เกริ่นนำ

วันนี้เดินทางกลับจากไปบรรยายที่ศูนย์เอกศาสตร์ ก่อนจะเดินทางกลับ เห็นว่ามีเวลาเหลืออยู่พอที่จะเดินเล่นสอดส่องสายตาหาสิ่งที่ที่ความคิดอย่างผมชอบ ผมได้ถูกเชื้อเชิญจากนักศึกษาท่านหนึ่งให้อาศัยรถมาลงที่เดอะมอล์บางกะปิ หลังจากลงจากรถ ก็ไม่ลืม "ขอบคุณครับ ที่ให้อาศัยมาลงที่นี้" "ไม่เป็นไรค่ะ อาจารย์ สวัสดีค่ะ" นักศึกษาพูดพร้อมกับประนมมือไหว้ ผมโน้มศีรษะพร้อมกับประนมมือไหว้ด้วย การทำอย่างนี้เป็นคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ฝึกฝนมาตอนช่วงหนึ่ง ซึ่งผมไม่ชอบเอาซะเลยในสมัยวัยสะรุ่น ผมกลับมาใช้ตอนนี้ด้วยความรู้สึกดีเมื่อเห็นอาจารย์วีระนัย ทำเป็นแบบ ท่านไม่สอนหรอก แต่ผมเห็นว่าดี ก็เลยมั่นใจในสิ่งนั้น

ผมเดินในห้างสรรพสินค้าพักใหญ่ เป้าหมายก็ไปที่เครื่องเสียงที่มีอาภัสสรส เดินๆ ๆๆ ก็พบว่า ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีเครื่องเสียงหลากหลายให้ดูชม ระหว่างเดินๆๆๆๆ ก็คิดเรื่อยเปื่อย ความคิดนั้นคือ

- จงได้แค่ชม หากเราเป็นเจ้าของมันเมื่อไร เราก็จะตกเป็นทาสของมันเมื่อนั้น ยิ่งรักผูกพันธ์มาก ยิ่งตกเป็นทาสมาก ความเป็นตัวกูของกูก็จะสูงขึ้น

- สิ่งเหล่านี้ให้ความสุขที่ลึกซึ้งจริงหรือไม่ คงไม่จริง เมื่อได้มาครอบครอง ไม่นานก็เคยชินกับเสียง จากนั้นก็จะหาสิ่งใหม่เข้ามาทดแทน ทดแทนไปเรื่อยๆ จนไม่มีที่สิ้นสุด ความสิ้นสุดจะมีอยู่ก็ต่อเมื่อเราหยุดความต้องการนั้นเสีย ฯลฯ

   จากนั้นทำให้หวนคิดถึงกรรมฐานศึกษาตอนหนึ่งที่ว่า เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน เพราะฉะนั้น ผมจึงสรุปในใจผมว่า คำสอนนี้ยังคงใช้ได้เสมอ

   ไม่นานผมก็เดินทางออกจากห้างสรรพสินค้า ขึ้นรถปรับอากาศ 820 เพื่อมาลงที่รังสิต ผมขึ้นรถปรับอากาศของรัฐบาลทีไรเป็นต้องปวดหัวทุกครั้งไป กลิ่นอะไรบางอย่าง อากาศบางอย่างภายในรถ มันไม่เหมือนกับอากาศภายนอก ให้แปลกใจว่า ทำไมในรถส่วนตัว อากาศที่ปรับแล้ว ดีกว่าอากาศที่พบในรถเมล์ แต่ก็ต้องนั่ง คนอื่นนั่งได้ ผมก็ต้องนั่งได้เหมือนกัน เพราะหากจะเดินกลับรังสิต อีกนานกว่าจะถึง เมื่อมาถึงรังสิต ผมก็เดินเข้าไปทำธุระในห้างฟิวเจอร์รังสิต จากนั้นจึงเดินออกมาข้ามฟากขึ้นรถกรุงเทพฯ-อยุธยา ระหว่างเดินทางกลับนั้นเอง คนขับรถก็พูดให้ฟังว่า "วันก่อนพลาดผิดอะไรบางอย่างไป ถูกเรียกให้จอด เพราะไม่หลีกทางให้รถทางหลวง ผมก็บอกเจ้าหน้าที่ทางหลวงไปว่า ผมไม่เห็นรถของท่านจริง" คนขับรถย้ำให้ฟังอีกว่า "จริงๆ แล้ว ผมไม่เห็นจริงๆ ว่ามีรถทางหลวงตามมา แต่ผมบอกเจ้าหน้าที่ไป เขากลับไม่เชื่อ หาว่าผมไม่ให้ความเอื้อเฟื้อ" ผมฟังคนขับรถเล่าให้ฟังแล้วก็คิดอะไรบางอย่างถึงตัวผม สมัยหนึ่ง ไปร่วมจัดโครงการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนที่จังหวัดสงขลา ในเวลาไปทำธุระเพื่อปากท้องของสามเณร ผมพร้อมด้วยเพื่อนร่วมงานและสามเณรก็จะเดินทางด้วยรถของทหารค่ายเสนาณรงค์ และจะขอให้รถทางหลวงช่วยนำให้ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับสามเณรจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่ลูกของเรา ก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาชีวิตของเด็กเหล่านั้นให้เหมือนกับลูกหลานของเราทุกคน ใจหนึ่งกระหยิ่มว่า "ดีจัง รถไปโลด เพราะมีตำรวจนำ รู้สึกโก้เก๋" ดูเหมือนใจเจ้ากรรมจะหึกเหิมซะเหลือเกิน หัวใจมันพอโตกับความเป็นอภิสิทธิ์ชน

กาลเวลาผ่านไป ผมพบแล้วว่า อภิสิทธิ์ชนไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับผม เราเป็นคนเหมือนกันกับคนทุกคน การใช้อำนาจบาดใหญ่กับคนทุกคนไม่ใช่เรื่องที่คนควรกระทำกับคน เขารถติด เราก็ต้องรถติดกับเขาด้วย เขาติดไปแดง เราก็ต้องติดไฟแดงด้วย เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจะพบอะไรหลายอย่างท่ามกลางความเป็นคน ที่อภิสิทธิ์ชนไม่เคยพบ ไม่เคยเข้าใจ ทำให้หวนคิดถึงรายการที่นี่หมอชิต คุณสัญญาให้ดาราผู้สูงส่งคนหนึ่งไปเป็นคนเดินดิน สิ่งที่เขาสะท้อนออกมาคือ ต่อไปนี้ผมจะไม่บีบแตรไล่คนเข็ญรถขายออกอีกแล้ว ต่อไปนี้ผมจะเอื้อเฟื้อกับคนทุกคน ฯลฯ

เพราะฉะนั้น การจัดการความรู้ ต้องลงมือปฏิบัติไปด้วย ขณะเดียวกัน ให้ถอดความรู้นั้นออกมาเป็นองค์ความรู้ นี้คือตัวอย่างการจัดการความรู้จากมุมมองของผม