GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

คอร์สลดน้ำหนักของคุณบิก

เราทำ...เราคิดอย่างนี้มา ๕๐ วันเห็นจะได้ พบว่าน้ำหนักลงดี คือ ๗ กิโลกรัม

 วันนี้ดิฉันมีเรื่องเล่าจากเพื่อนคนหนึ่ง ขอเรียกว่า "คุณบิก" ก็แล้วกัน คุณบิกเป็นผู้หญิงวัย ๓๕ ปี เดิมมีน้ำหนัก ๑๐๓ กก. รู้ตัวว่ามีความดันโลหิตสูงมาประมาณปีกว่า แม่เป็นความดันโลหิตสูง และมีญาติทางพ่อเป็นเบาหวาน ปกติดิฉันจะเห็นคุณบิกรับประทานอาหารครั้งละมากๆ กะด้วยสายตาแล้วคิดว่ามากกว่าปกติสัก ๒ เท่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วดิฉันสังเกตว่าคุณบิกผอมลง ถามดูจึงรู้ว่ากำลังลดน้ำหนัก ดิฉันเห็นว่าเรื่องราวการลดน้ำหนักของเธอน่าสนใจ บอกถึงความสำคัญของความคิดและความตั้งใจของคนเรา จึงนำมาฝากสมาชิก เผื่อจะใช้เป็นตัวอย่างสำหรับให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเบาหวาน และก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณบิกลดน้ำหนักได้สำเร็จนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๘

"คอร์สลดน้ำหนักของคุณบิก" </p><p></p><table border="0"><tr><td>  </td></tr></table><p></p><table border="0"></table>ที่ผ่านมา
ต้องบอกเลยว่าตั้งแต่จำความได้
ไม่เคยมีความรู้สึกอะไรกับการที่เห็นคนอ้วน อยู่ใกล้ชิดคนอ้วน เพราะคิดเสมอว่าเป็นธรรมดาของสังขาร เลือกเกิดไม่ได้ …จะมีใครกันที่อยากอ้วน… จนกระทั่งวันหนึ่ง คำนี้เข้ามาสิงสถิตย์อยู่ในตัวเราได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่แน่ชัด รู้เพียงแต่ว่ามันใช้เวลาประมาณ ๑๒ ปีเห็นจะได้ เพราะก่อนหน้านี้แล้วเราเองก็ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับคำนี้เท่าไรนัก ออกจะห่างมากๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะใครๆ ก็มักจะเรียกเราว่า "ดูเป็นคนที่โครงร่างใหญ่" จนเราตายใจกับคำๆ นี้ เพราะน้ำหนักเอย การเคลื่อนไหวเอย รวมถึงโรคภัยต่างๆ ก็ไม่ได้มีวี่แววที่จะเข้าหาเราได้ ตลอดเวลาของการเรียนหนังสือเราจะเล่นกีฬา (ทุกประเภท) แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เราจึงได้รู้ว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ไม่รู้จะเอาเวลาจากที่ไหน ทุกวันอยากแต่จะทำงาน ทำงาน และทำงาน ในวันหยุดก็อยากจะพักผ่อน เพราะทำงานมามาก คิดอย่างนั้นมาตลอด ๗ ปี <p>จนกระทั่งวันที่ตนเองสูญเสียคนที่รักมากที่สุด (มารดา) จึงมาคิดว่าทำงานมากเพื่ออะไร สุขภาพที่ดีอยู่ที่ไหน เพราะการที่มารดาจากไปแบบกะทันหัน เราเองคิดว่าท่านยังไม่ได้พักผ่อนเลย ชีวิตท่านทำงานมาตลอด จนนาทีสุดท้ายของชีวิต โดยที่ไม่ได้มองเรื่องสุขภาพของตนเองเลย อาจเพราะการที่ต้องดูแลลูกๆ ซึ่งทุกคนล้วนทำงานแล้วและช่วยเหลือตัวเองได้ดี แต่ด้วยความที่เป็นแม่ทำให้ต้องห่วงลูกอยู่ตลอดเวลา</p><p>เหตุจูงใจ
กว่าจะรู้ตัวก็ต้องบอกว่า “มันสายเกินไป” การที่เราเองปล่อยให้ร่างกายทำงานหนักแบบหักโหม และเกิดภาวะที่เครียดจนเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็น “โรคความดันสูง” ในตอนนั้นเราจึงเริ่มหันมาสนใจตนเอง และเริ่มรู้สึกว่าตนเอง "อ้วน" ในตอนนั้นเราก็ยังไม่ใส่ใจนัก รู้สึกว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองเท่าไรนัก ชีวิตสุดท้ายก็ต้องตายด้วยกันทุกคน (เหมือนนิยายแต่คิดจริงๆ นะ) จนกระทั่งปล่อยตัว และไม่ได้สนใจสุขลักษณะการบริโภคอาหารเลย
</p><p>มารู้สึกตัวและหยุดมองตัวเองเมื่อเวลาผ่านไปได้ซักประมาณ ๑๒ ปีเต็ม จึงพบว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากครั้งเมื่อเริ่มทำงานคิดรวมแล้วก็ ๓๓ กิโลกรัม โดยขณะนั้นรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่ช้าลงของตนเอง การที่มีปัญหาการปวดหัว ปวดเข่า (บางครั้ง) ที่แย่ที่สุด คือ อาการพวกนี้ที่เกิดขึ้นทำให้เราเสียบุคลิกในการทำงาน เพราะโดยอาชีพและลักษณะส่วนตัวแล้วเป็นคนทำอะไรเร็วและคล่องไว พอเป็นอย่างนี้แล้วรู้สึกสูญเสียความมั่นใจลง จึงหันมามองหาวิธีการและเริ่มต้นการคุมน้ำหนัก </p><p>ก่อนหน้านี้เคยลองคิดวิธีด้วยตนเองเหมือนกัน แต่จนแล้วจนรอด “เมื่อน้ำหนักลงแล้ว ต้องฉลอง” จึงทำให้น้ำหนักยิ่งกลับเพิ่มขึ้นอีก จึงท้อและหยุดทำไปช่วงหนึ่ง </p><p>เมื่ออายุมากขึ้น คิดว่าไม่ได้กินมากแต่ทำไมน้ำหนักกลับเพิ่มมากขึ้นตลอด เรียกว่าแปรผันตามเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันก็ว่าได้ จนกระทั่งวันหนึ่งเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี ต้องบอกว่าที่ผ่านมาพยายามปฏิเสธ เลี่ยงที่จะตรวจ เพราะกลัวจะพบว่ามีอะไรผิดปกติ ทั้งๆ ที่ทำงานในโรงพยาบาลมาตลอด ๑๒ ปี ผลการตรวจพบว่ามีค่าน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าเกณฑ์ ความรู้สึกตอนนั้นแทบไม่อยากเชื่อเลย ที่สำคัญข้อมูลความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเบาหวานนั้นเข้ามาเรียงเป็นบทๆ ในหัวเลย อาทิเช่น กรรมพันธุ์ การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การไม่ออกกำลังกาย สารพัดที่ตัวเองเป็นคนทำเองทั้งนั้น เพราะครอบครัวทางคุณพ่อเป็นเบาหวาน การบริโภคอาหารก็เรียกได้ว่ากิน Fast Foods เป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ ๒-๓ ครั้ง ส่วนออกกำลังกายเรอะ ไม่ต้องพูดเลยกลัวการเหงื่อออกที่สุด เรียกได้ว่าวันนั้นเราเรียบเรียงการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของตนเองแล้วรู้สึกเสียดายเวลามาก อยากย้อนเวลา อยากออกกำลังกายทุกวันหยุด อยากกินอาหารน้อยๆ อยากกินผลไม้ สารพัดอีกเช่นกันที่อยากดูแลตนเองให้มีร่างกายที่แข็งแรง มีบุคลิกที่ดี แต่ ณ วันนั้นมันอึ้งมากที่ตนเองกำลังจะเข้าสู่โรคที่กลัวมาตลอด คือ …“เบาหวาน”… แล้วหรือ เพราะการที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่นั้น หมอก็พยายามที่จะบอกเราอยู่ว่าให้ลดน้ำหนัก หรือคุมน้ำหนักอย่าให้เพิ่มนะ แต่เราเองด้วยความที่ไม่ใส่ใจจึงทำให้ไม่ทำตามด้วย</p><p>ความมุ่งมั่น-ตั้งใจ และท้าทายตัวเอง
เมื่อรู้ว่าตนเองมีค่าน้ำตาลขึ้นนั้น ก็ทำปฏิณญาณส่วนตัวขึ้นมาในใจทันทีว่า “จะคุมน้ำหนักให้ลงเร็วที่สุด” โดยในตอนเช้ารุ่งขึ้นเราก็งดกาแฟทันที (ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ถ้าไม่กินกาแฟ จะมีอาการปวดศรีษะมาก) โดยคิดว่าเราไม่ได้ติดกาแฟที่ผ่านมากินเพราะอยากกิน ไม่ใช่กินเพราะขาดไม่ได้ คิดอย่างนี้ทั้งวัน จนเย็นก็ถามตัวเองว่าปวดศรีษะมั๊ย ซึ่งก็รู้สึกปกติไม่มีอะไร เราจึงเดินหน้ากระบวนการคิดของตนเองต่อ คือ “การจำกัดการบริโภคคาร์โบไฮเดรต” โดยการกินอาหารเช้าด้วยข้าวกล้อง ๑ ทัพพี (ประมาณได้ว่า๓-๔ คำปกติที่ทานอยู่) และเลือกอาหารตามใจ ๑ อย่าง ส่วนอีก ๑ อย่างเป็นผัดผักอะไรก็ได้ ทำอย่างนี้อยู่ ๓ วัน โดยที่ไม่กินน้ำที่มีรสหวาน ขนมหวาน ผลไม้ไม่หวานเลย พบว่าตนเองมีน้ำหนักหายไปทันที 2 กิโลกรัม …ดีใจมาก… จากตรงนั้นจึงหันกลับมาจับหลักใหม่ เพราะทำอย่างนั้นได้ ๕ วันรู้สึกอยากกินพวกขนมปัง สุกี้ Sizzler ไก่ย่าง+ข้าวเหนียว จึงหันมากินทุกอย่างที่อยากกิน แต่…กินได้ในปริมาณที่จำกัด คือ อย่างขนมปังกินได้ไม่เกิน ๒ แผ่นที่เป็นโฮลวีทนะ สุกี้ก็ได้ แต่ให้เน้นกินผัก เนื้อสัตว์กินได้ไม่เกิน ๑๐ ชิ้น งดเส้นทุกอย่างในสุกี้ ส่วน Sizzler นั้น ก็กินสลัดผักใบเขียว ไม่เน้นน้ำสลัด และกินซุปต้มยำแทนการกินซุปน้ำข้น สั่งมันบดกินคู่อาหารหลักที่ให้ สั่งสเต็คปลาแต่ให้กินได้ 2 คำที่เหลือให้เป็นรางวัลกับเพื่อนที่ไปด้วย ส่วนไก่ย่างนั้นกินได้ แต่ห้ามกินกับอะไรเลย ถ้าอยากกินข้าวเหนียวให้ใช้วิธีเอาข้าวเหนียวมาปั้นเล่น ปั้นนานๆ ให้โดนลมจนแข็ง แล้วเราจะไม่อยากกินมันเอง และก็กินไก่เท่าที่อยากกินในมื้อนั้นๆ (มากสุดเราก็กินได้ไม่เกินครึ่งตัว) แต่จำไว้ว่าเมื่อเรากินมื้อนี้ด้วยอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์มาก ดังนั้นต้องชดเชยด้วยอาหารในมื้อถัดไปให้กินเนื้อสัตว์น้อยที่สุด ถ้างดได้เลยจะดีมาก เราใช้วิธี คือ กินผักผัดใส่เศษเนื้อสัตว์ เช่น หมูสับสักครึ่งขีดต่อผักผัด ๔๐๐ กรัม และเวลากินพยายามหลบไม่กินเนื้อสัตว์ และให้กินผักมากๆ พร้อมทั้งหลังมื้ออาหารนั้นครึ่งชั่วโมงให้กินน้ำมากๆ ประมาณ ๕๐๐-๘๐๐ cc.
</p><p>ส่วนอาหารปกติ (มื้อกลางวัน เย็น) ก็เน้นการกินวุ้นเส้น โดยก่อนหน้าที่เริ่มเข้าคอร์สของตัวเองก็ได้ถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวุ้นเส้น จึงรู้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นแป้งนั่นแหละ แต่ผลการกินมันเข้าไป คือการทำให้เราอิ่มนาน เราจึงได้ความคิดทันทีว่าการที่ไม่หิวย่อมทำให้เราไม่อยากกิน เราจึงหันมากินอาหารที่ปรุงจากวุ้นเส้นซึ่งเป็นอย่างที่เราคาดไว้ มันไม่หิว (ซึ่งจริงๆ แล้วเราจะกำหนดความคิดเราไว้เองว่า “ต้องถึงเวลามื้ออาหารถึงจะสามารถกินอาหารได้”) ทำให้เราไม่ต้องพึ่งอาหารระหว่างมื้อ เพียงแต่เมื่อถึงเวลาทานก็ต้องทาน ทำให้วิธีการคุมน้ำหนักของเรานั้นสามารถทานอาหารได้ ๓ มื้อครบเลย ที่สำคัญคือ ต้องบอกตัวเองเลยนะว่าอย่าไปกินกลุ่มน้ำที่มีรสชาดทุกชนิด (แต่ถ้าอยากมากเมื่อไรก็กินได้ ไม่เกิน ๓ อึกต่อการดื่ม ๑ ครั้ง สามารถดื่มได้หลายครั้งแต่ห้ามดื่มติดต่อกัน ๒ ครั้งในคราวเดียว เพื่อไม่ให้ร่างกายร้องอยากของพวกนี้ คือ ดื่มได้แต่ต้อง Limit ให้คิดและพูดไว้เสมอว่ากินพวกนี้จะทำให้ท้องผูกเดี๋ยวจะเป็นริดสีดวง (เพราะเรากลัวการเป็นริดสีดวงมากๆ) ส่วนผลไม้ ไม่ให้กินพวกที่มีรสหวานทุกอย่าง ถ้าอยากกินกินได้ไม่เกินการหยิบ ๓ ครั้ง (ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองมากๆ) อ้อเกือบลืม…อย่าลืมกินนมพร่องมันเนยให้ได้อย่างน้อยวันละ ๕๐๐ cc. เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง เพราะในนมมีสารอาหารมาก  …คิดเองว่าน่าจะเพียงพอต่อการที่ไม่ให้ร่างกายดูโทรมจากการลดน้ำหนัก… ที่สำคัญต้องดื่มน้ำมากๆ เพราะจากเดิมถ้าเป็นคนทานมาก แล้วมาทานน้อยจะเกิดปัญหาท้องผูก (คิดเองว่าน่าจะเกิดจากการที่ปริมาณกากอาหารไม่เพียงพอที่จะดันออกมา) จึงต้องอาศัยน้ำช่วยไม่ให้กากอาหารแข็ง แต่ต้องระวังอย่าเน้นการกินผลไม้เพื่อเพิ่มกาก เพราะผลไม้มีน้ำตาลมาก กินได้ แต่ให้คิดว่าเพียงเพื่อเพิ่มสารอาหาร อย่าคิดเอามาเพิ่มกาก เพราะกว่าจะได้ปริมาณกากพอ เราจะได้น้ำตาลจากมันเกินพอ…จะอ้วนเหมือนเดิม</p><p>เราทำ…เราคิดอย่างนี้มา ๕๐ วันเห็นจะได้ พบว่าน้ำหนักลงดี คือ ๗ กิโลกรัม ถามหมอแกบอกว่าได้สัปดาห์ละ ๑ กก. กำลังดี อย่าให้มากกว่านี้ ซึ่งเราคิดว่าสูตรเรานี้ได้ตามเกณฑ์ในช่วง ๕๐ วันนะ ที่เหลือเรามารอดูกันต่อไป
</p>

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 2095
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)