วิ่ง

     หลังจากทิ้งบล็อกให้ร้างมาหลายเพลาในที่สุดก็ได้ฤกษ์งามยามดีที่จะเขียนบล็อกของตัวเองเสียที
ครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ "คนชอบวิ่ง" ที่ท่านเขียนบทความดีๆ เกี่ยวกับการวิ่ง เป็นเหตุให้ Google พาผมย้อนกลับมาที่ GotoKnow  หลังจากเลอะเลือนลืมความตั้งใจเรื่องการเขียนบล็อกไปหลายเดือน

     วันนี้เริ่มเขียนบล็อกพร้อมกับตั้งปณิธาน(อันแรงกล้า..อีกแล้ว) ว่าจะเริ่มวิ่งซะที หลังจาก ..ว่าจะ ว่าจะ..และว่าจะวิ่ง มาตั้งแต่ตอนรัฐประหารปีก่อนนู้น จนถึงวันนี้ที่เค้าจวนเจียนจะทำรัฐประหารกัน(อีกรอบไหมนี่) ก็ยังไม่ได้เริ่มวิ่งซะที

     จริงๆ ไอ้เรื่องตั้งใจจะวิ่งนี่ ก็เป็นแค่เรื่องดีๆ เล็กๆ เรื่องหนึ่งในบรรดาหลายเรื่องดีๆจำนวนมากที่ผม
ตั้งใจว่าจะทำแต่ไม่เคยทำซะที เรื่องวิ่งนี่สารพัดข้ออ้างจะสรรหามาล้วนแต่สมเหตุสมผลที่จะไม่ต้องวิ่ง
แบบว่า จะวิ่งตอนหกโมงเช้าก็ว่าเดี๋ยวไปทำงานไม่ทัน พอจะวิ่งตอนตีห้าหมาจรจัดในซอยก็ยังหน้ามืดมัว
ขี้ตาชอบตื่นแตกเห่าหอน ไม่รู้ตกใจอะไรกันนักหนา กะแค่เราวิ่งผ่าน ไอ้เรารึก็กลัวหมาเป็นทุนเดิมประสาคนปอดแหกเลยไม่เอาดีกว่า(จะซื้อลูกชิ้นไปอ่อยมันก็ดูจะทุ่มทุนไปหน่อย) เปลี่ยนมาวิ่งตอนเย็นก็รถเยอะอากาศไม่ดี แถมช่วงฤดูฝนวิ่งได้สองสามวันฝนก็ตกทำให้วิ่งไม่ต่อเนื่องทุกวันน่าเบื่อ ไม่วิ่งละ นั่นเอาเข้าไป

     จนเมื่อวันก่อนหลังจากดู Wall-E ก็เตรียมไปร้านโพธิ์เงินนวดแผนโบราณเจ้าประจำเพื่อไปนอนให้แม่หมอเหยีบขา-หักคอให้สบายอารมณ์ ระหว่างเดินข้ามสะพานลอยเพื่อไปขึ้นรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน จู่ๆก็รู้สึกยอกขา-ขัดข้อเท้า ขึ้นมาซะอย่างนั้น ตระหนก และตระหนักแน่แก่ใจว่าถ้าเอาแต่จับเจ่าเฝ้าคอม วันทั้งวันเดินไปเดินมาไม่ถึง 100 ก้าวอยู่แบบนี้ อีกไม่กี่ปีเราคงเดินขึ้นสะพานลอยไม่ไหวแน่

เอาน่ะ เริ่มซะที วิ่งๆๆๆๆ ถ้าไม่วิ่งอีกหน่อยโรคภัยไข้เจ็บต้องตามมาเขมือบเราแหง
สู้ๆ คราวนี้เอาจริงเอาจัง วิ่งกันวันนี้ดีกว่า...

แต่คืนนี้ขอนอนก่อนดีที่สุด