ในชีวิตประจำวันแห่งสัตรีเพศ มีการเคลื่อนไหวกระโดดโลดเต้น ผ่านร้อนผ่านหนาว การสมสู่ มีบุตร อุบัติภัยต่างๆ กระทบให้ชอกช้ำ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบสู่ระบบโลหิตระดู มากบ้างน้อยบ้าง

๕..อาการใกล้ตัวของผู้หญิง.../...โลหิตทุจริตโทษอันเกิดจาก อุบัติโรค

 

 

         ศึกษาข้อมูลจาก palungjit.com มีดังนี้

 

โลหิตทุจริตโทษ

                         โดยปกติ สัตรี เมื่อถึงเวลารอบเดือนมา เคยมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ประจำ(ปกติโทษ) หรือไม่มีอาการโรคเลย อยู่ๆก็แปรไปมีอาการแปลกใหม่ขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่จะกล่าวต่อไป
และอาการนั้นๆก็ยังคงให้โทษอยู่เป็นประจำ(อย่าสับสนกับ โลหิตปกติโทษ) บางครั้งก็แปรเปลี่ยนไปมาหลายอย่าง
ลักษณะระดูโลหิตดังที่กล่าวมาคือ ระดูโลหิตทุจริตโทษซึ่งมีลักษณะการเกิด ๒ แบบใหญ่ คือ

                         ๑.โลหิตทุจริตโทษอันเกิดจากกองธาตุ ๔ ประการ
                         ๒.โลหิตทุจริตโทษอันเกิดจาก อุบัติโรค ๕ ประการ

 

๒.โลหิตทุจริตโทษอันเกิดจาก อุบัติโรค

            ในชีวิตประจำวันแห่งสัตรีเพศ มีการเคลื่อนไหวกระโดดโลดเต้น ผ่านร้อนผ่านหนาว การสมสู่ มีบุตร อุบัติภัยต่างๆ กระทบให้ชอกช้ำ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบสู่ระบบโลหิตระดู มากบ้างน้อยบ้าง พอสรุปลักษณะและอาการโรคได้ ๕ ประการ

            ๑.
โลหิตระดูร้าง (มีเหตุให้เกิดโลหิตระดูร้าง/แห้งไป ๕ ประการ)
                        เมื่อจะบังเกิด โลหิตระดูก็มิได้มาตามปกติ

                 บางทีมีสีดำและมีกลิ่นเน่าเหม็น 

                 บางทีมีสีจางดุจน้ำชานหมาก

                 บางทีใสดุจน้ำคาวปลา

                 บางทีขาวดุจน้ำซาวข้าว กระทำให้เจ็บปวด ต่างๆนาๆ
                 บางทีให้ระดูโลหิตทีผิดปกติอยู่ ก็งวดน้อยลงจนขาดหาย
                 ครั้นเป็นนานเข้าโรคมักแปรไปเป็นมารโลหิต (โรคท้องบวมโตอันเกิดจากโลหิตตกเป็นลิ่มเป็นก้อนอยู่ในท้อง-ซิสส์)

            ๒.
โลหิตคลอดบุตร
                        หลังจากคลอดบุตรแล้ว โลหิตเดินไม่สะดวก(ขับออกไม่หมด) ตั้งขึ้นเป็นลิ่มเป็นก้อน ให้จุกแดกขึ้นแดกลง(ลมเป็นลูกวิ่งไปมาในท้อง) 
                 บางทีให้คลั่ง ขบฟัน ตาเหลือกตาช้อน ขอบตาเขียวริมฝีปากเขียว เล็บมือเล็บเท้าเขียว
                 โบราณเรียก สันนิบาตหน้าเพลิง(ติดเชื้อบาททะยักในกระแสโลหิต-เลือดเป็นพิษ)
หรือเกิดจากโลหิตตีกลับ(บ้างตีกลับเข้าในท้องน้อยเกิดถุงซิสส์ บ้างรกคลอดไม่หมดเกิดโลหิตเป็นพิษ)
                  อาการเหล่านี้หาแพทย์แผนปัจจุบันสถานเดียว (เท่าที่ทราบจะช่วยไม่ทัน/ช่วยไม่ได้ ครึ่งๆ)

           ๓.
โลหิตต้องพิฆาต
                        เมื่อถูกทุบถองโบยตี ตกต้นไม้ เกิดอุบัติเหตุให้ชอกช้ำ มีอาการไข้ โลหิตช้ำตกสู่ภายในระคนเข้ากับโลหิตระดู แล้วตีกลับสู่ท้องน้อยทิ้งนานไป เกิดแห้งกรังเป็นลูกเป็นก้อนติดอยู่กระดูกสันหลัง(ซีสส์ชนิดหนึ่ง)

           ๔.
โลหิตเน่า
                       อาศัยโลหิตระดูร้าง โลหิตคลอดบุตร โลหิตต้องพิฆาต และโลหิตตกหมกช้ำ ที่เน่าคั่งค้างอยู่ จึงเรียกว่า โลหิตเน่า
                เมื่อจะให้โทษ โลหิตเน่าอันมีพิษกล้าก็แล่นไปทุกขุมขน
                บางทีจับหัวใจ บางทีผุดออกมาที่ผิวเนื้อเป็นวงดำ แดง เขียว ขาวก็มี
                บางทีผุดขึ้นดังผดทำพิษให้คันเป็นกำลังทุรนทุรายยิ่งนัก

          ๕.
โลหิตตกหมกช้ำ
                        อาศัยซึ่งโลหิตเน่า เป็นเหตุเพราะแพทย์ ได้ทำการรักษา ใช้ยาประคบ ยาผาย ยาขับโลหิต ไม่ถึงกำลังโรค (หรือคนไข้กินยาครึ่งๆกลางๆ ไม่หายดีก็หยุดยา)
               และโลหิตที่ถูกขับนั้นก็ระสำระสายกระจายไป แล้วตกหมกช้ำอยู่
               บางทีให้ตกหมกช้ำอยู่ในเส้นเอ็น หัวเหน่า และอวัยวะข้างเคียง 
               เมื่อจะให้โทษก็คุมกันเข้า ตั้งเป็นลูกเป็นก้อน เป็นฝีมดลูก ฝีที่ปอด ฝีเอ็น ฯลฯ และมารโลหิต
หากมีพวกไวรัสเข้าแทรกก็แปรไปเป็นมะเร็ง

 

                                                            ศึกษาต่อนะครับ

                                                                โชคดีครับ