ผู้คนในโลกสมัยใหม่กำลังมองร่างกายเป็นเพียงลาตัวหนึ่ง ที่อัตตาใช้ขี่เป็นพาหนะ ลาตัวนี้จะต้องผอม ลาตัวนี้จะต้องแข็งแรง ลาตัวนี้จะต้องสวยต้องหล่อ ต้องดูหนุ่มดูสาว กระฉับกระเฉง ขยันทำงาน๑๘ชั่วโมงต่อวัน...

ช่วงหลังนี้ใจประสานกับกายมากขึ้น...หรือใจคอยใส่ใจกายมากขึ้น...เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางใจ...เราตามดูใจได้ทันมากขึ้น...พร้อมทั้งเฝ้าดูกายมากขึ้น...

ดีใจที่ได้รู้จัก ภาวนาคือชีวิต ...เหมือนกับได้กัลยาณมิตรอีกคน...

คอยชี้ทางเดินอีกทางให้เรา...ให้คอยเฝ้าให้ใจประสานกาย...แล้วให้เกิดการผ่อนคลาย...ทั้งใจ...ทั้งกาย...ให้สบาย...

วันนี้อ่านหนังสือ บนเส้นทางแห่งการฝึกตนต่อ...สะดุดและโดนใจกับข้อความท่อนนี้...ข้อความที่กำลังคอยแทรกอยู่...ในทุกอณูของใจและกาย...ของเราเอง

 

...เช่นเดียวกันกับร่างกายของเรา ภายในกายหาใช่พื้นที่ภายในว่างเปล่า อันหาสาระไม่ได้ และมันก็ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะที่มีไว้เพียงถูกใช้งานอย่างไม่บันยะบันยัง ผู้คนในโลกสมัยใหม่กำลังมองร่างกายเป็นเพียงลาตัวหนึ่ง ที่อัตตาใช้ขี่เป็นพาหนะ ลาตัวนี้จะต้องผอม ลาตัวนี้จะต้องแข็งแรง ลาตัวนี้จะต้องสวยต้องหล่อ ต้องดูหนุ่มดูสาว กระฉับกระเฉง ขยันทำงาน๑๘ชั่วโมงต่อวัน...แทบจะไม่มีใครให้คุณค่า ให้ความเคารพแก่ร่างกาย เป็นไปไม่ได้ที่ร่างกายจะฉลาดว่า ตัวฉันเป็นเรื่องยากสำหรับผู้คนในโลกสมัยใหม่ที่จะยอมรับว่า ร่างกายคือพลังอันมีชีวิต เป็นต้นกำเนิดแห่งอัจฉริยภาพ และปัญญาญาณแห่งความเป็นมนุษย์ แต่กระนั้นหากเราให้ความใส่ใจกับร่างกาย ธรรมชาติอันมหัศจรรย์เหล่านั้นก็จะค่อยๆคลี่ปรากฏให้เราได้สัมผัส

ในการฝึกสติกับร่างกาย เราจะค้นพบว่าร่างกายพยายามสื่อสารกับเราอยู่ตลอด ทุกปฏิกิริยา ทุกชีพจร เต็มไปด้วยญาณทัศนะ อันเปี่ยมความหมายต่อชีวิตในปัจจุบันขณะ สิ่งเดียวที่เราต้องทำก็คือสัมผัส รับฟัง และเรียนรู้ อันเป็นกระบวนการที่ตั้งอยู่บนความผ่อนคลายในทุกสรรพางค์ ซึ่งนั่นก็คือ เป้าหมายของการฝึกสติในกาย…”

(อ่านได้ใน http://review.semsikkha.org/content/view/117/148/  เช่นกัน)

 

แม้ระยะทางยังห่างไกล...คงก้าวไป อย่างมั่นคง...แม้อาจ จะเดินหลง...

คงไม่ลง ในหลุมพราง...