เรื่องเล่าจากพื้นที่
การพัฒนาโจทย์วิจัยในพื้นที่ ต.ขึ่ง
๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๑
โดย ณัฐกานต์ จิตรวัฒนา
เกริ่นนำ
วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ลงพื้นที่ อ.เวียงสา โดยมีจุดประสงค์ เพื่อที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลภาพรวมของพื้นที่ อ.เวียงสา จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (เนื่องจากข้อมูลยังมีไม่มากพอ) และอีกจุดประสงค์หนึ่ง ก็คือ การติดตามความก้าวหน้าของพื้นที่เป้าหมาย รวมทั้งการให้ข้อคิดเห็นในการพัฒนาโจทย์วิจัยในพื้นที่ ดังนั้นวันนี้ จึงได้งานหลักๆ ๒ เรื่อง คือ ข้อมูลภาพรวมของ อ.เวียงสา และการพัฒนาโจทย์วิจัยในพื้นที่ ต.ขึ่งรวมทั้ง พื้นที่ ต.นาเหลือง (กำลังจะเปิดเวทีในระดับตำบล เพื่อพัฒนาโจทย์วิจัย) ที่รอเปิดเวทีไม่กี่วันข้างหน้านี้ (๒๗ มิ.ย.๕๑)
เปิดหัว...ตัวต่อในพื้นที่
สำหรับวันนี้ เพื่อนร่วมทางของผู้เขียนก็คือ น้องต้น (อภิสิทธิ์ ลัมยศ) ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงนักวิจัยพื้นที่ อ.บ่อเกลือ (อยู่บ้านน้ำครกเก่า ซึ่งใกล้ๆ กับพื้นที่เป้าหมายของผู้เขียน) จุดหมายแรกที่เราจะไปกันก็คือ เทศบาลตำบลกลางเวียง ซึ่งผู้เขียนได้ประสานงานมาล่วงหน้าก่อนว่าอยากจะมาขอข้อมูลที่เทศบาลได้จัดทำไว้ และโชคดี ที่ผู้เขียนได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ของที่นี้ นั่นก็คือ คุณธัญรดี ศิริภาณุกุล (คุณดา : เคยร่วมงานกันมาก่อน) ซึ่งเป็นนักวิชาการศึกษาของเทศบาลกลางเวียง ทำให้ง่ายในการเข้าถึงข้อมูล และที่สำคัญเขายังสามารถเป็นตัวต่อในการประสานงานไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้เราอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งผู้เขียนคิดว่า การที่เรามีคนรู้จักมักคุ้นมาก่อน หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวมาก่อน จะทำให้ง่ายในการประสานงานต่างๆ ทำให้ลดขั้นตอนยุ่งยากลงไปอีกมาก
สำหรับในวันนี้ ผู้เขียนก็ได้พูดคุยกับคุณดาในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย รวมทั้งความคืบหน้าของการเคลื่อนงานในพื้นที่ และได้ให้ข้อมูลสรุปเวที (๒๖ พ.ค.๕๑) สืบค้น ทุกข์-ทุนทางสังคม เพื่อให้ทราบถึงข้อสรุปต่างๆในเวทีวันนั้น นอกจากนี้ ผู้เขียนก็ได้ให้กรอบในการเขียนโครงร่างงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น อีกชุดหนึ่ง เพราะว่าคุณดาสนใจอยากจะพัฒนาต่อยอดงานที่ตัวเองทำอยู่ ให้เป็นโจทย์วิจัย ซึ่งผู้เขียนก็แนะว่า งานของ สกว.เน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้มาก และให้ชาวบ้านมาร่วมเป็นทีมวิจัยหลักด้วย ถ้าหากคุณดาหาทีมงานได้แล้ว หรือมีการประชุม/เวทีหารือเรื่องงานวิจัยก็อย่าลืมบอกผู้เขียนด้วย... ซึ่งคุณดาก็รับปากว่าจะรีบบอกทันที
หลังจากที่ได้พูดคุยกันประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ ผู้เขียนก็ได้ขอตัว เพราะได้ประสานเรื่องข้อมูลภาพรวมจากหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่ง คือ สาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) และอีกเช่นกัน หน่วยงานนี้ ผู้เขียนก็ได้รู้จักกับนักวิชาการของ สสอ. มาก่อน นั่นก็คือ คุณฉลองชัย สิทธิวัง (เคยร่วมงานกันมาก่อน) ทำให้ง่ายในการเข้าถึงข้อมูล และผู้เขียนก็ได้ชักชวนให้คุณฉลองชัย มาทำงานวิจัยกับ สกว.ดูบ้าง ซึ่งเขาก็สนใจ และบอกว่าตัวเองอยากจะพัฒนาต่อยอดจากงานที่เคยทำอยู่ (เชิงกิจกรรม) กับแหล่งทุนอื่นๆ ให้เป็นประเด็นในการวิจัย ซึ่งผู้เขียนก็ได้บอกกับคุณฉลองชัยอีกเช่นกันว่า งานของ สกว.นั้นจะเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชน และเน้นคุณภาพ ดังนั้นโจทย์วิจัยควรจะมาจากชาวบ้าน/ชุมชน มากกว่านักวิชาการ ที่สำคัญจะเน้นเรื่อง Action หรือกระบวนการ มากกว่าการมุ่งที่ตัวความรู้ ...เมื่อคุยกันได้พักใหญ่ ผู้เขียนก็ขอตัวกลับ เพราะต้องไปอีกหลายที่...
พัฒนาโจทย์
ออกจาก สสอ. ผู้เขียนก็มุ่งหน้าตรงไปที่ อบต.ขึ่ง เพราะคุณสมพร ประสงค์ (นักวิชาการ สอ. ต.ขึ่ง) นัด ผู้เขียน ไว้ ที่อบต. ขึ่ง เมื่อเดินทางไปถึง อบต.ขึ่ง ผู้เขียนก็เห็นคุณสมพร (ต่อไปจะเรียกว่าพี่สมพร) มายืนคอยอยู่ และได้เชิญเข้าไปพูดคุยในห้องของ ปลัด อบต.ขึ่ง (นายนำชาติ จันทร์ดี)
ผู้เขียนก็ได้แนะนำตัวเองและเพื่อนร่วมงาน กับ ปลัด อบต.ขึ่ง ว่า ชื่ออะไร เป็นใคร มาจากไหน และได้พูดถึงประเด็นงานวิจัยในพื้นที่ อ.เวียงสา ว่าตอนนี้ ผู้เขียนกำลังสำรวจข้อมูล สืบค้นทุนทางสังคม ในพื้นที่ อ.เวียงสาอยู่ และขณะเดียวกันก็จะพัฒนาโจทย์วิจัยในพื้นที่ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่ง ณ ตอนนี้มีพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย และพร้อมที่จะเคลื่อนและพัฒนาโจทย์วิจัยในพื้นที่ มีอยู่ ๕ ตำบล คือ ไหล่น่าน ตาลชุม ขึ่ง นาเหลือง และส้านนาหนองใหม่ สำหรับในพื้นที่ตำบลอื่นๆ ค่อยๆ ขยายผลในปีต่อๆ ไป (เนื่องจากว่า ปลัด อบต.ขึ่งผู้เขียนยังไม่รู้จัก เพราะเวทีครั้งที่ผ่านไม่ได้เข้าร่วม)
จากนั้น พี่สมพร ประสงค์ ก็ได้เล่าความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับงานวิจัยในพื้นที่ ต.ขึ่งให้ฟังว่า หลังจากเวที (๒๖ พ.ค.๕๑) ครั้งนั้น ก็ได้ไปชักชวน เชิญชวนแกนนำชาวบ้าน และผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ในพื้นที่เข้ามาร่วมรับรู้แนวทางการทำงานวิจัยของ สกว. และได้จัดเวทีระดมความคิดเห็น และหาแนวร่วม ในการพัฒนาโจทย์วิจัยไปรอบหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ ๑๑ มิ.ย.๕๑ ที่ผ่านมา ในวันนั้นพี่สมพรก็ได้เล่าถึงประเด็นและข้อสรุปที่ได้จากเวทีสืบค้นทุกข์-ทุนทางสังคม ให้ผู้เข้าร่วมฟัง
หลังจากที่ทุกคนได้แลกเปลี่ยนประเด็นความคิดเห็นกันแล้ว ซึ่ง ประเด็นที่อยากจะพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยก็ยังคงเป็น เรื่อง สารเคมี ในพื้นที่ ซึ่งได้แตกประเด็นออกไปหลายๆ ประเด็น ซึ่งข้อสรุปในที่ประชุมก็ได้มาในเรื่องดังต่อไปนี้
๑. คำถามในการวิจัย
๒. วัตถุประสงค์
๓. ชื่อเรื่อง (การศึกษาผลกระทบจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร ของชุมชน ต.นาเหลืองแบบมีส่วนร่วม)
๔. ขอบเขตการศึกษา ที่มา เป็นต้น
พี่สมพรยังบอกอีกว่า วันนี้ก็อยากจะให้ช่วยดูในเรื่องของที่มา และกระบวนการให้เป็นเชิงปฏิบัติการณ์มากขึ้น ที่ได้พูดคุยกันในวันนั้นว่า ถ้าหากโครงร่างงานวิจัยผ่านแล้ว ในกิจกรรมแรกที่เราจะต้องทำคือ การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน โดยเฉพาะข้อมูลบริบทชุมชน สภาพพื้นที่ สภาพปัญหาของพื้นที่ ในปัจจุบัน หลังจากเก็บข้อมูลตรงนี้เสร็จแล้ว ก็จะเข้าสู่การเก็บข้อมูลภาคสนาม เรื่องสารเคมีที่ตกค้างในคน ในพืชผัก ในน้ำดื่ม โดยจากทีม และจากชาวบ้าน ซึ่งมีคำถามขึ้นมาว่า น้ำดื่มที่เราดื่มอยู่ทุกวันนี้ปลอดภัยแค่ไหน (น้ำประปาน้ำว้า) เพราะตั้งแต่ต้นน้ำมา ชาวบ้านใช้สารเคมีกันเยอะมาก...
หลังจากที่ได้ข้อมูลมาระดับหนึ่งแล้ว โดยข้อมูลส่วนหนึ่งก็จะมาจากเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในเรื่องความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องสารเคมี และเติมเต็มในเรื่องความรู้ ความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน หลังจากนั้นก็จะนำข้อมูลมาสรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์
ซึ่งก็จะเข้าในเฟส ที่๒ ก็จะมีเวทีใหญ่ คืนข้อมูลส่วนนี้ให้กับชุมชน เพื่อหาแนวทาง/ทางออก ในการลดสารเคมีในตำบลต่อไป เช่น ชุมชนจะมีแนวทางในการจัดการปัญหาเรื่องนี้ อย่างไร (ผลที่ออกมาจากเวทีคืนข้อมูล) ...
หลังจากที่พี่สมพรได้พูดถึงกระบวนการคร่าวๆ เสร็จแล้ว ผู้เขียนได้ถามว่า กระบวนการที่ได้มานั้น มาจากที่ประชุมใช่หรือไม่ พี่สมพรก็บอกว่า ใช่ และถามต่อว่า ตอนนี้มีทีมงานหรือยัง ซึ่งพี่สมพรก็ได้กล่าวว่า
ตอนนี้ได้ ให้นายกช่วยหาทีมให้ ซึ่งตอนนี้มีทีมหลัก ๆ อยู่ประมาณ ๑๐ คน ประกอบด้วย ปลัด อบต. ผู้ใหญ่บ้าน สอบต. ผอ.โรงเรียน ชาวบ้าน เกษตรตำบล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ นอกจากนี้ ต.ขึ่ง ก็จะทำทั้งตำบล คือทำทั้ง ๗ หมู่บ้าน
ซึ่งทางผู้เขียนก็ได้เสริมว่า ทีมที่มีอยู่อาจจะอยู่ในระดับตำบล ควรจะมีทีมวิจัยในแต่ละหมู่บ้านด้วย เพราะจะทำให้เข้าถึงข้อมูลหรือการทำงานได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอว่า กว่าที่จะมาเป็นโครงร่างวิจัย ทางโครงการมีการเตรียมทีมงานอย่างไร (มีการจัดเวทีชี้แจงโครงการหรือไม่) มีใครเป็นทีมวิจัยหลัก ทีมวิจัยรอง หรือผู้หนุนเสริม ซึ่งในเฟสแรกสิ่งที่ทุกโครงการต้องทำ คือ การทำข้อมูลบริบทชุมชน และในเฟสที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องในการเคลื่อนไหว การปฏิบัติการ และเฟสที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น /การเปลี่ยนแปลง การขยายผล สู่พื้นที่ข้างเคียงอื่นๆ เป็นต้น
หลังจากที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้พอสมควรแล้ว พี่สมพรก็ถามขึ้นมาว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องทำแบบสอบถาม แล้วเอาไปให้ชาวบ้านกรอกข้อมูลเอง ซึ่งผู้เขียนก็บอกว่าจริงๆแล้วงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ส่วนใหญ่เราจะมีการแลกเปลี่ยนซักถาม หรือตั้งวงเสวนา มากกว่าที่ทำแบบสอบถาม แล้วเอาไปถามชาวบ้าน เพราะเราอาจจะได้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงและที่สำคัญชาวบ้านจะไม่ถนัดในการเขียน ฉะนั้นสิ่งที่นักวิจัยควรทำก็คือ การมีโครงสร้างคำถามกึ่งสัมภาษณ์ (อยู่ในใจ) โดยเราต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนว่า เราต้องการจะได้ข้อมูลอะไร แบบไหนและที่สำคัญการตั้งคำถามควรเป็นคำถามปลายเปิด (ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น, เพราะอะไร อย่างไร) มากกว่าคำถามปลายปิด (ใช่-ไม่ใช่/ใช่หรือไม่)
หลังจากที่ได้ให้ข้อเสนอแนะในการทำโครงร่างวิจัยแล้ว ทางพี่สมพรก็พร้อมที่จะรับไปปรับปรุงและจะส่งร่างโครงการให้ทางทีมวิจัยพิจารณาในที่ประชุมก่อน ถ้าไม่มีอะไรปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติม ทางพี่เลี้ยงของแต่ละพื้นที่ก็จะส่งโครงร่างวิจัยไปให้ สกว. พิจารณาต่อไป
สถานีอนามัย ต.นาเหลือง อ.เวียงสา จ.น่าน
เมื่อคุยกับพี่สมพร และปลัด อบต. ขึ่ง เสร็จแล้วก็ได้เวลาทานอาหารเที่ยงพอดี (ในช่วงเที่ยงฝนตกลงมาอย่างหนัก) เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว ผู้เขียนก็ได้ขอตัวจากพี่สมพร เพราะต้องไปต่อ ที่ สอ.นาเหลือง เพราะได้นัดกับคุณอมรรัตน์ ปัญญาอินทร์ (ต่อไปจะเรียกว่าน้องเอ็ม)นักวิชาการของ สอ.ต.นาเหลือง เพื่อที่จะคุยประเด็นในการพัฒนาโจทย์วิจัยในพื้นที่ ต.นาเหลือง
น้องเอ็มเล่าให้ฟังว่า ที่ต.นาเหลืองได้จัดเวทีไปเมื่อวันที่ ๑๑ มิ.ย. ๕๑ (เวทีระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาของชุมชนในระดับตำบล) และเวทีในวันนั้น มีผู้เข้าร่วมทั้ง ๗ หมู่บ้าน จำนวน ๒๘ คน ก็ได้ระดมในเรื่องปัญหาสถานการณ์ของชุมชนว่ามีอะไรบ้าง ประเด็นที่สรุปกันออกมาก็มีอยู่ประมาณ ๔-๕ ประเด็น เช่น ประเด็นเรื่องสุขภาพ ประเด็นเรื่องการบริโภคเครื่องดิ่มแอลกอฮอร์และยาเสพติดประเด็นเศรษฐกิจพอเพียง (การลดหนี้สินในครัวเรือน , การทำบัญชีครัวเรือน) ประเด็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน และประเด็นสิ่งแวดล้อม (การลดการใช้สารเคมี/ลดขยะ) เป็นต้น
หลังจากที่ทุกคนได้เสนอปัญหาออกมาแล้ว และให้แต่ละคนช่วยลำดับความสำคัญของปัญหาว่า (โดยให้มีการติดดาว) มีปัญหาใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชนมากที่สุด ผลปรากฏว่า ประเด็นเรื่อง การบริโภคเครื่องดิ่มแอลกอฮอร์และยาเสพติด เห็นพ้องด้วยกันหมดว่าควรจะทำเรื่องนี้ เพียงแต่ว่ายังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนว่าควรทำอย่างไร และจะทำกันทั้งตำบล เพราะทุกหมู่บ้านเคยทำตรงนี้มาแล้ว โดยเฉพาะ งานศพจะต้องไม่มีเหล้า แต่ปัญหาที่พบคือว่า บ้านข้างๆ งานศพยังมีการดื่มเหล้าอยู่ ชาวบ้านเขาอยากจะสร้างมาตรการโดยกำหนดรัศมีว่าต้องมีอาณาเขตกี่หลังคาเรือนนับจากบ้านเจ้าภาพ และหลังจากเสียศพแล้วจะต้องไม่มีการเลี้ยงเหล้าอีก และอยากจะขยายไปกลุ่มเป้าหมายหลักๆ คือคนที่ดื่มเหล้า เพราะที่ผ่านมาทุกหมู่บ้านเคยจัด กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ เป็นคนที่ไม่ดื่มเหล้าอยู่แล้ว
ฉะนั้นต่อไปนี้จะเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยแรงงาน และกลุ่มเยาวชน เป็นคนที่ดื่ม ที่สูบอยู่แล้ว และในเวทีครั้งต่อไปจะเป็นเรื่องที่เขาจะมาคิดกันในเรื่องวิธีการ มาตรการ ในการจัด ปรับว่าต้องมีอะไรบ้าง
ซึ่งน้องเอ็มเล่าว่า ได้บอกให้ผู้ใหญ่บ้านไปชี้แจงกับลูกบ้านว่าก่อนว่า เราจะทำโครงการนี้ และจะนำทีมเข้ามาประชุมร่วมด้วย (วันที่ ๒๗ มิ.ย.) ซึ่งตอนนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมารูปแบบใด
ซึ่งผู้เขียนได้เสนอว่า ถ้าหากจะทำเรื่องนี้ ก็ควรให้ชาวบ้านเขาเห็นข้อดี ข้อด้อย ของการลดเหล้าด้วย เช่น การถอดบทเรียนคนที่เข้าร่วมโครงการที่ผ่านมาว่า เขาลดเหล้าแล้วเขาดีขึ้นอย่างไรบ้าง หรือถ้าไม่ลดเหล้าในงานศพแล้วจะเกิดผลเสียอะไรบ้าง เพื่อให้เห็นข้อเปรียบเทียบ ข้อแตกต่าง ซึ่งน้องเอ็มก็บอกว่ามีอยู่หมู่บ้านหนึ่งที่ทำได้สำเร็จ คือ บ้านนาเหลืองใน ตอนนี้เขาก้าวไปอีกระดับหนึ่งแล้ว โดยมี อสม.ช่วยในการติดตามตรวจสอบ พฤติกรรมของคนดื่มเหล้าว่า เขาดื่มกันอย่างไร ความถี่ห่าง ในการดื่ม โดยให้มีการดูคนต่อคนไปเลย โดยมีการปฏิบัติตาม มาตรการ อย่างเคร่งครัด
ในส่วนของหมู่บ้านอื่นๆ ยังทำไม่ได้ (เพราะญาติที่มาจากต่างบ้านก็ยังมีการดื่มกินกันอยู่ ก็อนุโลม) เพียงแต่คุยกันไว้เท่านั้น
และเวทีที่จะถึงนี้ น้องเอ็มบอกว่าให้แกนนำ เอาคนที่ดื่มและไม่ดื่มมาด้วย และอยากจะถามความสมัครใจของเราว่า ถ้าเราจะทำโครงการนี้ จะยินดีเข้าร่วมหรือไม่อย่างไร หรือเขามีปัญหาอะไร ทำไมเขาถึงดื่ม เพื่อที่ว่าเราจะได้หาทางออกด้วยกัน และอยากให้ชาวบ้านเข้ามาร่วมเวทีด้วยเพราะเขาจะได้คุยกันว่า ควรช่วยกันทำอย่างไร โดยให้แต่ละหมู่บ้านไปคิดมาตรการของตนมาก่อน (เมื่อเวทีวันที่ ๑๑ มิ.ย.) ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่สามารถนำมาปฏิบัติได้ และไม่ได้ และยอมรับกันได้แค่ไหน แล้วนำมาเสนอในภาพรวมของระดับตำบล เพราะบางหมู่อาจจะทำได้ หรือบางหมู่อาจจะทำไม่ได้
ซึ่งผู้เขียนก็เสริมว่า ในขั้นนี้ มันน่าจะเป็นขั้นปฏิบัติการแล้ว ก่อนที่จะมาถึงตรงนี้ มันต้องมีที่มาของปัญหาว่า ทำไมเราถึงต้องทำเรื่องลดเหล้าในงานศพ มันส่งผลกระทบอะไรต่อตัวเรา ครอบครัว ชุมชน อย่างไรบ้าง และมันเป็นปัญหาที่แท้จริงที่ชาวบ้านต้องการแก้ไขจริงหรือ หรือว่าเป็นแนวความคิดของเราเอง ที่เราอยากให้มันเกิด ถ้าเป็นมันเป็นปัญหาที่แท้จริงที่ชาวบ้านเขาต้องการแก้มันก็จะไปได้เร็วและทำได้ง่ายขึ้น
ฉะนั้นในเฟสแรกต้องทำข้อมูลบริบทชุมชน เตรียมทีมวิจัย เตรียมทีมงาน เตรียมพื้นที่ ในกรณี ถ้าจะทำในเรื่องลดเหล้าในงานศพ เราอาจจะต้องใช้ข้อมูลเชิงตัวเลขให้เห็นการเปรียบเทียบระหว่าง หมู่บ้านที่เลิกเหล้า กับหมู่บ้านที่ไม่เลิกเหล้า มันมีความต่าง หรือมีความสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในจำนวนเท่าใด เมื่อเราได้ข้อมูลเหล่านี้ เราก็จะนำมาเข้าที่ประชุมมาให้ชาวบ้านได้เห็นว่า ถ้าเราลดเหล้า มันจะเกิดผลดีต่อเราอย่างไร หรือถ้าไม่ลดมันส่งผลเสีย หรือเพิ่มภาระให้เราอย่างไร เป็นต้น เมื่อเราได้ข้อมูลเหล่านี้แล้วมันก็จะนำไปสู่กระบวนการต่อไปนำไปสู่ข้อเสนอแนะแนวทางหรือทางเลือกอื่นๆ ในการปฏิบัติในชุมชนต่อไป
น้องเอ็มได้เสนอว่า ในเวทีวันที่ ๒๗ นี้ อยากจะให้ทางทีมพี่เลี้ยงนักวิจัยชี้แจงการทำวิจัย ว่าเริ่มต้นควรทำอย่างไร แก่ผู้เข้าร่วม และอยากให้ช่วยคิดโครงร่างในส่วนที่ชาวบ้านเขาสามารถจะเสนอได้
และผู้เขียนได้ให้หนังสือเล่มเล็กของ อ.นาหมื่น ที่ได้ทำในเรื่องการลดพิธีกรรมในงานศพ (สางความเชื่อพิธีกรรม)
สำหรับประเด็นที่จะชี้แจงในเวทีวันที่ ๒๗ มิ.ย.๕๑ คือ
- ชี้แจงเรื่องการทำวิจัยเพื่อท้องถิ่น
- การเสนอ การขึ้นโครงร่างงานวิจัย/พัฒนาโจทย์วิจัย
นอกจากนี้ น้องเอ็ม ยังกล่าวว่าจากการประชุมครั้งที่แล้ว แต่ละหมู่บ้านก็อยากจะมี
ทีมงาน หมู่บ้านละ ๔ คน (อาจเป็นนักวิจัยหลักในชุมชน) และอาจจะคัดเลือกใหม่ก็ได้ และ
น้องเอ็มบอกว่าจะนิมนต์พระสงฆ์เข้ามาร่วมได้หรือไม่ ผู้เขียนก็บอกว่าได้สิ เพราะพระสงฆ์จะทำให้ชาวบ้านเชื่อและศรัทธาได้ง่าย ถ้าสามารถให้ท่านเข้ามามีส่วนร่วมได้ด้วยก็จะดีมาก...
หลังจากนั้นก็ได้พูดคุยประเด็นทั่วๆ ไป เกี่ยวกับงานวิจัยของพื้นที่อื่นๆ จนเวลาล่วงเลยมาพอสมควร ผู้เขียนก็ได้ขอตัวกลับ...และจะกลับมาอีกครั้งในวันที่ ๒๗ มิ.ย.๕๑ ณ สอ.ต.นาเหลือง อ.เวียงสา จ.น่าน ค่ะ