จำได้ว่า เมื่อสมัยที่ตัวเองเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้เมื่อปี 2532 คำคำหนึ่งที่มักจะได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า "เด็กซิ่ล" (หรือ "เด็กซิ่ว" หรือเปล่าครับ ไม่แน่ใจ?) คำคำนี้ เป็นคำที่ดูจะเหมือนว่า เป็นคำที่เพื่อนๆร่วมรุ่น มักจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะคุณลักษณะส่วนตัวของ "เด็กซิ่ล" ที่มีอยู่ คือ เคยเรียนมหาวิทยาลัยในระดับชั้นปีอื่นๆมาแล้ว หรืออาจจะมาจากมหาวิยาลัยอื่นๆ แต่ด้วยเหตุและผลหลายๆอย่าง ทำให้ต้องกลับมาเรียนในชั้นปีที่หนึ่งใหม่
ในสมัยนั้น การถูกมองว่าเป็นเด็กซิ่ล ดูเหมือนว่าดูจะเป็นจุดเด่น หลายคนให้ความสนใจและจับตามองว่า "มันเคยเรียนมาแล้ว มันจะได้เกรดเป็นอย่างไร?" หรือ "มันจะเป็นอย่างเดิมอีกหรือไม่?" (ในกรณีที่เพื่อนรู้ความลับว่า มาเรียนใหม่เพราะถูกรีไทร์) แต่สำหรับผมแล้ว ไม่ว่าเพื่อนจะเป็นอย่างไร จะเข้ามาเรียนพร้อมกัน หรือเคยเรียนมาแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ผมสนใจในประเด็นนั้นมากนัก เนื่องจากกำลังสนุกสนานกับกิจกรรมการรับน้องใหม่ที่เพิ่งเคยเจอครั้งแรกในชีวิต........
จนมาถึงวันนี้ วันที่ผมได้รับหน้าที่ใหม่ นั่นก็คือ การได้ทำหน้าที่คุณครู ซึ่งก็นับว่า เป็นความท้าทายใหม่ที่หอมหวาน น่าลิ้มลอง แต่ต้องแลกกับอนาคตของเด็กๆ หลายสิบหรือหลายร้อยชีวิต...........
ในสัปดาห์แรกๆของการเรียนการสอน ผมได้ทำความรู้จักกับเด็กๆ รู้จักและเรียนรู้บริบทของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำมาใช้ปรับปรุงและหาแนวทางการสอนให้กับเด็กๆเหล่านั้น ซึ่งในระยะแรก ผลออกมาค่อนข้างดีเลยทีเดียว จนวันหนึ่ง...... ในสัปดาห์ที่สามของการเรียนการสอน ผมได้รับรายชื่อนักศึกษาใหม่เข้ามาเพิ่มในชั้นอีกประมาณ 6 คน โดยที่ผมไม่ทราบมาก่อนว่าเด็กกลุ่มใหม่เหล่านั้นเป็นใคร และทำไมถึงเพิ่งมีรายชื่อเข้ามาเรียน แต่นั่น...ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าไหร่นัก เพราะผมยินดีอยู่แล้วที่จะต้องสอนเด็กเพิ่มในห้อง แม้ว่าผมอาจจะต้องใช้การตะเบ็งเสียงในการสอนเพิ่มมากขึ้นก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ กลับกลายเป็นพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กเหล่านั้น
ผมเริ่มให้นักศึกษากลุ่มใหม่รายงานตัว แนะนำตัวเองให้เพื่อนๆได้รู้จัก ในใจผมคิดว่า อย่างไรเสีย แม้จะเข้ามาใหม่ แต่ด้วยระยะเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ก็น่าจะปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเพื่อนๆในห้องได้โดยไม่ยากนัก แต่การคาดคะเนของผมกลับผิดไป เพราะสิ่งที่ได้รับจากพวกเขาคือ ปฏิกริยาที่ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่ผมพยายามให้พวกเขากระทำ.....คนแรก ยืนขึ้นที่โต๊ะ แนะนำตัวอย่างไม่ใส่ใจ ดูหยิ่งยโส และท้าทายสายตาผม รวมถึงกลุ่มเพื่อนๆที่นั่งอยู่ก่อนในห้อง....แนะนำตัวเสร็จก็นั่งลงด้วยท่าทีเหมือนเดิม... คนที่เหลือในกลุ่มก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างกัน จนมาถึงคนที่ 6 ซึ่งเป็นคนสุดท้าย ปฏิกริยาที่ว่ากลับดูรุนแรงขึ้นด้วยวาจาที่ดูก้าวร้าวและไม่เกรงกลัว
ณ วินาทีนั้น ในใจผมคิดไปต่างๆนาๆ ผมเองก็เพิ่งมาสอนครั้งแรก และกลับต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผมต้องแก้ไขสถานะการณ์อย่างไร? สมองของผมต้องประมวลออกมาให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์เหล่านั้นให้ได้ทันเวลา .....ซึ่งผลจากการประมวลความคิด สรุปออกมาว่า ผมต้องรีบดำเนินการการแนะนำตัวให้จบลงเร็วที่สุด และหาเรื่องอื่นมาปรับเปลี่ยนและดึงดูดความสนใจของเด็กในชั้น สิ่งที่ผมตัดสินใจกระทำต่อไปในวันนั้นคือ การเริ่มต้นสอนด้วยความกระตือรือร้นและพยายามทำให้ด็กส่วนใหญ่สนุกกับการเรียน เพื่อที่จะเบียงเบนความสนใจของพวกเขาให้ออกจากเพื่อนๆกลุ่มใหม่กลุ่มนั้น
หลังเสร็จจากภารกิจการสอนในวันนั้น ทำให้ผมต้องกลับมานั่งทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และค้นหาคำตอบ ว่าเพราะอะไร เด็กๆกลุ่มนั้นจึงพฤติกรรมเช่นนี้ ผมได้ตัดสินใจว่า ผมควรจะต้องถามถึงที่มาที่ไปของเด็กกลุ่มนี้กับอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเขา ซึ่งผลลัพท์ที่ออกมาคือ เด็กกลุ่มนี้ เป็น "เด็กซิ่ล" ซึ่งเคยเรียนในหลักสูตรอื่นมาก่อน และต้องกลับมาเรียนใหม่ในสาขาที่ผมกำลังสอนอยู่ .... เอาละหว่า....ความหนักใจเริ่มเกิดขึ้น นี้เป็นปัญหาใหม่ที่ผมต้องเจอ และต้องแก้ให้ได้....
ในสัปดาห์ต่อๆมา ผมลองใช้หลายๆวิธี เพื่อที่จะหาวิธีแก้พฤติกรรมเหล่านี้ของพวกเขา ทั้งพยายามพูดคุยและหว่านล้อมให้พวกเขา เล่าถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา ก่อนที่จะเข้ามาเรียนใหม่อีกครั้ง ผมพยายามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งเทอม ถึงได้รู้ว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับเด็กเหล่านั้น ไม่ได้เป็นกับเด็กซิ่ลคนอื่นๆเลย แต่เป็นเพราะว่า หนึ่งในหกคน ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่ม พยายามผลักดันเพื่อนๆรู้สึกว่า การเป็น"เด็กซิ่ล" นั้น เป็นจุดด้อยของพวกเขา และพยายามทำตัวต่อต้านในทุกๆกิจกรรมในชั้นเรียน และรวมถึงการทำกิจกรรมสัมพันธ์กับเพื่อนๆในชั้นเรียน....
ผมลองใช้วิธีใหม่ในการเรียนการสอน โดยการพยายามยกตัวอย่าง เอ่ย ถึงชื่อพวกเขา และให้ความสำคัญกับพวกเขามากขึ้น เพื่อที่จะลดความคิดน้อยอกน้อยใจและความคิดที่ว่า พวกเขา "ต่างจากคนอื่น แรกๆก็ไม่ค่อยได้ผล จนในที่สุดสัปดาห์ต่อๆมา พวกเขา เริ่มปรับตัว และเริ่มรับได้ในสิ่งที่ผมพยายามเปลี่ยนแปลง โดยที่พวกเขาไม่รู้ซักนิด ว่าผมต้องเหนื่อยมากกว่าเก่าหลายๆเท่า เพื่อที่จะทำให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันและทำกิจกรรมกับเพื่อนๆในชั้นได้....
เวลาผ่านมาจนวันนี้...... สิ่งที่ผมกำลังกระทำ ก็ยังคงดำเนินต่อไป อย่างน้อยสิ่งที่มันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ มันก็จะทำให้เด็กกลุ่มหนึ่ง ที่คิดว่าตัวเองต่างจากคนอื่นๆ สามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างปกติสุข
ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ผลตอบรับจะออกมาดีหรือแย่แค่ไหน แต่ผมก็ต้องทำต่อไป เพื่อวันข้างหน้า พวกเขาจะได้รู้ว่า สิ่งที่ผมทำ มันเป็นความรู้สึกจากใจของครูคนหนึ่ง ที่อยากเห็นลูกศิษย์ทุกคน ประสบความสำเร็จในชีวิต ....
"ถึงครูจะเหนื่อยและล้า แต่อยากให้พวกหนูรู้ว่า ครูรักพวกหนูทุกคน และอยากเห็นรอยยิ้มในวันที่พวกหนูประสบความสำเร็จ และเติบโตเป็นคนดีของสังคม "
เด็กซิ่ว = fossil ซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกัน เราเอามาเรียกพวก ที่ ไม่ได้เรียนตามเกณท์ วนเวียนสอบ ได้มั่ง ไม่ได้มั่ง จนกว่าจะถูกใจ ก็เลยแก่เลย
ตรงข้ามกับ freshy สดๆ ใหม่ๆ จากรั้วมัธยม
อ่านแล้วน่าสงสารจัง
ไม่รู้มาก่อนเลยว่าต้องเจอกันเรื่องหนักขนาดนี้
ยังไงก็พยายามหน่อยนะครับ เป็นกำลังใจให้เสมอนะ
สู้ๆ ครับ เพื่ออนาคตของเด็กๆ และเพื่อสังคมไทยในอนาคต
เป็นกำลังใจให้นะครับ อย่างน้อยความใจเย็นและมีเหตุผล
ก็นำไปสู่สิ่งดีๆ และการปรับตัวที่ดีขึ้นของเด็ก เอาใจช่วยครับ
สวัสดีค่ะ
มาติดตามอ่านเรื่องราวดีที่น่าสนใจ
มาเป็นกำลังใจให้ค่ะ
ขอขอบคุณ คุณ คนโรงงาน นะครับ ที่ร่วมแบ่งปันความรู้กันครับ
ครูต่อ
เคยได้มีโอกาสเรียนร่วมกับพี่ซิ่วหลายคน แต่อาจเป็นโชคดี
ที่พี่ซิ่วแต่ละคนค่อนข้างสดใส ไม่มีเก๋าโจ๋ขาใหญ่ นำทีมกร่าง
เชื่อค่ะ..หากได้ครูดีดี ที่เสียสละเพื่อพวกเขา จากความเหนื่อยหนักของเรา
จะเปลี่ยนเป็นความภูมิใจ..เมื่อเห็นเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตในรั้วและออกไป
พร้อมความสำเร็จ..ในวันหนึ่ง
ขอบคุณ คุณ ยอดฉัตร นะครับ ที่ยังคงส่งกำลังใจมาให้และติดตามอ่านเสมอๆ เร็วๆนี้มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ จะนำมาเป็นบันทึกเร็วๆนี้ครับ
ครูต่อ
ขอขอบคุณ คุณ ยศครับ คุณindy และคุณ ตา สำหรับ กำลังใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ
ครูต่อ
อ่านแล้วคนที่เป็นครูเหนื่อยมากนะครับ นอกจากสอนนักเรียนตามหลักวิชาแล้ว การจัดการความขัดเเย้งในสถานการณ์เฉพาะหน้าก็จำเป็น
ผมเองมีโอกาสแลกเปลี่ยน กับ นศ.ระดับปริญญาโท และเคยสอน นศ.ป.ตรี บ้าง ผมมองว่า ยิ่งระดับรองลงมาจาก ป.โท ผมสอนยาก และ สอนไม่ได้ครับ ;)
ปริญญาโท เราเติมวิธีคิด และคิดร่วมกัน สังเคราะห์ ให้เห็น ผมถนัดแบบนี้มากกว่า จะให้จัดการกับเด็ก นร.ซิ่ล แบบครูคงเหนื่อยมากๆครับ
ให้กำลังใจครับ
ขอบคุณ คุณจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร นะครับ ที่ตามมาให้กำลังใจ
ยอมรับว่าเหนื่อยมากครับ แต่บอกกับตัวเองว่า จะต้องทำให้ถึงที่สุด
เพราะที่ผ่านมา เด็กนิเทศน์ฯหลายคน ไม่รู้ว่า ตัวเองกำลังเรียนเรื่องการสื่อสาร
เพราะยิ่งเรียน การสื่อสารของตัวเองยิ่งแย่ลง
อย่างไรเสีย ผมจะพยายามให้แนวคิดใหม่ให้พวกเค้ารู้ว่า สิ่งที่พวกเค้าใช้อยู่ทุกวัน
คือการสื่อสารนั้น เค้าต้องใช้ให้เกิดประโยชน์และคุณค่ากับสังคมให้มากที่สุดครับ
ขอบคุณอีกครับ
ครูต่อ
นึกย้อนอดีต ..สมกับวัยที่ย่างเข้ามาในปัจจุบัน
ปัจจุบันก็ยังอยากจะค้นพบความเป็นครูของตัวเองนะคะว่า
ทำได้แค่ไหน ทำดีหรือยัง
ขอเป็นกำลังใจให้ครูต่อนะคะ บางคนอาจจมองว่าอาชีพครูนั้นสบาย
อาจจะมีครูที่สบาย..แต่คงไม่ใช่พวกเรา
สวัสดีตอนเช้าครับ ครูคิม
ใช่ครับ หลายครั้งที่เจอเพื่อนเก่า ซักไซร้ไล่เลียงกันถึง ความเป็นอยู่ พอรู้ว่า เราเป็น "ครู" ก็คิดว่าเรา "สบาย" เรายิ้มแทนคำตอบ แต่ไม่มีใครรู้คำตอบดีเท่าเรา ว่า การเป็นครูนั้น เป็นอย่างไร อย่างน้อย... เราภูมิใจที่สุด กับการได้เห็นเด็กที่เราหล่อหลอมมา ได้เติบโตเป็นคนที่มีค่าในสังคม
ชอบคำของครูคิมครับ อาจจะมีครูที่สบาย..แต่คงไม่ใช่พวกเรา
แต่พวกเราก็ภูมิใจครับ และยังคงเชื่อมั่นในความเป็นครูของพวกเราทุกคนครับ
ครูต่อ