หอการค้าไทย และหอการค้าต่างชาติ ร่วมแถลงจุดยืน ถามหาสำนึกของผู้บริหารประเทศ ชี้เมื่อรัฐบาล ไร้ปัญญาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก็ควรต้องรับผิดชอบ และเปิดโอกาสให้คนอื่นขึ้นมาบริหารแทน หากปล่อยยืดเยื้อภาคธุรกิจพินาศแน่ ต่างชาติชะลอแผนลงทุนใหม่ งด เดินร่วมงานแสดงสินค้า ส่วนเวทีสัมมนาแบงก์ชาติระบุ ศก.ไทยเจอ 3 ความเสี่ยง
นายพงศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย รักษาการแทนประธานหอการค้า กล่าวภายหลังหารือร่วมกับตัวแทนหอการค้าส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและหอการค้าต่างประเทศ เกี่ยวกับมุมองของนักธุรกิจไทยจากสถานการณ์การขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ประเทศสูญเสียเครดิตไปเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ภาคธุรกิจก็ยังสามารถประคับประคองตัวเองได้มาโดยตลอดจนกระทั่ง เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้เครดิตหรือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศสูญเสียความเชื่อมั่นลงไป หากปล่อยให้สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศยืดเยื้อเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง และอาจถึงขั้นหมดความเชื่อถือโดยสิ้นเชิง หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอเสนอให้ยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทันที "มุมมองของภาคเอกชนในด้านการบริหารธุรกิจนั้น เห็นว่าหากเปรียบเทียบกับการบริหารธุรกิจแล้ว เมื่อบริษัทต้องประสบปัญหา หรือวิกฤติในการดำเนินธุรกิจจะต้องเป็น
หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหาร และคณะผู้บริหารในการแก้ไขปัญหา หรือแสดงความรับผิดชอบในแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไป เพื่อให้เกิดผลดีต่อบริษัท แต่หากวิกฤตินั้น ยังไม่สามารถแก้ไขได้หรือมีความรุนแรงของปัญหาเพิ่มขึ้นผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบ และพิจารณาตนเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นดำเนินการเลือกผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโดยการพยายามที่จะให้เหตุการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก จะไม่เกิดผลดีต่อประเทศ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเสนอให้ผู้บริหารเร่งตัดสินใจเรื่องนี้โดยเร็ว" นายพงศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตามผลจากการขัดแย้งทางการเมืองของประเทศขณะนี้ จะบั่นทอนความเชื่อมั่นจากชาวต่างชาติ ไปเรื่อย ๆ โดยล่าสุดธนาคารจากต่างประเทศได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยวการกู้เงินของไทยจาก 0.5-0.6% เป็น1.4% เนื่องจากสูญเสียความเชื่อมั่นจากไทย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจไทยสูงขึ้นทันที
นายพงศักดิ์ กล่าวถึงกรณีพนักงานรัฐวิสาหกิจ เช่นการท่าเรือ ออกมาประท้วงหยุดงานจนส่งผลกระทบ ทำให้ไม่สามรถส่งออกสินค้าไปต่างประเทศได้ว่า พนักงานควรมีวิจารณญาณว่าหากดำเนินการอะไรลงไปแล้วกระทบการส่งออกของประเทศก็ควรที่จะหยุด เพราะหากการส่งออกชะงักก็จะกระทบต่อเนื่องกับระบบเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานที่อาจไม่มีงานทำในอนาคต
นายนานดอร์ จี ฟอน เดอ ลูเฮ ประธานหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย กล่าวว่านักลงทุนต่างชาติ หน้าใหม่ ได้แสดงความกังวลและไม่กล้าที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ขณะที่นักลงทุนเก่าที่อยู่ในประเทศก็ไม่กล้า ที่จะขยายการลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ทำให้จะเกิดปัญหาการลงทุนในไทยได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งผู้ค้าในต่างประเทศขณะนี้ได้แจ้ง ยกเลิกการเดินทางมาร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทย เช่น งานบากอก เจมส์แอนด์ จิวเวอร์รี่ เนื่องจากความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์ในไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องมีหน้าที่ ส่งเสริมพัฒนาให้ภาคธุรกิจเกิดความเข้มแข็ง แต่ปัจจุบันรัฐบาลกลับทำตรงกันข้ามกัน ดังนั้นเพื่อยุติปัญหาทั้งหมดด้วยการยกเลิก พ.ร.ก เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติให้กลับคืนมา
นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวต่อถึงกรณีที่นายกฯจะเปิดทำประชามติ เพื่อหาทางแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำประชามติในขณะนี้ เพราะปัญหาทุกอย่างมีความชัดเจนดีอยู่แล้ว ประชาชนทุกคนก็รับรู้ถึงปัญหา ซึ่งหากรัฐบาลมีการทำประชามติโดยอาจใช้เวลา 3-6 เดือนจะยิ่งทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ไม่มีประโยชน์ที่จะยืดเวลาออกไป เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง รัฐบาลควรตัดสินใจ การแก้ปัญหาอย่างเร็วที่สุด "หากข้อเสนอของหอการค้าไทยไม่ได้รับการตอบรับจากนายกรัฐมนตรี ทางหอการค้าเอง คงจะทำอะไรไม่ได้นอกจากเตรียมล่มสลายเท่านั้นส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ขณะนี้ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อประเมินผลกระทบในด้านการลงทุน การส่งออกและการท่องเที่ยว โดยจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ก.ย. นี้"
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับความเสี่ยง 3 ด้าน คือ 1.อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่ง ธปท.ใช้นโยบายการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็นเครื่องมือในการดูแล โดยผ่านกลไกของดอกเบี้ย เพื่อดูแลไม่ให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไป โดย ธปท.ต้องดูแลให้เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ระดับร้อยละ 0-3.5 เพื่อสร้างความมั่นใจและไม่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจของภาคเอกชน 2. การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และหนี้ต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.ยืนยันว่าสามารถดูแลได้ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว แบบมีการจัดการเข้ามาดูแล และนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเป็นเครื่องมือในการดูแล และ 3.ระบบสถาบันการเงิน ซึ่งไม่น่าเป็นห่วง โดย ธปท.กำลังจะประกาศใช้บาเซิล 2 ในปี 2552 ซึ่งขณะนี้สถาบันการเงินต่างก็มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเกินกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดไว้ร้อยละ 8.5" สิ่งที่อยากเตือนให้ทุกฝ่ายระวัง คือ การเคลื่อนย้ายของเงินทุนที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะเร่งตัวตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจที่ดี และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจมาก ทำให้มีเงินทุนเข้าเก็งกำไรมาก และประเทศเหล่านี้ จะเสี่ยงกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่สูงได้ ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็จะดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้นำไปสู่ภาวะฟองสบู่" นายบัณฑิต กล่าว
นางสาวเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองยังไม่มีข้อยุติ จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ถึง 5 % จากเดิมที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้คาดไว้ว่าจะขยายตัวได้ 5.5-6% โดยในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในไตรมาสที่ 4 และปีหน้าจะขยายตัวได้ไม่ถึง 5% เช่นกัน
นางเสาวนีย์ กล่าวต่อว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็ยากเกินเยียวยา และยังทำให้ภาพลักษณ์ประเทศแย่ลงในสายตาชาวต่างชาติด้วยเนื่องจากภาพการปะทะรุนแรง และการบินสนามบินจะติดตานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปอย่างน้อยเป็นปี ดังนั้นการกลับมาของนักท่องเที่ยวอาจจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้หรือปีหน้า
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า การชุมนุมทางการเมืองและการปิดสนามบินในภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคธุรกิจท่องเที่ยว ส่วนผลต่อการลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยนั้น นักลงทุนที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานรัฐจะชะลอไปจนกว่าจะมีความชัดเจน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนล่าสุดมียอดประมาณ 300,000 ล้านบาท ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ที่สูงประมาณ 600,000 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดเสวนาประจำปี ภายใต้หัวข้อ "นโยบายการเงินในโลก ที่ผันผวน : ความท้าทายและกลยุทธ์ที่ตั้งรับ" ทั้งนี้ นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ของนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเดิมจะเข้าเสวนาประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มาร่วมงาน โดยเจ้าหน้าที่ของ ธปท. ได้รับการแจ้งก่อนงานเสวนาจะเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย ทำให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมสัมมนาผิดหวัง เพราะที่ผ่านมามีกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องนโยบายกำหนดอัตราดอกเบี้ย
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเสวนาในหัวข้อ "นโยบายการเงินในโลกที่ผันผวน : ความท้าทายและกลยุทธ์ที่ตั้งรับ" ว่า ปัจจุบันการกำหนดนโยบายของ ธปท.อาจจะไม่มีอิสระมากนัก เพราะการกำหนดนโยบายต้องทำร่วมกับรัฐบาล ซึ่งเกรงว่าฝ่ายการเมืองอาจจะเข้าแทรกแซงการทำงานได้ และที่ผ่านมาเห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินนโยบายโดยมองผลที่ได้ในระยะสั้น โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ นายปิยสวัสดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตในสรรหาบอร์ด ธปท. เพราะคณะกรรมการสรรหาบอร์ดธปท. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสม และไม่เป็นที่โปร่งใสของสังคม โดยย้ำว่าบอร์ดธปท.ต้องไม่มีมลทิน สง่างาม และไม่ต้องการให้บุคคลสีเทาเข้ามาทำหน้าที่
ด้านนายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวตั้งข้อสังเกต การดำเนินนโยบายกาเงินของ ธปท.ที่มีต่อตลาดการเงินในปัจจุบันว่าในการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.นั้น การคาดการณ์แนวโน้มในปัจจุบันมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจมากกว่าการดำเนินนโยบายการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ ธปท.จำเป็นต้องระวังผลกระทบในส่วนนี้ด้วย เพราะในช่วง 5-10 ปีข้างหน้ามองว่าแรงกดดันของเงินเฟ้อ ต่อระบบเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยยังคงเกิดต่อเนื่อง เพราะในขณะนี้ผลกระทบจากปัญหาขาดสภาพคล่อง ทางการเงินที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากวิกฤตซับไพร์ม ได้ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกจำเป็นต้องอัดฉีดเงินจำนวนมาเข้าสู่ระบบการเงินโลกต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความเสี่ยงให้เกิดเงินเฟ้อในระดับสูง
แนวหน้า มติชน ไทยโพสต์ 5 กันยายน 2551