ปัญหา3จังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเราส่วนใหญ่จะได้รับรู้ข่าวจากสื่อมวลชนในหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี ซ้ำบ่อยจนเป็นกระแสให้ทราบว่าเกิดความรุนแรง ทวีความกฤติมากขึ้นตามลำดับ คนอีสานอย่างผมจะรู้เห็นโดยตรงน้อยมาก จะกระตุกความคิดบางครั้งบ้างเช่น เมื่อมีการขนลูกหลานอีสานที่ไปเป็นทหารกลับมาในสภาพมีธงชาติคลุม มีขบวนต้อนรับที่สนามบิน ท่ามกลางน้ำหูน้ำตาเสียงสะอื้นระงมของหมู่ญาติ ..ปีที่แล้วมีหน่วยงานขนลองกองมาขายผ่านส่วนราชการ พวกเราก็ช่วยซื้อกันในราคาที่ถูกมาก มาเที่ยวนี้ได้แวะตลาดกิมหยง(เรียกถูกรึเปล่าก็ไม่รู้) แป๊ดพาไปซื้ออินทผาลัมสด-แห้ง และซื้อลองกอง1กก.ราคา40บาท
การลงใต้ของนักเรียนโข่งเที่ยวนี้ สถาบันพระปกเกล้าจัดตารางเรียนให้เยี่ยมมาก เราได้ลงพื้นที่ไปดูไปคุยไปสอบถามในหลายกรณี ยกตัวอย่างเช่น การสนทนาโต๊ะกลม เรื่องสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ผู้บัญชาการกองกำลังจังหวัดปัตตานี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี และประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี จุดแรกนี้ถือว่าเป็นการปูพื้นฐานภาพรวมของฝ่ายรับผิดชอบหลัก หลังจากนั้นเราเดินทางไปสถาบันปอเนอะสมบูรณ์ศาสตร์ (ปอเนาะดาลอง) พบบากอการีม นาคนาวา ผู้จัดการสถาบัน และนักเรียน ต่อด้วยการเดินทางไปพบผู้ใหญ่บ้าน แกนนำชุมชนประมงชายฝั่งพื้นบ้าน กลุ่มแม่บ้านข้าวเกรียบ ไปชมมัสยิดกรือเซะ กลางคืนมีสนทนาโต๊ะกลม ก่อนอาหารมื้อค่ำที่โรงแรมที่พัก ทังหมดนี้เป็นโปรแกรม1วัน และวันถัดมาก็จะมีรายการที่น่าสนใจเต็มพิกัด ซึ่งผมจะไม่ลงในรายละเอียด เพราะอัยการชาวเก่าจะเก็บทุกเม็ดมาบอกเล่าเก้าสิบไม่มีตกหล่น ติดตามเกาะติดสถานการณ์ตามอัธยาศัยนะครับ
ถึงจะมีรายการปูพรมอย่างไร? แต่ผมก็ยังคันในหัวใจอยู่ดี เพราะเราไม่สามารถเดินไปเที่ยวตลาด ไปดูชุมชุมชนหรือไปเยี่ยมใครๆอย่างอิสระ ฝ่ายกำกับดูแลจะไม่ปล่อยให้เราเอ้อระเหยได้ ต้องอยู่ในสายตาและกำหนดการตลอด ซึ่งก็เข้าใจได้ในเรื่องของความปลอดภัย สถานการณ์ไม่ปกติพอที่จะให้คนไทยไปจ๊ะจ๋ากันตามอำเภอใจ ต้องระแวดระวังกันอย่างยิ่งยวด เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานหนักในการดูแลพวกเรา เมื่อเราเดินทางกลับ ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่คงถอดหายใจโล่งอกไปตามๆกัน ภาระกิจของเจ้าหน้าที่น่าเห็นใจมาก ในสภาพบ้านเมืองไม่ปกติ กลไกในวิถีชีวิตต้องเคร่งขรึมวันต่อวัน เราได้รู้อะไรๆกันพอสมควร บางเรื่องก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเล่าได้แค่ไหน?
จึงขอฝากหารือพี่น้องชาวใต้ ท่านมีความเห็นเกี่ยวกับวิกฤติใต้อย่างไร กรุณาเล่าให้ฟังด้วย มุมที่คนพื้นที่มองย่อมกระจ่างกว่าคนนอกมองอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการมองแบบแว๊บๆ ศึกษาข้อมูลลุกลี้ลุกรน ถึงจะมีเอกสาร ข้อคิดจากการสนทนา แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำการบ้าน จึงไหว้วานผ่านบทความนี้




สวัสดีครับ
+ พ่อครูบาฯขา....
+ พ่อเข้ามาพูดคุยเพียงแป๊บ ๆ แล้วพ่อจากไป....
+ ถ้าพ่ออยากรู้จริง ๆ พ่อต้องมาอยู่นาน ๆ แล้วพ่อจะรู้ค่ะว่ามันมากมายกว่าที่พ่อได้เห็น ได้ยิน....
+ เมื่อคืนหนูเข้ามาอ่านบันทึกของพ่อก่อนหน้านี้....
+ ทำให้หนูไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ค่ะ....ทั้งนี้เพื่อความสงบสุข...
+ แต่สิ่งหนึ่งที่หนูคิดว่าน่าแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่งคือ..การให้การศึกษา และหางานที่มั่นคงให้ทำค่ะ...
+ ทุกอย่างรอการแก้ไข...และต้องใช้เวลาที่ยาวนานค่ะ
รอบนี้ชะชะช่า
รอบหน้าเชียงรายเน้อ !
ขอบคุณครับ
บางเรื่อง บางราวก็พูดไม่ได้
พอจะหาวิธีพูดกันเอง พูดกันได้ไหมครับ แย้มๆหน่อยก็ยังดี
+ พ่อเข้ามาพูดคุยเพียงแป๊บ ๆ แล้วพ่อจากไป....
+ ทำให้หนูไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ค่ะ..ทั้งนี้เพื่อความสงบสุข...
+ แต่สิ่งหนึ่งที่หนูคิดว่าน่าแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่งคือ..การให้การศึกษา และหางานที่มั่นคงให้ทำค่ะ...ขยายความหน่อย..
การศึกษาที่ต้องการ งาน/อาชีพ ที่เหมาะสม มีวิธีการหรือกระบวนการอย่างไร?
เมื่อไหร่จะรู้เรื่องกันละแอมแปร์
ความอ่อนด้อยเชิงยุทธวิธี
วัดปรอทชายแดนใต้ http://www.deepsouthwatch.org/
มูฮำมัดอายุบ ปาทาน
หากเปรียบเทียบในเชิงยุทธศาสตร์ ระหว่างรัฐไทยและขบวนการใต้ดินที่ก่อความรุนแรงชายแดนภาคใต้ ก็จะเห็นถึงความได้เปรียบในทุกด้านของรัฐไทย
ความเป็นรัฐไทยนั้นเหนือกว่าทั้งโครงสร้างกลไกอำนาจรัฐในพื้นที่ แสนยานุภาพทางทหาร สถานะในเวทีการเมืองโลก ด้านนโยบายต่อปัญหารัฐไทยก็มุ่งสู่การสร้างสันติภาพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะที่ฝ่ายใต้ดินมุ่งก่อความรุนแรง
นี่คือความได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐไทย ที่ขบวนการใต้ดินมิอาจเทียบได้ ภายใต้ความพรั่งพร้อมทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ เหตุใดสถานการณ์จึงยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี และยังมิอาจคาดได้ถึงจุดสิ้นสุดยุติ
ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ศึกษาก็คือ ภายใต้ความเสียเปรียบและอ่อนด้อยกว่าในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ขบวนการใต้ดินสามารถดำเนินยุทธวิธี ก่อเหตุพลิกแพลงหลากหลาย ความตกตะลึงได้เสมอ แม้จะมิใช่การก่อเหตุที่มุ่งสู่การทำลายล้างกองกำลังฝ่ายตรงข้ามเพื่อนำไปสู่จุดแตกหักทางการทหาร
ดังนั้นเป้าหมายของความรุนแรงที่ขบวนการใต้ดินกระทำอยู่ในขณะนี้คืออะไร
หากใช้ความรุนแรงสร้างความกลัวเพื่อควบคุมมวลชน การควบคุมมวลชนเอาไว้ได้นั้น มีจุดมุ่งหมายอะไร
การสร้างสันติภาพภายใต้นโยบายการเมืองนำการทหารเพื่อสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่นศรัทธาต่ออำนาจรัฐ ด้วยการเข้าถึงมวลชนในพื้นที่ วันนี้ทำได้แค่ไหน ภายใต้ความรุนแรง ซึ่งทำให้คนทำงานการเมืองสร้างความเข้าใจกับประชาชนก็หวาดกลัว ประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่ก็หวาดกลัว
วันนี้ความน่าสะพรึงกลัวจึงอยู่เหนือทุกสิ่ง การพัฒนาเครื่องมือสำคัญของการทำงานการเมืองพลิกฟื้นศรัทธาเชื่อมั่นต่อรัฐ เดินหน้าไปไม่ได้ก็เพราะความรุนแรง
วิธีการก่อความรุนแรงที่พัฒนารูปแบบใหม่อยู่เสมอ เป็นการทำให้รัฐตกเป็นฝ่ายตั้งรับทางยุทธวิธี เพื่อสกัดกั้นและทำลายหนทางยุทธศาสตร์การสร้างสันติภาพ ความสงบสุขของรัฐหรือไม่ และภายใต้ภาวะเช่นนี้รัฐจะกำหนดยุทธวิธีเพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้อย่างไร
ยุทธศาสตร์การสร้างสันติภาพของรัฐไทยกำลังถูกท้าทายด้วยความรุนแรง
ที่กล่าวมานี้สะท้อนจากสิ่งที่ผ่านมา หน่วยงาน องค์กร คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนภาคใต้ ต่างก็ได้ผลิตข้อเสนอ จัดทำนโยบายแผนแม่บทการแก้ไขปัญหามาแล้วเป็นจำนวนมาก แต่สถานการณ์ก็ยังอยู่ในวังวนของความรุนแรง ซึ่งปิดกั้นโอกาสให้แผนงานเหล่านี้ดำเนินไปได้อย่างเต็มที่ จึงยากที่จะประเมินผลได้ว่าแผนงานนโยบายที่กำหนดกันมานั้นถูกต้อง เหมาะสม หรือต้องปรับแก้กันอย่างไร
หากยุทธศาสตร์คือเป้าหมายว่าจะทำอะไร ยุทธวิธีก็คือคำอธิบายว่าจะทำเช่นนั้นอย่างไร
คำตอบของปัญหาชายแดนภาคใต้ ณ ขณะนี้มิใช่การบอกว่าจะทำอะไร เพราะหลายหน่วยงานก็มียุทธศาสตร์ มีแผนแม่บทเตรียมไว้แล้วทั้งนั้น เพียงแต่ทำได้แค่ไหนเท่านั้นเอง ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากขาดแคลนความรู้ที่จะสร้างวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม ทั้งระดับบุคคล โครงสร้างทางสังคม และพื้นที่
ฉะนั้นคำตอบที่ถูกเรียกหาในขณะนี้ก็คือ ‘อะไร' ที่จะทำนั้น จะทำกัน ‘อย่างไร' ภายใต้เงื่อนไขความรุนแรง
การเอาชนะทางความคิด การพัฒนาเพื่อแสดงความจริงใจ สลายอคติ ฟื้นฟูความศรัทธาต่อรัฐให้กลับคืนมา และแม้กระทั่งการเฝ้าระวังพื้นที่เพื่อรักษาความสงบสุขเรียบร้อย ปิดกั้นโอกาสการก่อเหตุ
การทำเช่นนี้ได้นั้น จะทำอย่างไร และใครที่จะต้องเข้ามาร่วมทำบ้าง นี่คือคำถามที่กำลังรอตอบ
ปิดเทอมตุลานี้ จะพาไปทัศนศึกษาที่ไหนหรือเปล่าคะ คน ความเห็นแรกถามมาค่ะ อิอิอิ