือกได้มาก เท่าที่ผมอ่านมามีเครือข่ายโทรทัศน์ดาวเทียมมากกว่า 50 แห่ง ที่ให้บริการตลอดเวลา 24 ชม.
นอกจากนั้น การให้มีโทรทัศน์ช่องภาษาอังกฤษควบคู่กันไปทำให้คนอินเดียเข้าถึงความรู้ที่หลากหลายได้เร็ว
คนจึงเข้ามีส่วนร่วมในการบ้านเมืองได้ง่าย
ประมาณกันว่าใน 120 ล้านครัวเรือนในอินเดีย จะมีโทรทัศน์ดูอย่างน้อย 1 เครื่อง เป็นตัวเลขที่สูงครับ
เมื่อมีสื่อกลางที่เข้าถึงประชาชนทุกชั้นแบบนี้ ผมก็สันนิษฐานว่านักการเมืองก็ใช้สื่อที่มีนี้หาเสียงกันครับ และที่เห็นได้ชัดคือรายการทางศาสนานั้นมีมากเหลือเกินแต่ก็มีคนดูมาก
ถ้าประชาชนได้รับรู้ข่าวสาร ความเป็นไปของบ้านเมืองดี การซื้อเสียงตรงๆ คงน้อยลงทุกทีครับ
การกล่าวว่าอินเดียเป็นประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดเป็นเรื่องที่น่าคุยครับเพราะประชากรมากขนาดนี้ ยังสามารถบริหารกันได้ โดยคนรับรู้ข่าวสารได้อย่างกว้างขวางแบบนี้ก็น่าชื่นชมครับ
ผมว่าเขารู้จักใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กิดประโยชน์ครับ รวมทั้งการที่มีการบริหารแบบรัฐทำให้คล่องตัว แต่ละรัฐสามารถดำเนินการพัฒฯได้อย่างตรงความต้องการ
ผมคิดว่าไทยควรร่วมมือกับอินเดียให้มาก ในทุกทาง และทุกหน่วยงาน สนับสนุนให้ฝ่ายไทยไปอินเดียเพื่อเรียนรู้จากเขาให้มากครับ
แต่แรกสุด เราต้องเปิดใจให้กว้าง ดูสิ่งที่ดีของเขาเท่านั้นครับ
ด้วยความเคารพ
เรียน ท่านอท.พลเดชครับ
ด้วยภาระกิจที่ต้องกลับมาสะสาง หลังจากมาอินเดียหลายวัน เลยเพิ่งได้มาตอบและขอปุจฉาวิสัชนาต่อกับท่าน ก็ต้องขออภัยนะครับที่ชวนคุยดึกๆ
ท่านทราบไหมครับเดี๋ยวนี้เมืองไทยมีการเลือกตั้งแต่ละครั้งตั้งแต่รากหญ้าตามโครงสร้างมหาดไทยกลไกของนายอำเภอ ก็คือ ผู้ใหญ่บ้านกำนัน ตามมาด้วยการเมืองท้องถิ่นระดับอบต. เทศบาล และอบจ.ในแต่ละจังหวัด จนถีงการเลือกตั้งสส.สว.ในระดับจังหวัดของประเทศทุกการเลือกตั้งล้วนมีการร้องเรียนกันอยู่ดาดดื่นว่ามีการซื้อเสียง จนไม่น่าเชื่อว่าจะไม่กลับเข้าไปถอนทุนได้อย่างมั่นคงหรือ แม้แตสภาของวุฒ์เองก็อาจมีบางคนมาย้อนยุคเขวไปได้
การณ์มันเป้นไปอิสระตามใจขอบโดยไม่ต้องขัดเขินแต่อย่างใด เพราะระบบหัวคะแนนซึมลึกทุกภูมิภาค ดังนั้นจึงน่าสนใจว่าคนอินเดียซื้อได้จรือไม่? อย่างไร? ทั้งๆที่มีวรรณะที่ต่ำต้อยติดดิน และไปใช้สิทธิ์มากน้อยอย่างไร โดยเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่น ทำไมบางเทศบาลสกปรกมากมาย บ้างก็ขาดการทำนุบำรุงรักษา ที่สำคัญ ประชาธิปไตยแบบอินเดียคืออะไรบ้างครับ
ผมขอถามแค่นี้ก่อนเพราะหนังตาหย่อนเต็มแก่แล้วครับ
เรียนท่านวุฒิสมาชิกที่เคารพ
ยินดีสนทนากันครับเพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดทางความคิดและความรู้ครับและคงเป็นหลักหนึ่งที่สำคัญของประชาธิปไตย
คือการแสดงความเห็นกันได้โดยอิสระและนำประสบการณ์จริงมาแลกเปลี่ยนกัน
คำถามที่ท่านถาม ตอบยากมากครับ เนื่องจากผมเพิ่งไปอยู่ที่อินเดีย 1 ปีเอง ได้ศึกษาอ่านมามากก็จริงแต่คำถามนี้ คนอินเดียน่าจะเป็นคนตอบได้ดีที่สุด
แต่ถึงจะตอบได้โดยนำมาจากสิ่งที่อ่าน ผมก็คิดว่านั่นยังไม่ไช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด
ผมรับที่จะติดตามเรื่องนี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าในต้นปีหน้าครับ
อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า ประชาธิปไตยคือการรู้ทันในทุกสิ่งครับ ตือรู้ทันข้อมูลและรู้ทันจิตใจ ทั้งตนเองและผู้อื่นด้วย
เนืองจากผมมาทางผู้ปฏิบัติธรรม ผมจึงเห้นว่าถ้าประชาธิปไตยคืออิสระภาพในการแสดงออกทางความคิด ทางการปกครอง ก็ต้องมาจากอิสระภาพทางจิตใจหรือทางจิตวิญญาด้วยครับ
ถ้ารู้ทันก็จะยิ่งมีอิสระภาพในการพิจารณาครับ
ผมคิดว่าหลักการที่ในขณะนี้ถือว่าดีที่สุด(ในโลก) ก็ว่าได้คือหลักปรัชญาของในหลวงครับ เศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ที่แม้จนบัดนี้ก็ยังไม่มีนักการเมืองสนใจอย่างจริงจัง
ผมเคยไปอบรมหลักสูตรผู้นำปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงของคลังสมอง วปอ.เป็นรุนแรกและได้เขียนรายงานการอบรมตลอดจนแง่คิดใน www.polpage.com ครับและเห็นว่าหลักการนี้เป็นธรรมชั้นสูง เป็นการสร้างอิสระภาพให้เกิดขึ้นในใจตนเองและมีผลต่อประชาธิปไตยในสังคมครับเพราะเมื่อทุกคนมี 3 ห่วง 2 เงื่อนไขโดยเฉพาะความรู้คู่คุณธรรม ประชาธิปไตยแบบพอดีๆ ก็จะเกิดได้ครับ
แต่หลักการนี้ต้องลงมือปฏิบัติจริงๆ จึงจะรู้ซึ้ง
ถ้านำมาปฏิบัติจริงๆ ด้วยความรู้คู่คุณธรรมจะทำให้การเมืองดีขึ้นด้วยครับเพราะคงจะไม่จำเป็นต้องซื้อเสียง
ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นในอินเดียหรือในประเทศไทย มีความพยายามครับที่จะไม่ให้มีการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรตอบไม่ได้ครับ
คงต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ แต่ผมมั่นใจว่าหลักการเดียวที่จะช่วยให้สังคมมนุษย์อยู่รอดได้(ไม่เฉพาะประเทศไทยนะครับ) คือหลักแห่งความพอดีครับ ซึ่งเราควรภูมิใจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเราเป็นผู้ที่ทรงค้นพบเรียกว่าเป็นนวตกรรมใหม่ของโลกเลยก็ว่าได้ครับ
ไม่ทราบผมสนทนาได้ตรงหรือไม่ ขอสวัสดีวันอาทิตย์ก่อนนะครับ
ในโพสตทูเดย์ฉบับทุกวันจันทร์ ในช่วงนี้จะมีข้อเขียนของพอล เลอมังเรื่องสำรวจอินเดียครับ คงจะเป็นข้อมูลได้บ้างครับ
ด้วยความเคารพ
ท่านวุฒิสมาชิกอนุศักดิ์ที่เคารพครับ
เรื่องการลงคะแนนในการเลือกตั้งในอินเดีย เท่าที่ผมได้สนทนากับคนอินเดียในโอกาสต่างๆ การใช้ระบบอิเลคโทรนิค น่าจะมีส่วนดี ทำให้การเลือกตั้งสะดวก รวดเร็วและลดการทำผิดกฏหมายในหลายๆ เรื่องครับ
ผมเคยทราบว่าประเทศไทยก็เคยคิดจะนำเทตโนโลยีนี้ไปใช้ แต่ไม่ทราบทำไมจึงล้มเลิกไป...ในที่สุด
ด้วยความเคารพ