ปราสาทนี้มี 37 ยอด มี 1000 ห้อง ตอนกลางคืนประดับไฟสวยงาม

เมื่อมองจากเมืองไทยข้ามทะเลอันดามันไปท้ายสุดในดินแดนรูปหัวใจคืออินเดีย  เราจะเห็นเกาะเหมือนหยดน้ำค้างนั้นคือเกาะศรีลังกา  เคยมีสิ่งสร้างอย่างงดงามในยุคของกษัตริย์แห่งอนุราชบุรี  ทรงสร้างราว พ.ศ. 382-406 

 เป็นโลหะปราสาท มี 9 ชั้น นับห้องได้ 1000 ห้อง  ล้วนสร้างด้วยสิ่งล้ำค่ามีแผ่นทองแดง  ผนังเป็นไม้ประดับหินล้ำค่าและงาช้าง  ที่แห่งนี้เป็นที่พักพระสงฆ์ตามภูมิรู้ภูมิธรรมและสมณะศักดิ์ชั้นสูงก็พักอยู่บนสุดและลดลงมาตามลำดับ 

 ต่อมาโดนอัคคีภัยไหม้หมดเลย  ต่อมาพระเจ้าสัทธาติสสะนำการสร้างขึ้นอีกสูง 7 ชั้น  โดยเปลี่ยนเป็นเสาหินทั้งหมดเพื่อป้องกันอัคคีภัย  แต่ก็ถูกโจรใจบาปทำลายลงคงมีแต่ซากเสาหินประมาณ  1600  ต้น ให้เห็นในปัจจุบัน

เมื่อผมท่องเที่ยวอยู่เมืองอินเดียช่วงหนึ่งได้ขึ้นรถไฟจากเมืองพาราณสีไปลงที่ชานชาลาเมืองไฟซาบัดแล้วต่อรถจิ๊บเข้าไปในเมืองสาวัตถีมีชื่อในโบราณตอนนี้เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ และเข้าไปอยู่ที่วัดไทยสาวัตถีหลายสัปดาห์ในปี พ.ศ. 2537 

 และช่วงนั้นผมเดินเดี่ยวท่องไปในเมืองโบราณไปไปถึงริมท่าแม่น้ำอจิรวดี เป็นท่าที่นางปฏาจาราหรือในบทขับร้องทำนองแหล่เรื่องวังแม่ลูกอ่อนนะ ที่ว่า เธอเสียใจด้วยสามีตายเพราะงูกัดลูกคนโตก็จมน้ำตายลูกคนเล็กก็โดนเหยี่ยวเฉี่ยวเอาไปกิน  นางเลยเสียใจเป็นบ้าเดินไปพบพระพุทธเจ้าฟังธรรมแล้วได้สติกลับมา 

 เมื่อมองจากตรงนี้ไปทางซากโบราณเก่า ๆ นั้นคือวัดบุปผาราม  ตรั้งนั้นเองเป็นที่ตั้งของโหละปราสาทแห่งแรกในโลกเกิดจากการขายเครื่องประดับของนางวิสาขาที่ลืมไว้ในวัดแล้วถวายให้พระซะเลย 

 พระอานนท์เลยเป็นผู้คุมการก่อสร้างโลหะปราสาทหลังนี้สวยงามมาก มีจำนวน 1000 ห้อง  ตรงกลางมียอดทองคำ ผมยืนมองเห็นปราสาทในจินตนาการเท่านั้น  เพราะผ่านมา 2500 กว่าปีแล้ว

          เมื่อปี พ.ศ. 2519 2520 นั้น  ผมได้อาศัยอยู่ใกล้โลหะปราสาทที่เห็นได้ทุกวันและเคยเดินเวียนขึ้นไปถึงสุดบันไดชั้นบนละ  สร้างในยุค ร. 3 เอาแบบมาจากศรีลังกาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา  

 ปราสาทนี้มี 37 ยอด  มี 1000 ห้อง  ตอนกลางคืนประดับไฟสวยงาม  กรมศิลปากรได้ขึ้นเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2492  นี่คือโลหะปราสาทของไทยในกรุงเทพ ฯ ตั้งอยู่ที่วัดราชนัดดาราม  อยู่ตรงข้ามกับภูเขาทอง กรุงเทพฯ นั้นเองละ.