เอกสาร “ร่างธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ” ที่ สช. ใช้ในการประชุมปฏิบัติการวันนี้ (๒๗ ส.ค. ๕๑) กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้ เพราะในหัวข้อ “การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสุขภาพ” หน้า ๒๙ – ๓๔ มีข้อความที่ผมเรียกว่า มีลักษณะ “Research-oriented” และ “Professional Knowledge Oriented” ไม่เอ่ยถึงความรู้จากมุมของ KM Oriented หรือ Practice-Based Knowledge เลย เป็นการคิดถึงความรู้แบบที่ผูกติดกับคนชั้นสูง คนมีการศึกษาสูง คนที่เป็นกลุ่มวิชาชีพ ไม่เข้าใจคุณค่าของความรู้ปฏิบัติ ที่อยู่ในชีวิตของคนธรรมดา
ยิ่งความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ เกี่ยวกับการสร้างสุขภาพ ยิ่งมีอยู่ในคนธรรมดามากมาย เป็นความรู้ที่ยึดโยงอยู่กับชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ที่ไม่มีอยู่ในตำราใดๆ และหมอ พยาบาล และบุคลากรด้านสุขภาพก็ไม่มีความรู้เหล่านี้ เพราะไม่ได้มีวิถีชีวิตเหมือนกับคนธรรมดา หรือผู้ป่วย เหล่านั้น
ร่างธรรมนูญฯ น่าจะแสดงจุดยืนที่ยอมรับและยกย่องความรู้ปฏิบัติที่รวบรวมและยกระดับได้โดยกระบวนการ KM ด้วย ให้เท่าเทียมกับความรู้ได้ได้จากการวิจัย
นี่คือ Mental Model ที่สมดุล เกี่ยวกับความรู้
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ส.ค. ๕๑
ปรับปรุงแก้ไข ๒ ก.ย. ๕๑
ทำนองเดียวกัน ความรู้การแพทย์ ในระบบสุขภาพ ก็ควรสมดุล ระหว่าง ความรู้ดั้งเดิม อย่างง่าย เพื่อสุขภาพ ครอบคลุม แพร่หลาย เข้าถึงง่ายกว่า และ ความรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ อย่างแพง พึ่งพาเทคโนโลยี แต่ไม่ทั่วถึงเพียงพอ
แพทย์ส่วนหนึ่ง หรือ ส่วนใหญ่ ดูแล ผป ตามมาตรฐานฝรั่ง แม้มีปัญหาแทรกซ้อนอะไร ฟ้องร้องขึ้นมา ก้อาจจะเอาตัวรอดได้ ค่าใช้จ่ายกับระบบ ก็ยิ่งแพงไปตามลำดับ