6 ก.ย. 51 เมื่อเข้าอบรมแบบย่นระยะเวลาให้เนื้อหาด้านกระบวนการคิดครบโหล คิดยกโหล ของวิทยากรคือท่าน ดร. สุวิทย์ มูลคำ ยอมรับว่าท่านเป็นครูตัวจริง สอนได้ทั้งวันโดยไม่บ่น ไม่เบื่อ ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อย ไม่หน่าย ทำเอาบรรดาลูกศิษย์ (ครู) นั่งฟังกันเงียบจากที่เมื่อตอนเช้าคุยกันเซ็งแซ่ จึงทำให้มีกำลังใจในการขับเคลื่อน ผลักดัน เอาความคิดไปสู่นักเรียนให้เป็นคนที่มีความคิดครบโหล คิดยกโหลดังที่ท่านวิทยากรสั่งไว้ .... คิดครบโหลมีดังนี้
1. การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking)
2. การคิดเปรียบเทียบ (Comparative Thinking)
3. การคิดสังเคราะห์ ( Synthesis-Type Thinking)
4. การคิดวิพากษ์ (Critical Thinking)
5. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)
6. การคิดประยุกต์ (Applicative Thinking)
7. การคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking)
8. การคิดเชิงกลยุทธ์ (Stratigic Thinking)
9. การคิดแก้ปัญหา (Problem Solving Thinking)
10. การคิดบูรณาการ (Intigratilve Thinking)
11. การคิดสร้างสรรค์ ( Creative Thinking)
12. การคิดอนาคต (Futuristic Thinking)
การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) หมายถึงความสามารถในการจำแนก แยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นวัตถุสิ่งของ (รูปธรรม) เรื่องราว (นามธรรม) หรือเหตุการณ์และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อค้นหาสภาพความเป็นจริงหรือสิ่งสำคัญของสิ่งที่กำหนดให้
การคิดเปรียบเทียบ (Comparative Thinking) คือการพิจารณาให้เห็นลักษณะท่มีความเหมือน/แตกต่าง ระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่น โดยมีเกณฑ์การตัดสินรวมทั้งการพิจารณาความเหมือนสิ่งหนึ่งให้เหมือนสิ่งหนึ่งเพื่อสนองความต้องการที่กำหนดไว้
การคิดสังเคราะห์ ( Synthesis-Type Thinking) หมายถึงความสามารถในการรวบรวม ส่วนประกอบย่อยต่าง ๆ ของวัตถุสิ่งของ หรือความคิดมาหลอดรวมหรือถักทอได้อย่างผสมผสานกลมกลืนจนกลายเป็นสิ่งใหม่ หรือแนวคิดใหม่ภายใต้โครงสร้างใหม่อย่างเหมาะสมตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
การคิดวิพากษ์ (Critical Thinking) ความสามารถในการพิจารณา ประเมินและตัดสินสิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้ง โดยการพยายามแสวงหาคำตอบที่มีความสมเหตุสมผล
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) หมายถึงความคิดที่มีเหตุผลโดยผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ มีหลักเกณฑ์ มีหลักฐานที่เชื่อถือได้เพื่อนำไปส่การสรุปและตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพว่าสิ่งใดถูกต้อง สิ่งใดควรเชื่อ สิ่งใดควรเลือก สิ่งใดควรทำ
การคิดประยุกต์ (Applicative Thinking) หมายถึง ความสามารถทางสมองในการคิดนำความรู้ในวิทยาการต่าง ๆ หรือวัตถุสิ่งของบางหอย่างมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสมตามวัตถุประสงค์และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น
การคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking) หมายถึง ความสามารถทางสมองในการเชื่อมโยงสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมดท่เป็นองค์ประกอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน มีการจัดดระบบ จัดลำดับความสำคัญของข้อมูลเพื่อสร้างความคิดรวบยอดของสิ่งนั้นหรือเรื่องนั้น
การคิดเชิงกลยุทธ์ (Stratigic Thinking) หมายถึง ความสามารถในการกำหนดวิธีการทำงานที่ดีที่สุด และมีความยืดหยุ่นพลิกแพลงได้ ภายใต้สภาวะการต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
การคิดแก้ปัญหา (Problem Solving Thinking) ความสามารถทางสมองที่จะคิดพิจารณาฃไตร่ตรองอย่างพินิจพิเคราะห์ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นปมประเด็นสำคัญที่ทำให้สภาวะความไม่สมดุลเกิดขึ้น โดยพยายามหาหนทางคลี่คลาย ขจัดปัดเป่าประเด็นสำคัญเหล่านั้นให้กลับสู่สภาวะสมดุล หรือสภาวะที่เราคาดหวัง
การคิดบูรณาการ (Intigratilve Thinking) หมายถึง ความสามารถทางสมองในการเชื่อมโยงหน่วยย่อย ๆ ทั้งหลายที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลเข้าด้วยกัน กับเรื่องหลักได้อย่างเหมาะสมกลมกลืนเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์
การคิดสร้างสรรค์ ( Creative Thinking) หมายถึงกระบวนการทางปัญญาที่สามารถขยายขอบเขตความคิดที่มีอย่เดิมสู่ความคิดที่แปลกใหม่ แตกต่างไปจากความคิดเดิมและเป็นความคิดที่ไช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม
การคิดอนาคต (Futuristic Thinking) หมายถึง ความสามารถของสมองในการคิดฉายภาพเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเวลาที่จะมาถึงข้างหน้าโดยใช้หลักการคาดการณ์ การทำนาย การพยากรณ์หรือการคาดคะเนที่สมเหตุสมผล
ทำไมต้องสอนการคิด เพราะ
1. พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดไว้
2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (2545 -2549) ซึ่งสิ้นสุดแล้วได้กำหนดไว้
3. มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดไว้
4. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดไว้
5. การสอบเข้ามหาวิทยาลัยวัดทักษะการคิด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคิดที่มีประสิทธิภาพ
1. พื้นฐานครอบครัว เด็กจะคิดได้ดีย่อมมีพื้นฐานจากครอบครัวและการเลี้ยงดู
2. พื้นฐานความรู้ มีผลต่อวิธีคิด ผู้รู้มากมีข้อมูลมากย่อมคิดได้หลากหลาย
3. ประสบการณ์ชีวิต เป็นข้อมูลที่มีผลต่อความคิดหลายประสบการณ์ย่อมหลายวิธีคิด
4. การทำงานของสมอง คนมีศักยภาพไม่เท่ากันความคิดจึงแตกต่างกัน
5. วัฒนธรรม วัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อมีอิทธิพลต่อความคิด
6. จริยธรรม ผู้มีจริยธรรมสุงย่อมมีกรอบในการคิด การตัดสินใจแตกต่างจากผู้ขาดจริยธรรม
7. การรับรู้ สภาวะที่เราตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมมีผลต่อวิธีคิด
8. สภาพแวดล้อม เป็นตัวกระตุ้นต่อวิธีคิด
9. ศักยภาพทางการเรียนรู้ แต่ละคนรับรู้ได้ไม่เท่ากันซึ่งจะมีผลต่อความคิด ควรสร้างโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสรับรู้แม้ว่าจะช้า ก็ควรฝึกบ่อย ๆ ค่อย ๆ ดูการพัฒนา
10. ประสาทรับรู้ คุณภาพของประสาทที่รับรู้มีผลต่อความคิด
บัญญัติ 10 ประการในการสอนคิด
1. ใช้คำถามกระตุ้นให้คิด ครุต้องใจเย็น ๆ อย่าถามเองตอบเอง
2. เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็น
3. เปิดโอกาสให้ทำกิจกรรม
4. ให้ฝึกทักษะอย่างเป็นขั้นตอน
5. กระตุ้นและเสริมแรงเป็นระยะ ๆ
6. ยอมรับฟังความคิดเห็น
7. ชี้แนะที่เหมาะสม
8. สร้างบรรยากาศเอื้อต่อการคิด
9. มีสื่อที่หลากหลายง่ายต่อการใช้
10. จัดแสดงผลงานผู้เรียน
คุณสมบัติของครุผู้สอนคิด
1. รู้และเข้าใจปรัชญา เป้าหมายการศึกษา
2. รู้ทฤษฎี หลักการคิด
3. รู้ปัญหาและความต้องการของผ้เรียน
4. ชำนาญการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการคิด
5. ใจกว้าง เป็นธรรม
6. กระตือรือร้น
7. ช่างวิเคราะห์ผสมผสาน
8. ขยัน
9. มีลักษณะเป็ษนนักต่อสู้
10. อดทน
11. มั่นใจในตัวเอง
12. ไวต่อความรู้สึกนึกคิด
13. น่ารัก น่าคบ
เมื่อสอนคิดแล้วต้องประเมินผล ตามสภาพจริง ดังนี้
1. การสังเกต พฤติกรรมการใช้ความคิด อารมณ์ นิสัยการปฏิบัติงาน
2. สัมภาษณ์ สอบถามความคิด ความรู้สึก วิธีการทำงาน การแก้ปัญหา ฯลฯ
3. สอบถามผู้เกี่ยวข้อง ผู้ปกครอง ครู เพื่อน
4. ใช้แบบทดสอบที่เน้นการปฏิบัติจริง เช่น คำถามแสดงภูมิรู้ การแก้ปัญหา
5. ประเมินชิ้นงาน ทั้งงานกลุ่ม งานเดี่ยว
6. แฟ้มสะสมงาน
ฯลฯ