9-15 กันยายน 2551
จากคนที่มีความมั่นใจในตนเองว่า "ความดีอยู่ที่ใจ"ไม่เห็นจำเป็นต้องเข้าวัดเพื่อทำความดีเลย ใช้ชีวิตมาก็ตั้งหลายสิบปี ไม่เคยไปวัด มีทั้งสุขและทุกข์ ถือเป็นเรื่องธรรมดา อยู่มาวันหนึ่งก็ถูกบังคับให้ไปปฏิบัติธรรม แสนขุ่นเคืองใจมาก เพราะไม่เคยมีความคิดนี้ในใจ แต่ก็ขัดเสียมิได้ ก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งเจ้านาย ......ฮืมๆๆๆ ไปด้วยความคับแค้นใจ... ไปด้วยใจที่ต่อต้านคิดอยู่เสมอ.... วันแรกหลวงพี่ท่านก็ให้เดินจงกรม นั่งสมาธิ ลืมตา หลับตา เลย....เป็นลมครับท่านต้องพ่งเสาวัดเจ้าค่ะ มองอะไรเหลืองไปหมดทั้งกุฎิ วันแรกก็ไม่ไหวแล้ว จนถึง 3 ทุ่มทุกคืนและตื่นมาทำวัตรเช้า ตี 4 ทุกเช้า แรกๆรู้สึกทรมานมาก พอวันที่ 2 ค่อยๆเข้าที่ พ่อเจ้าประคูณเอ๊ยๆๆๆๆ ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว ก็เล่นเดินๆ นั้งคุกเข่า นัง่งพับเพียบสลับกันไปมาอยู่อย่างนั้น แต่พอหลายวันเข้ารู้สึกปกติ เชื่อมั๊ยลืมงานการหมดทุกอย่าง เพราะพระท่านให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ให้นึกถึงอดีตที่ผ่านมา ไม่ให้นึกถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง.....เพิ่งรู้ว่ามันสบาย...พอวันที่ 3 ,4.. ไม่อยากกลบสำนักงานแล้วเพราะอยู่วัดแล้วสบายไม่ต้องเก็บอะไรมาคิด สมองโปร่ง....คิดแต่จะทำดีอุทิศส่วนกุศลให้กับแม่และพ่อ ลูกเท่านัน ยิ่งฟังคำสอนจากพระท่านเท่าไร เหมือนมีสิ่งที่ดีๆอีกหลายๆอย่างที่ตัวฉันยังไม่รู้ ออ......เข้าใจแล้วละว่าทำไมคนถงอยากเข้าวัด แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจที่สุดคือ บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง.....เอ๊า..ใครสนใชและศรัธาเชิญเอาไปใช้ได้จ๊ะ...
อะหังสุขิโตโหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
นิททุกโขโหมิ ปราศจากความทุกข์
อเวโร โหมิ ปราศจากเวร
อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง
อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ
ยังมีอีกนะวันต่อไปจะเอาบทสวดอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่มาฝาก.............. เจ้าค่ะให้ดูรูปไปก่อน

สวัสดีค่ะ การนั่งสมาธิทำให้จิตใจปล่อยวางและจะเกิดปัญญาค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
สวัสดีครับ