กัลยาณมิตร เพื่อชีวิตและความหวัง

Companionship for Life and Hope

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าและสานุศิษย์ทั้งปวงอยู่ ณ ที่ประชุม พระพุทธองค์ตรัสถามพระอานนท์ที่นั่งอยู่ ณ ที่นั้นว่า "อานนท์ ท่านว่าสังฆะนั้น เป็นสักเท่าไรแห่งพรหมจรรย์?" พระอานนท์นิ่งคิดใคร่ครวญแล้วก็ทูลตอบว่า "เป็นกึ่งหนึ่งพระพุทธเจ้าข้า" และแล้วพระองค์ก็วิสัชนาต่อว่า "อานนท์ อันสังฆะนั้นเป็นทั้งหมดแห่งพรหมจรรย์"

"สังฆะ" ในที่นี้ก็คือ "กัลยาณมิตร" และพรหมจรรย์ก็คือ "จิตตื่นรู้" หรือ "นิพพาน" นั้นเอง

มนุษย์เกิดมาอยู่ในสังคม มนุษย์มีศักยภาพมากมาย ที่จะอยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย อันเนื่องมาจากการบูรณาการของสมองทั้งสามชั้น มนุษย์จึง "สามารถ" เชื่อมโยงและสมานเป้าประสงค์ในการทำงานทุกประการของสมองได้อย่างกลมกลืน สู่สมดุล นอกจากนี้ มนุษย์ยัง "สามารถ" สร้างสรรค์และเข้าถึงคุณค่าในอีกระดับหนึ่งและอีกมิติหนึ่งนอกเหนือจากทางกายภาพ นั่นคือ ความงาม ความดี และความจริง การที่มนุษย์สามารถเก็บรวบรวมปัญญาจากแหล่งต่างๆ บันทึก และถ่ายทอด ทำให้องค์ความรู้แต่ดึกดำบรรพ์ในช่วงวิวัฒนาการ สามารถส่งต่อๆไปได้จากรุ่นสู่รุ่น สามารถนำเอาความทรงจำเก่า มาต่อยอด วิเคราะห์สังเคราะห์ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้ตลอดเวลา ความสามารถในการ "ยกระดับ" ทั้งด้านกายภาพ ความรู้ และระดับแห่งจิตวิญญาณนี่เอง ที่เป็นที่มาของ "ศักยภาพแห่งการข้ามพ้น" หรือ Transcendence ได้ แต่สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ แม้มนุษย์จะเพียบพร้อมด้วยศักยภาพ ความสามารถมหาศาล ถึงขนาดทุกคนมี "ความเป็นพุทธะ" อยู่ในตัวก็ตาม แต่มนุษย์จะต้องทำสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดเสียก่อน

มนุษย์จะต้องเลือกด้วยตนเอง ว่าเราจะใช้ศักยภาพของเราอย่างเต็มที่หรือไม่ อย่างไร

ทำไม "กัลยาณมิตร" จึงสำคัญ?

กัลยาณมิตร เป็นสังฆะที่มีแต่จิตเจตนาอันบริสุทธิ์ มีความหวังดีเป็นที่สุด มีรากฐานอันมั่นคงของพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ในเรื่องของ "ความดี" นั้น การทำสิ่งดีงามเพื่อเธอ เป็นเหตุปัจจัยอันสำคัญที่เป็นมูลแห่งความดี และเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์ความรู้ต่างๆ หรือความจริงเข้ากับอัตตา หรือตัวตนของเราเอง หรือการเกิดความงามภายใน จะเรียกว่า "ความดี" เป็นสะพานเชื่อมความเป็นองค์รวมแห่งสมรรถภาพที่แท้ของคน กล่าวอีกด้านหนึ่งก็คือ เพราะการทำความดีนี้เอง ที่จะต่อเนื่องไปถึงการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย การใช้ศาสตร์ต่างๆเพื่อมวลมนุษยชาติ และการค้นหาสัจจธรรมต่างๆไม่เพียงแต่เพื่อตนเอง แต่เพื่อการโปรดสัตว์โลกและถ่ายทอดร่องรอยวิถีแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์ให้คนต่อๆไป

PALLIATIVE CARE และ อาสาสมัคร 

มีคนไข้ส่วนหนึ่งที่ไม่โชคดีเพียงพอที่สามารถหายขาดจากโรคได้ อาจจะเป็นโรคเรื้อรัง หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดทุพพลภาพถาวร รวมทั้งเสียชีวิต ซึ่งหมายถึงการค่อยๆสูญเสียรูปร่าง หน้าที่ของอวัยวะต่างๆ เกิดผลกระทบต่อตัวตน อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ทั้งของตัวคนไข้เองและของคนใกล้ชิดรอบข้าง ครอบครัว และสังคม

ความตายหรือภาวะที่ดำเนินไปสู่ความตายนั้นทำให้เกิด consequences ตามมากมาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคย "ให้ความหมาย" ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นคุณค่าของเรา เป็นอดีต เป็นปัจจุบัน หรืออนาคต กำลังค่อยๆจางหายไป มาร่วมกับอาการทางกายต่างๆ อวัยวะที่เคยทำงานอย่างไมาขาดตกบาพร่องก็เริ่มแสดงอาการความผิดปกติ

การเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์เหล่านี้เพียงผู้เดียว แค่ความคิดก็น่าสพรึงกลัวพอสมควรแล้ว เป็นสิ่งที่คนที่ไม่เคยคิดใคร่ครวญเรื่องนี้มาก่อน หรือคนที่ไม่ได้มีประสบการณ์ตรง ยากแก่การจะเข้าใจ เข้าถึง หรือ มองเห็นได้ว่าเป็นเช่นไร

แต่เราเป็น "มนุษย์"

มนุษย์มี "ศักยภาพ" และเรา "เลือก" จะใช้ศักยภาพนั้นๆ แม้ว่าความตาย หรือการเผชิญความตาย อาจจะเป็นสิ่งน่ากลัว เป็นสิ่งที่น่าเศร้าเสียใจ ท้อแท้ หมดหวังก็ตาม แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้ เรามี "สังฆะ" จำนวนมากมาย และตัวเราเองก็เป็นสังฆะ (หรือสามารถทำตัวเป็นสังฆะ) ของคนจำนวนไม่น้อยเช่นกัน และจริงๆแล้ว ณ โอกาส เวลา สถานการณ์แบบนี้แหละที่อาจจะเป็นความหมายอีกประการ หรือเหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงเป็น "สัตวสังคม (social animals)" ชนิด true and true

ในขณะที่เรามีเพื่อนฝูงมากมายที่ทำงาน ที่งานรื่นเริง งานปาร์ตี้ ที่ร่วมสังสันทน์ รื่นเริง สรวลเสเฮฮากัน มิตรที่แท้ที่อยู่กับเรายามที่เราเปราะบางที่สุด ยามที่เราต้องการมากที่สุด จึงเป็น blessing โดยแท้

มีภาพยนต์เรื่องหนึ่งคือ Go Towards The Light เป็นเรื่องของเด็กที่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย หรือกรรมพันธุ์ที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดไม่สมบูรณ์ คนที่เป็นโรคนี้จะสูญเสียเลือดจากการกระทบกระแทกแม้แต่เพียงเล็กน้อย ทำให้ในช่วงชีวิต จำเป็นต้องได้รับการถ่ายเลือดหลายต่อหลายครั้ง เพื่อชดเชยเลือดที่เสียไป ในสมัยหนึ่งนานมาแล้วที่การแพทย์ยังไม่คุ้นเคยกับโรค AIDS เลือดที่นำมาใช้ให้คนไข้ไม่ได้ถูกตรวจสอบเชื้อไวรัส HIV ก็ปรากฏว่าเมื่อเด็กชายคนนี้มีอาการท้องเสียบ่อยๆ ไปหาหมอตรวจอยู่หลาย visits จนกระทั่งแพทย์ break the bad news ว่า เด็กคนนี้กำลังป่วยจากโรค AIDS ที่ได้รับมาทางการถ่ายเลือดนี่เอง

ทั้งครอบครัวตกอยู่ในความทุกข์ระทมอย่างมาก พ่อ แม่ พี่ น้อง คุณปู่และคุณย่า เพื่อน ครู ถูกกระทบจากข่าวร้ายสุดๆนี้ และความทุกข์ทรมานที่ทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆของเด็กน้อย

มีอยู่วันหนึ่ง มีอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งมาที่โรงพยาบาล และในที่สุดก็มีคนหนึ่งเข้ามาที่ห้องของเด็กชายคนนี้ มาเป็นเพื่อน เข็นรถนั่งของเด็กไปที่ไหนๆ ทำให้พ่อแม่ที่มานั่งเฝ้าตลอดเวลา สามารถปลีกตัวไปพักผ่อนได้บ้าง แทนที่จะมานั่งล้อมรอบเตียงเด็กตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน นอกจากนี้ฝ่ายพ่อที่ทำงานหาเงิน ก็เกิดความรู้สึกเครียดมากขึ้นๆ หมดสมาธิในการทำงาน แม่ที่รับเฝ้าลูกที่โรงพยาบาลก็เหน็ดเหนื่อยและท้อแท้ เริ่มเกิดอารมณ์โกรธทุกสิ่งทุกอย่างมากขึ้นๆ

"อาสาสมัครนั้น เปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในห้องที่มือสลัว อับจนหนทาง เนื่องเพราะอาสาสมัครไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นส่วนตัวกับคนไข้ ที่จะเกิดอารมณ์ร่วมผูกพันกับอาการ ความทุกข์ทรมานต่างๆ แต่ยังนำพามาด้วยจิตเมตตา จิตกรุณา ที่มองเห็นคนไข้เป็นเสมือนญาติ เป็นคนที่เขายินดีเข้ามาช่วยเหลือดูแลเต็มความสามารถ มิติแบบนี้นี่เอง ที่ช่วย "เติม" สิ่งที่คนไข้กำลังขาดและกำลังโหยหาต้องการอย่างที่สุด เป็นกำลังใจจากภายนอกที่บริสุทธิ์ และ "แท้" (authentic) ที่จะสามารถทำได้ระหว่างคนกับคนด้วยกัน"

ไม่เพียงอาสาสมัครเป็นแรงเสริมในการช่วยดูแลเท่านั้น "การมีอาสาสมัคร" เข้ามาช่วย เป็นการ "ให้ความหมายแห่งศักดิ์ศรีความเป็นคน" ได้เป็นอย่างดี อาสาสมัครทำให้ผู้ดูแลหลักของคนไข้ สามารถปลีกตัวออกไป recharge battery ทำอะไรๆเพื่อตนเองได้บ้าง กลับไปดูแลภาระกิจส่วนตัว และมีพลังขึ้นมาใหม่

อาสาสมัครเป็นหลักฐานของสังคมที่แข็งแกร่ง เป็นภูมิคุ้มกันของสังคมที่ทำให้สามารถต่อต้านกับ collective atrocities  ก็ด้วยจิตอาสาสมัครที่เป็นกัลยาณมิตร การที่คนเราที่ไม่เคยรู้จักกันเลย แต่ยินดีที่จะมาช่วยเหลือคนอื่น ด้วยเหตุผลประการเดียวคือ "เขากำลังทุกข์ และเขาพอจะช่วยอะไรได้บ้าง"

และบางที อาสาสมัครเหล่านี้เอง อาจจะช่วยเตือนพวกเรา แพทย์ พยาบาล หรือผู้ที่มีอาชีพนี้โดยตรงในการดูแล ว่าอะไรคือเหตุผลทีแท้ ที่ทำให้มีอาชีพของเรามาแต่แรกเริ่ม