. . . กินไปดูไป ได้อะไรสอนใจมากมาย . . . ทำให้ได้คิดขึ้นว่า. . .

         เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วผมกับภรรยาไปธุระแถวหมู่บ้านเสรี ขับเข้าไปในซอยพระรามเก้า 41 ผ่านร้านก๋วยเตี๋ยวหมูที่จำได้ว่าสมัยก่อนตอนสอนที่เอแบค (มหาวิทยลัยอัสสัมชัญ) เคยแวะมากินอยู่บ่อยๆ เป็นร้านเล็กๆ ที่มีโต๊ะนั่งไม่กี่โต๊ะในร้าน โต๊ะที่เหลือตั้งอยู่บริเวณฟุตบาท (ข้างถนน) คนที่มาทานส่วนใหญ่ก็จอดรถตรงริมถนนตรงนั้น ซอยนี้ถือว่าเป็นซอยที่ใหญ่พอสมควร เพราะเป็นทางลัดที่ไปออกข้างมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ ที่ว่าใหญ่หมายถึงว่าใหญ่กว่าซอยทั่วไป แต่ถึงอย่างไรก็ดีตรงบางช่วงที่มีรถจอดอยู่ตรงกันทั้งสองข้างถนน ก็มีผลทำให้รถที่ผ่านมาผ่านไปเริ่มสวนกันได้ไม่ค่อยจะสะดวกนัก เพราะเหลือพื้นที่ถนนให้รถวิ่งแค่เลนเดียว

         ผมกับภรรยานั่งทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ริมฟุตบาท มองเห็นการจราจรที่ทำท่าว่ากำลังจะเป็นปัญหา เห็นพฤติกรรมของคนที่ขับรถไปมา เห็นว่าบางคนก็ใจเย็นปล่อยให้รถอีกทางหนึ่งมาก่อน แต่บางคนก็ใจร้อนพยายามจะวิ่งสวนไปให้ได้ ทั้งๆ ที่เห็นอยู่แล้วว่าตรงนั้นไม่น่าจะสวนกันได้เพราะมีรถจอดอยู่ทั้งสองข้างถนน แต่หลายคนก็พยายามดึงดันจะผ่านไปให้ได้ ไม่มีใครยอมใคร พอขับไปแล้วก็ถึงทางตัน คือสวนกันไม่ได้ ทำท่าเหมือนว่าจะเบียดกัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยอมถอยให้กัน

         กินไปดูไป ได้อะไรสอนใจมากมาย เกิดความเข้าใจว่า. . . ที่สังคมของเรายุ่งเหยิงอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะตรงที่ ไม่มีใครยอมใคร ถึงปากจะพูดไปเพื่อให้ฟังดูดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่มีใครยอมถอยให้กัน ทุกคนต่างพยายามขับไปข้างหน้า ทั้งๆ ที่รู้ดีว่า ถ้าฝืนไปก็รังแต่จะทำให้เกิดปัญหา ผมได้เห็นกับตาว่า พอรถบางคันยอมหยุดอยู่กับที่ ไม่ขับขึ้นมาข้างหน้า ปล่อยให้อีกทางมาก่อน ก็ทำให้การจราจรเคลื่อนไปได้โดยไม่ติดขัด ทำให้เริ่มกระจ่างชัดในปัญหาการบ้านการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้

         ผมกินอย่างไม่สบายใจนัก รีบกินเพื่อที่จะได้ออกไปจากตรงนั้น ในขณะที่เข้าไปนั่งในรถพลันก็นึกได้ว่า นี่เราเองก็มีส่วนในการสร้างปัญหานี้ด้วยเช่นกัน ตอนที่นั่งทานก๋วยเตี๋ยวอยู่นั้น มัวแต่มองเรื่องของคนอื่น จนลืมดูตัวเอง ช่างเหมือนกับเหตุกาณ์บ้านเมืองซะจริงๆ ที่เรามัวแต่มองจับจ้องไปที่นักการเมือง ที่พันธมิตรฯ ที่รัฐบาล แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา โดยที่ลืมไปเสียสนิทว่า. . . หลายปัญหานั้นก็มาจากเราด้วยเช่นกัน!