การจำและการลืม

การจำและการลืม

ผศ.ดร สังคม ภูมิพันธุ์
รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมเทคโนโลยีการศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ประเภทของการจำ
           นักการศึกษาบางคนแยกการจำเป็นสองประเภท แต่สำหรับบางคนแยกเป็นสามประเภท
ในที่นี้ขอแยกเป็น   สามประเภท คือ
           1. การจำการรู้สึกสัมผัส (Sensory Memory)
การจำชนิดนี้เป็นระบบการเก็บข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ตามที่ประสาทสัมผัส รับรู้จากสิ่งเร้า และจะเลือนหายไปโดยรวดเร็ว เช่น การดูภาพยนตร์ ภาพแต่ละภาพจะคง ติดตาอยู่เพียง 1/10 วินาที เรียกว่า  (Persistence of Vision) หรือเรียกว่า
การจำภาพติดตา (Iconic Memory) ทำให้เราเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันไปทั้ง ๆ ที่ภาพเหล่านั้นเป็นภาพนิ่ง ในความเป็นจริงของการฉายภาพยนตร์นั้น เครื่องฉายจะกั้นแสงสว่าง โดย ชัตเตอร์ ของแต่ละกรอบภาพ  เพื่อไม่ให้เรามองเห็นกรอบสีดำของภาพ ความคงอยู่ของภาพ ในการจำการรู้สึกสัมผัสนี้ช่วยให้เห็นภาพต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ  จึงเกิดภาพเคลื่อนไหวได้ การรับรู้จากเสียงก็เช่นเดียวกัน  การจำเสียงก้องหู (Echoic  Memory) ช่วยให้เสียง
คงอยู่ได้นานพอที่จะให้เราสามารถตีความหมายได้ว่า เสียงที่ได้ยินนั้นหมายความว่ากระไร
           2. การจำระยะสั้น (Short-Term Memory, STM)
การจำระยะสั้น หมายถึง  ข้อมูลจำนวนไม่มากที่เราเก็บไว้ในลักษณะเตรียม พร้อมที่จะใช้งาน (Active State) ในช่วงเวลาสั้น ๆ  บางท่านกล่าวว่า เป็นการจำสั้น ๆ ที่เราสามารถใช้ครอบคลุมถึงข้อมูลทั้งหมดที่เรานึกถึงได้ในระดับจิตสำนึก ดังนั้น จึงมีคำ
เรียกชื่อแตกต่างกัน เช่น Short-Term Memory, Working Memory, Active Memory, Immediate Memory, Primary Memory และ Short Term Store  เป็นต้น การจำระยะสั้นได้จากการจงใจที่จะรับรู้สิ่งนั้นแล้วเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้อมูล
เก็บไว้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เวลาเราจำหมายเลขโทรศัพท์ (721-785) เราอาจเก็บไว้ใน รูปแบบภาพ (Visual  Code) คือภาพของหมายเลขโทรศัพท์ หรือเก็บไว้ในรูปลักษณะเสียง (Acoustic Code) คือเสียงที่เราเรียกหมายเลขนั้นว่าเป็น เจ็ด สอง หนึ่ง -เจ็ด แปด ห้า หรือเก็บไว้ในรูปลักษณะของความหมาย  (Semantic  Code)  คือ  เอาตัวเลขไป
สัมพันธ์กับลักษณะบางลักษณะนั่นคือกับภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษามหาวิทยาลัย  มหาสารคาม ซึ่งมีเบอร์โทรศัพท์ 721-785 นั่นเอง โดยปกติคนเราจะจำในลักษณะเสียงมากกว่า เพราะสามารถท่องกันลืมได้เพราะ ข้อมูลชนิดนี้เกี่ยวข้องกับภาษาพูด  หากจดจำแบบรูปภาพจะเลือนหายไปเร็วมาก แต่หากเป็น ข้อมูลชนิดอื่นก็สามารถจดจำในรูปแบบอื่น ๆ ได้ ในการเก็บรักษาข้อมูลของการจำชั่วคราวนี้มีการศึกษา  พบว่า คนเรามีขนาด การจำที่เก็บรักษาได้ 7 หน่วย (7 ช่อง  หรือ 7 Chunk) หน่วยหนึ่ง ๆ อาจเป็นตัวเลขตัว หนึ่ง หรือตัวอักษรตัวหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกว่า 1 ช่องก็ได้ และอาจมีมากกว่าหรือน้อยกว่าไม่เกิน 2
เท่านั้น เช่น หากเรามีขนาดการจำ7  หน่วย คือ จำสิ่งของได้ 7 อย่าง  อันมี เทปเสียง นาฬิกา กระติกน้ำ  สไลด์ คอมพิวเตอร์  ตู้เย็น ไข่  เมื่อเราบันทึกข้อมูลเหล่านั้น   หากมีข้อมูลใหม่ คือ แผ่นใส ส่งเข้าในช่องการจำชั่วคราว คำว่า แผ่นใส จะผลัก เทปเสียงให้ไปอยู่ในช่องที่  2  นาฬิกาซึ่งเดิมอยู่ในช่องที่สองจะเลื่อนไปอยู่ในช่องที่สาม และ ผลักให้กระติกน้ำไปอยู่ในช่องที่  4 ผลักกันไปเรื่อย  ๆ จนคำว่า  ไข่ ถูกลืมจากช่องการจำ เรียกว่า  การแทนที่  (Displacement)  การลืมนั้นอาจไม่ใช่แทนที่อย่างเดียวแต่ปัจจัยด้าน
เวลา อาจทำให้เกิดการลืมได้ หากไม่มีการทบทวนอยู่เสมอ ๆ จะเห็นได้ว่า การเก็บข้อมูลในการจำระยะสั้นนี้  มีข้อดีที่ว่าเราสามารถรับข้อมูลใหม่เข้ามาแทนที่ได้ หากข้อมูลเก่ายังคงอยู่ นาน อาจรบกวนการเรียนรู้สิ่งใหม่ และการตั้งใจรับรู้ในปัจจุบันได้ เมื่อบันทึกข้อมูลทั้ง 7  ช่องแล้ว เมื่อเรียกใช้ข้อมูลจะประกอบด้วย 3  ขั้นตอน คือ
ขั้นแรก เป็นการรับรู้สิ่งเร้า แล้วเปลี่ยนลักษณะสิ่งเร้าให้ใกล้เคียงกับข้อมูลเดิมที่เก็บไว้ในช่อง การจำขั้นที่สอง  เปรียบเทียบสิ่งเร้าใหม่กับข้อมูลเดิม ในการเปรียบเทียบจะกระทำไปทีละ ช่อง แต่ละช่องใช้เวลาเร็วมาก  คือ 40 ส่วน 1,000  วินาที (40 มิลลิวินาที) และเพิ่มขึ้น เรื่อย  ๆ ครั้งละ  40 มิลลิวินาที  คือ หากเปรียบเทียบสองช่องจะกินเวลา  80 มิลลิวินาที
เปรียบเทียบสามช่องกินเวลา  120  มิลลิวินาที  และหากเปรียบเทียบสี่ช่องกินเวลา 160 มิลลิวินาที เพิ่มขึ้นเช่นนี้ไปเรื่อย และขั้นที่สาม เป็นการตอบสนอง คือ หากสิ่งเร้าใหม่นั้น ใช่สิ่งเดียวกับที่บันทึกไว้ก่อน ก็จะตอบว่า "ใช่" และหากว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกันก็จะตอบว่า "ไม่ใช่"
อนึ่งในการเปรียบเทียบนั้น มีนักจิตวิทยาบางท่าน กล่าวว่า อาจเปรียบเทียบพร้อมกันครั้งเดียว ก็ได้
          วิธีการวัดขนาดของการจำระยะสั้นทำได้โดยการวัดช่วงการจำ(Memory Span) คือ การวัดจำนวนของข้อความที่ผู้เรียนระลึกถึงได้ถูกต้อง วิธีนี้เรียกว่า Serial Position curve โดยให้ผู้รับการทดลองอ่านจำนวนคำในบัญชีคำ เรียงตามลำดับประมาณ 20-25 คำ หลังจากนั้นให้ระลึกถึงคำที่ได้อ่านให้มากที่สุด ผู้ทดสอบจะบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างลำดับที่ ของคำตามบัญชีกับคำที่จำได้จะเห็นได้ว่า  ผู้รับการทดสอบจะระลึกถึงคำในตอนต้น(Primary effect)  และตอนท้าย(Secondary effect)ของบัญชีได้ถูกต้อง และระลึกถึงคำในช่วงกลาง(Asymptote)ของบัญชีได้น้อยกว่า  ที่เป็นเช่นนี้เชื่อกันว่า คำในส่วนหลังยังคงอยู่ในระบบการจำระยะสั้น ขณะเมื่อระลึกถึงเพื่อดึงขึ้นมาใช้งาน การลืมการจำระยะสั้น
          ในการลืมการจำระยะสั้นนั้นมีทฤษฎีที่สามารถอธิบายได้ 2 ทฤษฎี คือ
          1. ทฤษฎีการรบกวนกันของข้อมูล (Inference Theory) ทฤษฎีนี้อธิบายว่า การ ลืมเกิดจากการมีข้อความเข้ามาแทรกในข้อมูลที่เราต้องการจะจดจำ   อันเป็นสาเหตุของการ รบกวนกัน ซึ่งการรบกวนมีอยู่ 2 ชนิด คือ
                    1.1 ข้อมูลเดิมเข้ามาสอดแทรกการเรียนรู้ใหม่ (Proactive Inhibition) นั่นคือ การที่ผู้เรียนมีปัญหาในการจำการเรียนรู้ใหม่ เพราะสิ่งที่จำไว้เดิมนั้นเข้ามาสอดแทรก
                    1.2 การจำใหม่รบกวนการจำเดิม (Retroactive Inhibition) นั่นคือ
การจำของการเรียนรู้ใหม่เข้าไปรบกวนการจำเดิมที่ได้บันทึกไว้ ลักษณะนี้เรียกว่า "ได้หน้า ลืมหลัง" บางครั้งอาจเรียกว่าเป็นการแทนที่ (Displacement) ก็ได้
          2. ทฤษฎีการสลายของรอยการจำ(Decay  Theory) ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ความ
จำจะสลายหรือเลือนไปตามกาลเวลา   หากไม่มีการทบทวนหรือท่องจำเพื่อเตือนความทรงจำ เสมอ ๆ           อย่างไรก็ตามการจำระยะสั้นหรือการจำชั่วคราวนี้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการ
เรียนรู้ของมนุษย์มากทีเดียว ถ้าเรามีการจำชนิดนี้จุมากกว่า 7 ช่องการจำในขณะเดียวกัน จะทำให้สามารถอ่านเอาความได้ดีกว่าผู้ที่มีการจำระยะสั้นน้อย การปรับปรุงการจำระยะสั้น (Improving Short - Term Memory) การ ปรับปรุงขยายขีดความสามารถในการจำประเภทนี้ที่นิยมใช้มากที่สุด เรียกว่า การจัดหน่วยย่อย ๆ ให้เป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น หรือเรียกว่าการเข้ากลุ่ม-จัดกลุ่ม (Chunking) นั่นเอง เช่น มีเลข
12 ตัว หากจำช่องการจำละ 1 ตัวเลข จะเกินความสามารถในการจำระยะสั้นอยู่  5 ตัวเลข เราสามารถจัดกลุ่มได้ ถ้าหากเป็นคำ เช่น   มอบ ดวง ใจ สามารถจัดหน่วยย่อยของตัวอักษรแต่ละตัวเป็นหน่วยใหญ่ขึ้นได้ คือ มอบดวงใจเป็นต้น   วิธีนี้จะช่วยให้จดจำข้อมูลประเภทรายการคำ หมายเลขโทรศัพท์ รหัสไปรษณีย์ และข้อมูล
ที่ต้องใช้งานในปัจจุบันได้อย่างถูกต้อง
          การจำระยะยาวหรือการจำถาวร (Long-Term  Memory) การจำชนิดนี้ คือ การที่ข้อมูลหรือสิ่งเร้าสามารถถูกบันทึกไว้ได้นาน บางครั้งอาจถูกบันทึกไว้ในสมองตลอดชีวิต กระบวนการในการจำมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับการจำระยะสั้น เพียงแต่ลักษณะการเกิดของ
การแปลงสิ่งเร้า การบันทึก และการเรียกใช้นั้นเกิดแตกต่าง กันการจำระยะยาวนี้ข้อมูลจะต้อง ผ่านส่วนที่ทำการเก็บข้อมูลส่วนอื่น ๆ มาก่อนที่จะมีการเก็บข้อมูลถาวร (Long-Term Store) และเก็บไว้ในการจำระยะยาวทางด้านกายภาพ (Inactive Memory) คือ ข้อมูลนั้นถูกบันทึก ไว้อย่างถาวรมิได้นำมาใช้ในขณะปัจจุบัน การที่ต้องผ่านส่วนอื่น ๆ มาก่อนที่จะเก็บข้อมูลอย่าง
ถาวรนี้ บางครั้งจึงเรียกการจำประเภทนี้ว่า Secondary Memory การจำประเภทนี้ จะเปลี่ยนรูปแบบของสิ่งเร้าเป็นข้อมูลให้อยู่ในลักษณะของความหมาย (Semantic Code) เก็บไว้ในรูปของภาพ (Visual  Code) หรือภาพเหตุการณ์   (Episodic Code) มากกว่าการเก็บในรูปของเสียง (Acoustic Code)
          การจำเหตุการณ์ (Episodic Memory) คือการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ว่า เกิดขึ้นเมื่อใดโดยบันทึกเป็นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และเกี่ยวเนื่องกับประสบการณ์ อื่น เช่น
          - ฉันไปถึงที่ทำงานก่อนฝนตกหนัก
          - แฟนฉันแต่งตัวสวยที่สุดในงานเลี้ยงสังสรรค์หลังวันปีใหม่
          - ฉันจำได้ว่าในรายการค่าใช้จ่ายซ่อมรถ อะไหล่ของรถตั้งแต่ซื้อมา  อะไหล่ที่แพง ที่สุด ราคา 3,000 บาท คือ หม้อน้ำ
ส่วนการจำความหมาย (Semantic Memory)  คือ ความรู้ที่ได้จัดระบบ ระเบียบ เป็นหมวดหมู่แล้วทั้งสัญลักษณ์ คำ ความหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างสัญลักษณ์กับคำ  และกฎการใช้  ตัวอย่างของการจำความหมาย เช่น
          - ฉันรู้ว่าสูตรทางเคมีของน้ำคือ H2O
          - ฉันรู้ว่าสัญลักษณ์     ที่บานประตูห้องน้ำ คือ ห้องน้ำชาย
          - ฉันจำได้ว่า 1 Byte =8 bits
          ในด้านความแตกต่างของการจำเหตุการณ์ และการจำความหมายก็คือ การจำความ หมายนั้นถูกรบกวนได้ยาก เพราะจะถูกบันทึกลงในโครงสร้างของมโนทัศน์ใหญ่   แต่การเรียก นำมาใช้ หรือการรื้อฟื้นรอยการจำนั้นก็จะทำได้ยากกว่าการจำเหตุการณ์ การจำเหตุการณ์จะรื้อฟื้นได้เร็ว   โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งบอกแนะที่เหมาะสมเกี่ยวกับ เหตุการณ์มากระตุ้นก็จะจำได้ แต่ทั้งนี้การจำเหตุการณ์จะลืมได้เร็วกว่า การจำความหมาย ผล การวิจัยยืนยันว่า  ผู้ที่ท่องจำคำศัพท์ได้มาก ๆ อาจไม่ได้คะแนนสูงนักจากด้านการรู้ความหมาย ของศัพท์
           การเก็บรักษาและการเรียกใช้ข้อมูลมีความสำคัญต่อการจำถาวรมาก    เนื่องจาก จำนวนสิ่งของที่จะจดจำมีมากกว่า 7 อย่าง และการจะเรียกใช้อาจเกิดความบกพร่องได้ ทั้ง ๆ ที่มีการบันทึกลงในการจำไว้แล้ว ปกติคนเราไม่สามารถจดจำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในวัย เด็กเล็ก ทั้งนี้เพราะการเรียกใช้ข้อมูลบกพร่องอันเกิดจากสิ่งต่าง ๆ บดบัง เช่น ความสับสน วุ่นวายของอารมณ์ ความคาดหวัง วุฒิภาวะทางอารมณ์ เป็นต้น  การเรียกการจำนี้กลับคืนมาอาจใช้วิธีการสะกดจิต (Hypnosis) ได้

องค์ประกอบที่สนับสนุนการเรียกใช้ข้อมูล
          1. จัดระเบียบของข้อมูลให้ดีเพื่อการจดจำที่ดี สะดวกในการเรียกใช้ข้อมูล
          2. ใช้สถานการณ์ให้เหมาะสม นั่นคือ สถานการณ์เรียกใช้ข้อมูลควรจะเหมือนหรือ คล้ายคลึงสถานการณ์ที่บันทึกจดจำข้อมูล เช่น สถานการณ์การเรียนวิชาหนึ่ง ๆ หากมีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในเวลาสอบจะส่งผลต่อการจำได้มากน้อยของการเรียนวิชา
นั้น ๆ
          สิ่งที่รบกวนการเรียกใช้ข้อมูลมีอยู่มากมาย เช่น เมื่อเราย้ายบ้าน เราต้องเปลี่ยน
เลขที่บ้านใหม่ เราอาจจะจำเลขที่บ้านเดิมไม่ได้  เพราะเลขที่บ้านใหม่เข้ามารบกวนนั่นเอง