นั่งเขียนบทที่ห้า บทสุดท้ายของงานวิจัยชิ้นที่สองของข้ากระผม ฮือ แต่ดันมาเสร็จเป็นชิ้นที่สาม งานวิจัยชิ้นนี้โดนแซงไปชนิดน๊อกรอบครับ จริงๆ นั่งเขียนมาหลายวันหลายคืนแล้ว แต่ยังไม่ได้สักกะบรรทัดหนึ่ง เป็นไปได้จริงๆ ครับ เปิดไฟล์งานนี้ขึ้นมาปั๊บ ก็มีอันต้องหยิบงานอื่นขึ้นมาทำตลอด วันนี้เลยจะลองไม่เปิดไฟล์นี้ก่อน เอาเป็นว่ามาเขียนบล็อกก่อนแล้วกัน เพื่อจะเสร็จในวันนี้เสียที ฮิฮิ (คิดได้งัย)

วันนี้ผมมีประชุมตอนสี่โมงเช้าเกี่ยวกับเวทีนำเสนอผลงานวิชาการของคณะครับ ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ แฮะแฮะ อันนี้ก็ขอประชาสัมพันธ์มายังมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านนะครับ สนใจส่งบทความเข้าร่วมได้นะครับ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดหัวข้อสำหรับการประชุมครับ วันนี้คงได้คำตอบในเรื่องนี้ แล้วจะนำมาประชาสัมพันธ์ผ่านบล็อกครับ (อินชาอัลลอฮ์)

ความต้องการจริงๆ รอบนี้อยากให้เป็นระดับภูมิภาคขอรับท่าน เพราะปีที่แล้วมีจากมาเลเซียมา ปีนี้ก็อยากได้บทความจากอินโดฯ สิงคโปร์บ้าง อย่างน้อยการประชุมวิชาการจะได้มีสีสรรมากยิ่งขึ้น ออ. ปกติเวทีนี้เราอนุญาตใช้ได้ทั้งสี่ภาษาครับ คือ ไทย อังกฤษ อาหรับและมลายู แล้วแต่ผู้นำเสนอจะใช้ภาษาอะไร เรายอมให้ได้ครับ เพราะสี่ภาษานี้เราใช้ในมหาวิทยาลัย

เมื่อวาน โดนรุ่นน้องจากมาเลเซียแชดมาต่อว่า ผ่านทางโปรแกรม msn(ฮิฮิ เห็นไหมผมนะหาเรื่องได้ทั่วโลกจริงๆ พิมพ์ถึงตรงนี้ก็มีคนโทรศัพท์มา พร้อมแนะนำว่า ต่อไปนะทำวิจัยให้มันตรงสายหน่อยสิ จะได้เขียนวิจัยจบเร็วๆ ฮาฮา เห็นมัยคนรักทั่วโลกเลย)  ทำไมไม่รับอาจารย์จากอีรัค อ้าว. ก็เมื่อวานตอนเช้าผมเพิ่งถามหัวหน้าสาขาวิชาไปว่าตกลงรับใช่มัย ท่านก็บอกว่า เมลไปให้กับอาจารย์อีรัคส่งหลักฐานมาแล้ว อันนี้ก็เป็นปัญหาจากการสื่อสารเหมือนกันครับ และเป็นผลพวงจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

คนอีรัคเขามีความรู้สึกว่า เขาเป็นคนที่โลกรังเกียจ อันเนื่องจากหลังเหตุการณ์ 9-11 เขาบอกว่า ตอนนี้ไปเดินทางไปต่างประเทศยากลำบากมาก ถูกมองว่าตัวเขาเป็นกลุ่มคนผู้ก่อการร้ายระดับโลก (อันนี้เขาเมลมาให้ผมอ่าน) แล้วเขาก็ไปคุยกับรุ่นน้องผมด้วยประโยคนี้ ทำให้รุ่นน้องผมเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยมองคนอีรัคเป็นแบบนี้ แล้วเอาผมต้องรีบยกหูโทรศัพท์คุยกับหัวหน้าสาขาวิชาทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า รุ่นน้องผมเข้าใจผิดคิดไปเอง

ถ้าฟังจากความรู้สึกของคนอีรักแล้ว ผมรู้สึกน่าเห็นใจครับ แต่คิดไปคิดมาก็ดูเหมือนกับคนในสามจังหวัดครับ เวลาขับรถออกนอกพื้นที่ หากเป็นป้ายทะเบียนรถของสามจังหวัดละก้อ มีสิทธิโดนขูดได้ จนกระทั่งตอนนี้ ผมสังเกตป้ายทะเบียนรถคนยะลาปัตตานี พบว่า เป็นชื่อจังหวัดอื่นเสียมากขึ้นแล้วครับ ล่าสุดเพื่อนกระผมเองสองคนก้อไม่ยอมใช้ป้ายปัตตานี อีกกรณีหนึ่ง เมื่อหลายเดือนก่อนมีทีมงานชุดหนึ่งพาเยาวชนในสามจังหวัดไปเที่ยวทางข้างบน ปรากฏพอเข้าใจกลางเมืองของจังหวัดๆ หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงตะโกนมาจากนอกรถว่า เฮ้ย จะพากันไปวางระเบิดที่ไหนอีกล่ะ

เอาเป็นว่า เขียนมาเล่าสู่กันฟังเฉยๆ นะครับ อย่าคิดมาก

ขอบคุณครับ