การปฏิบัติธรรมให้ถูกหลักยิ่งขึ้น
ต้องทำการตรวจตราดูตนว่า มีการสำรวมระวังอินทรีย์๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ขนาดไหนต้องเพิ่มพละ ๕ อินทรีย์ ๕ ให้แก่กล้า
อินทรีย์ คือความเป็นใหญ่
พละ คือ กำลังใหญ่ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา และพระไตรปิฏกเล่ม ๒๒ ข้อ ๑๓ กล่าวถึง อริยวัฑฒิ คือความเจริญอย่างประเสริฐ หรือความประเสริฐอย่างอารยชน มี ๕ประการ คือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ต้องสร้างให้มีขึ้นในตนพร้อมๆกับสำรวจในตนว่า สำรวมอินทรีย์๖พอแล้ว หรือสำรวมในกามคุณ ๕ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ดีพอไหม มีสัมมาทิฏฐิขนาดไหน มีฉันทะพอใจรักใคร่ในการละกิเลสไหม แล้วเอา ศีล๕ ศีล๘ ตามฐานะมากำจัดกิเลสอย่างหยาบๆ มีโลภ โกรธ หลง ซึ่งเรียกว่า วีติกกมกิเลส คือ กิเลสอย่างหยาบ สมาธิ กำจัด กิเลสอย่างกลาง คือ นิวรณ์๕
เมื่อสำรวมดีแล้ว ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจเรียกว่า "ญาณ"หยั่งรู้กิเลสหยาบๆจนเกิดความเข้มแข็งคือ วิราคะ นิพพิทา สิ่งหยาบๆก็จะลดละไปได้ เมื่อมี ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ช่วยกันอยู่นั่นเมื่อกิเลสหยาบๆจากไปเช่น เหล้า บุหรี่ หมากพลู การกินหยาบๆ พูดหยาบๆ ทำหยาบๆก็จะหมดไป
โลภะ ที่ละเอียด ก็จะไปอาศัยอยู่กับนิวรณ์ ๕ ข้อแรก คือ ความพอใจในอารมณ์ มีรูปเป็นต้น
โทสะ ที่ละเอียด ก็จะไปอาศัยอยู่กับนิวรณ์ข้อที่ ๒ คือ ปองร้ายผู้อื่น เรียกว่าพยาบาท
โมหะ ความหลงที่ละเอียด ก็จะไปซ่อนอยู่ในนิวรณ์ข้อที่ ๓-๔-๕ ตามหลักสูตร
ท่านให้น้อมเอาสมาธิมากำจัดกิเลสอย่างกลาง คือ นิวรณ์ ๕ ที่เรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส เมื่อโลภะ โทสะ โมหะ และนิวรณ์๕ อย่างหยาบๆถูกปราบลงด้วยศีล สมาธิ แล้ว เนื้อละเอียดของกิเลสทั้งสองอย่างนี้ ก็วิ่งไปซ่อนอยู่ในอนุสัย ๙ สังโยชน์ ๑๐แล้วทำท่าทีโผล่หัวขึ้นมาเล่นงานอีก ความหยาบของสักกายะคือ กายมันแสดงออกได้หลายทาง ราคะละเอียด รูปละเอียดของกิเลสหยาบ กลางก็มาโผล่ที่สักกายทิฏฐิ กายรูปนี้ต้องมาติดยึดในเสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ รวมไปถึงติดยึดรูบแบบจารีต ทำกระทงข้าวดำ ข้าวแดง ถือผีสางนางไม้ เทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์ ราหู ต่างๆ ตลอดถึงศาลพระภูมิ ศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ปู่ตาอารักษ์ เป็นต้น เช่น ลัทธิร้อยๆลัทธิในเมืองอินเดียมีการบูชาไฟ เป็นต้น ที่เป็นการเชื่อถือเรื่องราวต่างๆไร้สาระฯลฯ ..โมหะ ละเอียดในกิเลสหยาบ วิจิกิจฉา ในนิวรณ์ตัวละเอียดก็มาซ่อนอยู่ใน วิจิกิจฉา ในสังโยชน์ข้อ๒ โลภะ และถีนมิทธะ อุทธัจจะ ที่ละเอียดก็จะมาซ่อนอยู่ที่ สีลัพพตปรามาส
.....พระโสดาบัน จึงต้องมาละ ราคะ โทสะ โมหะ ในลักษณะอย่างนี้ เข้าใจให้ละเอียดยิ่งขึ้น พระโสดาบันต้องมีหน้าที่ละโลภ โกรธ หลง นิวรณ์ ๕ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทั้งส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียด พระโสดาบันละสังโยชน์ได้ ๓และละโลภะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงได้
.....พระสกิทาคามี ละโลภะ โทสะ โมหะให้เบาบางลงไปอีก กับสังโยชน์ ๒ข้อ คือ กามราคะ ปฏิฆะ
....พระอนาคามี ถอนกามราคะ ปฏิฆะ สังโยชน์เบื้องต่ำหมด แต่หลงติดอยู่ในความสุขคิดว่าเป็นนิพพาน ถ้าไม่หลงสุขก็จะไปสู่ขั้นอรหันต์ได้เร็วขึ้น
พระโสดาบันจึงจะได้รู้ชาติใน อดีตและปัจจุบัน ตามหลักสูตรที่ว่า เอกพีซี โกลังโกละ สัตตขัตตุปรมะ เหลืออีกชาติหนึ่ง หรือสามชาติ เจ็ดชาติ ก็จะได้บรรลุพระอรหันต์เป็นต้น
กิเลสก็มีวงจรลูกโซ่ของมันครบสูตร ธรรมะที่จะทำลายข้าศึกเหล่านี้ก็มีวงจรเหมือนกัน แต่เป็นวงจรที่เจริญและประเสริฐอย่างเดียวไม่แปรผันเหมือนกิเลส
การจะบรรลุพระโสดาบันนี้ก็ไม่ใช่ง่าย ที่ว่า ทุกขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากรู้ได้ช้าเป็นต้น บางคนก็สั่งสมบารมีมาหลายภพชาติ ก็ไม่ลำบากในการบรรลุตามหลักที่ว่า สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว จะบรรลุโสดาบันนี้ เปรียบเหมือนอุ้มบาตรที่เต็มเปี่ยมด้วยน้ำมันงาไม่ให้หก
...หลักการจะเป็นพระโสดาบันมีอยู่ ๗ ประการ คือ
๑.นับถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะตลอดชีวิตไม่เสื่อมคลาย
๒.นับถือพระธรรมเป็นสรณะตลอดชีวิตไม่เสื่อมคลาย
๓.นับถือพระสงฆ์เป็นสรณะตลอดชีวิตไม่เสื่อมคลาย
๔.ละสังโยชน์เบื้องต่ำ.. คือละ สักกายทิฏฐิ.(ความเห็นอันเป็นเหตุแห่งความยึดถือเป็นตัวเป็นตน)
๕.ละวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย)
๖.สีลัพพตปรามาส(ความยึดถืออย่างงมงายไม่มีเหตุผล)
๗.ลดตัณหา อุปาทานให้เบาบางลงไปเรื่อยๆ..รู้จิต รู้ชาติ รู้ภพ ทั้งอดีต ปัจจุบัน มองเห็นทางจะไปสู่ความดับทุกข์เด็ดขาด ถ้าผู้เพียรหรือพระโยคาวจรได้บรรลุ พระโสดาบันจริงๆ ก็มีหวังอย่างใหญ่หลวง ไม่มีวันไม่มีโอกาสจะตีกลับ หมุนกลับไปสู่ความต่ำอีกแล้วเพราะถึงกระแสแห่งนิพพานแล้ว
วงจรของธรรมะที่จะฆ่ากิเลส มีอยู่เป็นลูกโซ่คือถือศีลแบบ อาริยศีลหรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา โดยมีศีล สำรวมอินทรีย์ มีสมาธิปัญญาแนบสนิท เป็นมิตรรังสรรค์สังสรรค์กันเหมือนลูกโซ่ ไม่ใช่มีศีลแบบตีกินธรรมดาโลกๆเขา สำรวมพร้อมละกามคุณหยาบๆ โลภะ โทสะ โมหะไปพร้อม เกิดสมาธิมั่นใจ มั่นคง ใช้ปัญญามองให้ลึกซึ้งรอบเรียบในส่วนนั้นๆและต้องมีคุณสมบัติของอุบาสก อุบาสิกา ๕ อย่าง คือ
๑.มีศรัทธา
๒.มีศีล
๓.ไม่ถือมงคลตื่นข่าว
๔.ไม่ทำบุญนอกเขตพุทธ
๕.ไม่สนับสนุนบุญนอกศาสนา
ขออธิบายข้อ ๓-๔-๕ คือ
..... มงคลตื่นข่าว หมายความ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าได้ยินข่าวอะไร ก็ต้องถาม ต้องคิดก่อน ถ้าจริงแล้วจึงค่อยพูด ค่อยทำ เช่นบางทีข่าวว่าพญานาคอยากกินต้มปลาไหลคลุกขนมจีน ถ้าใครทำไปให้พญานาคจะไม่มีภัย เป็นต้น
.... ไม่ทำบุญนอกขอบเขตพุทธ ไม่ใชว่าจะไปทำบุญในวัดศาสนาคริสต์ อิสลามไม่ได้ไม่ใช่ หมายความว่า เวลาทำบุญต่างๆ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่กินเหล้า เล่นไพ่ ไฮโล หนัง ลิเก ละคร เป็นต้นนี่คือทำบุญนอกขอบเขตพุทธ พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้แต่คนมาทำตามมติมหาชน(ตามกิเลส)
....ไม่สนับสนุนบุญนอกศาสนา คือ ถ้าทำบุญงานต่างๆ ตามประเพณีก็แล้วแต่ ถ้าแบบกินเหล้า ฆ่าสัตว์ ไม่สนับสนุนเด็ดขาด แต่!ทุกวันนี้คนเมาแบบนี้กันมากแล้ว ส่งเสริมกันใหญ่เลย
นอกจากนี้ก็ไม่ประกอบ มิจฉาวณิชชา(การค้าขายที่ผิดศีลธรรม) ๕อย่าง คือ
๑.สัตถวณิชชา การซื้อขายอาวุธต่างๆ
๒.สัตตวณิชชา การซื้อขายสัตว์เป็นๆ
๓.มังสวณิชชา การซื้อขายเนื้อสัตว์ต่างๆ
๔.วีสวณิชชา การค้าขายสิ่งเป็นพิษ
๕.มัชชวณิชชา การค้าขายสิ่งมอมเมาต่างๆ
คนมีศีล สมาธิ ปัญญาอันอบรมดีแล้ว จะเกิดพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีความรักเคารพ นับถือ ช่วยเหลือ เกื้อกูลแบ่งปัน กำจัดความเห็นแก่ตัวลงได้ เป็นนักเสียสละ สังคมจะร่มเย็นเป็นสุข สันติสุขสันติภาพจะเกิดขึ้นได้จริง จะรู้จะเห็นด้วยตนเอง มีนิพพิทาวิราคะ(กิเลสลดละจางคลาย)วิมุติ นิโรธ(กิเลสหลุดพ้นจากจิต,ดับกิเลส)น้อยๆเข้ามาฉายแสงให้เห็นทางอันเป็นเอก (หนึ่งเดียว)ขึ้นเรื่อยๆ ฯลฯไม่ใช่มีศีลแต่ปากกันหรือว่าตามก้นพระแล้วก็ไปทะเลาะตีต่อยกัน เคี้ยวหมาก กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นหวย ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลอะเทอะเปรอะไปหมดแล้วก็บอกว่าตัวมีศีล ศีลแบบนี้ไม่มีสมาธิ ปัญญา แม้แต่ศรัทธา ก็เป็นศรัทธาแบบหัวเต่าผลุบเข้า โผล่ออกไม่แน่นอน
คนที่แรงแต่สมาธิแต่ขาดศีลกับปัญญา เช่นสิ่งที่ตนคิดว่าถูกแต่มันผิดแฝงอยู่ก็ไม่เข้าใจแจ่มชัด ก็เอาแรงสมาธินั่งหลับตาข่มลงไปเลย ยกตัวอย่างเช่น คนนั่งหลับตาทำสมาธิ ถ้าลืมตาทำไม่ได้ ใจไม่สำรวม ก็เลยมั่นใจว่าหลับตาถูกที่สุด คนลืมตาทำสมาธิไม่ถูก นี่คือสมาธิโด่ๆ ไม่มีศีลและปัญญาประกอบ หรือมีแต่ไม่สมดุล
.... ส่วนคนมีแต่ ปัญญา ไม่มีศีล สมาธิประกอบ เช่นคนมีความรู้ ไหวพริบและปัญญาเร็วแต่ไม่รอบทั่ว มีแต่ปัญญาโลกีย์ไม่มีปัญญาโลกุตตระ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากสุข เสพ ดื่ม ก็พูดว่า สูบบุหรี่ กินเหล้า กินเนื้อสัตว์ ไม่เป็นไร ทำด้วยจิตว่าง กินด้วยจิตว่าง ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้ลักขโมย ไม่ได้ฆ่าเอง เป็นต้น ......

กราบนมัสการ หลวงน้าค่ะ
มะละกอ ต้นนั้นสุกแล้วนี่หน่า อิอิ หลวงน้าสบายดีไหมค่ะ น้องๆน่ารักจังเลย(เหมือนหนู) 555++ หลวงน้ารักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ---->น้องจิ ^_^
กราบนมัสการ หลวงน้าค่ะ
หลานกลับมหาวิทยาลัยพรุ่งนี้ตอนเช้าค่ะ หลานมีเรียน 10 โมงเช้า นั่งรถ 1 ชม.ก็ถึงแล้วค่ะ เลยกลับเช้าวันจันทร์ได้ คุณยายสบายดีเจ้าค่ะ แต่ดื้อไปหน่อย(เหมือนหนู) อิอิ ดีใจที่หลวงน้าสบายดีค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ หลานเป็นห่วงค่ะ
เป็นกำลังใจให้หลวงน้าค่ะ --->น้องจิ ^_^
นมัสการค่ะท่าน
๖.สีลัพพตปรามาส(ความยึดถืออย่างงมงายไม่มีเหตุผล)