ผมพิเคราะห์บทความ พิเชฐ บัญญัติ และสุภาภรณ์ บัญญัติ. การพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลบ้านตาก : จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. วารสารวิชาการสาธารณสุข ๒๕๕๐; ๑๖ : ๔๔๔ – ๔๕๕. แล้วพบส่วนที่อยู่ในสภาพ “ละไว้ในฐานเข้าใจ” หรือ over simplify มากมาย โดยเฉพาะในขั้นตอนการดำเนินการ (implementation) ๑๐ ขั้นตอน ซึ่งผมเดาจากประสบการณ์ว่าจะต้องมีการทดลอง หรือลงมือปฏิบัติแล้วแก้ไข คือมี PDCA อยู่ในนั้นมากมาย เพราะช่วงเวลาของบทความคือ ๘ ปี (พ.ศ. ๒๕๔๐ – ๒๕๔๗)
ผมจึงมองว่า แต่ละขั้นตอนการดำเนินการสามารถขยายออกเป็นรายงาน ๑ ตอน ที่มีลักษณะ evidence-based ได้ รวมทั้งมีลักษณะหมุนเวียนเป็นวัฏฏจักร ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบเป็นเส้นตรง และน่าจะชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงบางช่วงที่บางปัจจัยด้อยลง หรือแทนที่จะได้ผลไปในทางพัฒนาขึ้น กลับมีผลด้อยลงกว่าเดิม
ในการเขียนรายงานผลการวิจัย ผู้เขียนต้องถามตนเองในทุกประโยค ว่าข้อเขียนมีลำดับความคิดเชิงเหตุผลหรือไม่ หรือว่าความคิดมันกระโดดไปหลายก้าว และที่เสนอความคิดเป็นเหตุเป็นผลแล้วนั้นมันเป็นความคิด หรือเป็นข้อสรุปที่มีข้อมูลหลักฐาน การตรวจสอบ logical sequence และ evidence ในทุกขั้นตอน จะช่วยเพิ่มคุณภาพของรายงานผลการวิจัย ซึ่งตอนฝึกใหม่ๆ ก็จะรู้สึกว่ายาก แต่เมื่อฝึกจนทำเป็นก็จะเป็นเรื่องง่าย
ในการทำงานบริหารหรืองานปฏิบัติการก็ตาม คนเราคิดและทำแบบ “ผู้เชี่ยวชาญ” คือ logical sequence มันยุบตัวเข้าหากันอย่างเร็วยิ่งกว่าฟ้าแลบ จนเหมือนกับมีนั้นตอนเดียว ความเคยชินของผู้ชำนาญหรือผู้เชี่ยวชาญนี้เองคือตัวอุปสรรคในการเขียนรายงานผลการวิจัยให้มีความรัดกุมน่าเชื่อถือแบบรายงานผลการวิจัย
การเขียนรายงานผลการวิจัยจึงต้องเขียนแบบ “ปิดช่องสงสัย” ไม่ใช่เขียนแบบ “ละไว้ในฐานเข้าใจ”
วิจารณ์ พานิช
๓๑ ส.ค. ๕๑