เกษียณอายุ อีกครั้ง ( The Old never olded )

 

                 เรื่องเกษียณอายุดูจะเป็นหัวข้อที่พูดกันได้ตลอดช่วงกันยา-ตุลานี้ครับ  ก็ขอพูดอีกครั้งหลังจากที่ตอนแรกได้พูดไปแล้วในตอนแรก  กษียณอายุ : สัจธรรม และ สุขอย่างมีสติ  บรรดาพี่ๆ ที่จะเกษียณอายุหลายท่านก็เข้ามาอ่านและมอบคำขวัญไว้ว่า The Old never olded แปลว่า  คนชราแต่วัยแต่ใจและสมองนั้นยังไม่ชรา  (ไม่ใช่เฒ่าทารก นะครับ)  ผมจึงขอนำมาคุยขยายความกันอีกครั้ง

                 อีกประการหนึ่งก็เห็นจะเป็นน้องๆ ที่ต้องไปทำหน้าที่เป็นพิธีกร อยากจะหาข้อมูลคำพูดคมๆ คำกลอนซึ้งๆ ไปใช้ในงานนี้  จึงมาขอคำแนะนำ ผมก็ต้องทำหน้าที่บริการให้น้องๆ ด้วยความเต็มใจครับ จะคมหรือจะซึ้งเพียงใดก็แล้วแต่ท่านจะนำไปใช้หรือปรับแต่งไปบ้างก็ได้ครับ ที่นำมาเขียนไว้นี้ก็มาจากการรวบรวมจากคำกล่าวแสดงมุทิตาจิตของน้องๆ หรือคำกล่าวแสดงความรู้สึกของพี่ๆ ที่เกษียณไปแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ขอท่านได้พิจารณานำไปใช้ได้ตามความประสงค์ครับ ผมยินดี

 

                The Old never olded  คนชราแต่วัยแต่ใจและสมองนั้นยังไม่ชรา   ประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงสุขภาพจิตที่ดีของคนวัยเกษียณ และความมุ่งมั่นที่จะสรรค์สร้างประโยชน์แก่องค์กรและสังคมต่อไปได้อย่างชัดเจน เพราะมีไม่น้อยที่เราเห็นคุณค่าทรัพยากรทางปัญญา หรือประสบการณ์ที่พี่ๆ ได้สั่งสมมาทั้งชีวิตจนเรียกได้ว่า เป็นคลังสมองที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไป  การต่ออายุการทำงานหรือเชิญพี่ๆ มาถ่ายทอดประสบการณ์แก่น้องๆ ต่อไปอีกจึงเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และพิสูจน์ได้ว่า  พี่ๆ เหล่านั้นไม่แก่เลยครับ  ยังสดใส ร่าเริง และสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อายุ ๖๐ ปี จึงไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ   สำคัญอยู่ที่ว่าไม่ว่าจะอายุเท่าใด หากท่านมีสุขภาพกายใจแข็งแรงอยู่ ก็ทำงานได้อยู่เสมอ   ผมนึกถึงพระราชปรารภในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนกว่า

                                     "ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ 

           ปัญญาที่เฉียบ แหลม           

  กำลังกายที่สมบูรณ์"

 

ผมคิดว่า นี่คือกุญแจแห่งความสำเร็จในการดำเนินชีวิตของคนเราในสังคม  หากเราได้พิจารณาน้อมนำมาเป็นแนวปฏิบัติ  นั่นคือ  ๑. ทำความเพียรให้เกิดขึ้น โดยต้องศรัทธาและเห็นประโยชน์แห่งความเพียรนั้นอย่างจริงจัง ไม่สงสัย  ๒.ฝึกฝนสมองให้เกิดปัญญาที่เฉียบแหลม โดยฝึกคิด ทดสอบสมองประลองเชาวน์หรือแก้ปัญหาบ่อยๆ อย่างชื่นชอบ มีความสุข (อย่าคิดกลัดกลุ้มเด็ดขาด หรืออาละวาดด้วยอารมณ์แปรปรวนแบบที่เรียกว่า วัยทอง นะครับ)  ๓.ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง "อโรคยา ปรมา ลาภา"  ท่องจำไว้ให้ขึ้นใจแล้วปฏิบัติ รับรองว่า ความแก่ไม่ใช่อุปสรรคเลย   ทั้ง ๓ อย่างนี้ต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หนุนกัน แล้วความแก่จะไม่ใช่สิ่งที่ไม่น่าพิสมัยอีกต่อไป    อยู่อย่างเป็นสุขได้ แม้จะอยู่ในวัยชรา   ครับ

 

คำคม คำกลอน ในงานเกษียณ   

       " เมื่อเริ่มรู้ว่าเป็นครู ก็รู้ว่ารักและหลงใหลในอาชีพนี้เสียแล้ว  จึงตั้งปณิธานมั่นไว้ว่า จะดำรงอุดมการณ์เพื่อสร้างเด็กและเยาวชนไทยให้เป็นคนดีศรีสังคมให้จงได้"

       "เมื่อพี่อยู่เราแสนรัก เมื่อพี่จากเราแสนอาลัย  แม้ตัวพี่จากไกลไปตามวิถีประสงค์ เราก็จะคงความระลึกและคิดถึงพี่ไม่รู้คลาย  บ้านนี้ยังมีรักให้พี่ระลึกถึงตลอดไป"

       "หากแม้นจะกล่าว คำพูดใดที่ให้ฟังได้อย่างแสนไพเราะ เสนาะหู  แต่นั่นไม่สำคัญ เท่ากับคำพูดนั้นๆ เกิดจากความจริงใจและอาลัยยิ่ง  เราทั้งหลายขอแสดงออกด้วยความจริงใจพร้อมกัน ณ บัดนี้ ด้วยช่อดอกไม้แทนใจ ด้วยเพลงอาลัยอำลา ด้วยคำมุทิตาแทนคำขอบคุณ"

     

             ยากจะเอ่ย  ถ้อยคำ  อำลาพี่                   เพราะสุดที่  อาลัย  ใจห่วงหา

  สุดเสกสรร  คำใด  ไม่อาจลา                               ด้วยน้ำตา  เอ่อสะท้อน อยู่ค่อนทรวง

 

  ด้วยคุณงาม ความดี พี่มอบให้                           ด้วยหัวใจ ยินดี ไม่มีหวง

  สอนสั่งน้อง  แนะชี้   ดีทั้งปวง                            ทั้งยังห่วง ปูทาง วางครรลอง

 

  พี่เคียงข้าง ร่วมทุกข์ ร่วมสุขสร้าง                     เดินร่วมทาง ฝ่าฟัน กันทั้งผอง

  อุปสรรค นานับ  ประคับประคอง                      เพื่อสร้างฝัน อันเรืองรอง ผองศิษย์ตน

 

  พี่เป็นครู  แบบอย่าง สร้างแม่บท                         ขอประณต น้อมใจ ให้เห็นผล  

  คำสอนพี่  จารึกไว้  ในกมล                                 เป็นกุศล  สร้างบัณฑิต ศิษย์ต่อไป

 

  ณ บัดนี้  ดั่งเรือ  ชนะคลื่น                                   กี่วันคืน เดินทาง ทะเลใหญ่

  ถูกลมฝน คลื่นซัด มิท้อใจ                                   กัดฟันสู้  เพื่อเส้นชัย อยู่ปลายทาง

 

  ด้วยภาระ เกียรติยศ ที่แบกรับ                             หางเสือจับ หนักแขน อยู่สองข้าง   

  เป็นหน้าที่ ยิ่งใหญ่ ไม่ละวาง                              นำศิษย์สู่  แสงสว่าง  อย่างปลอดภัย   

 

  บัดนี้เรือ ชนะคลื่น แล่นถึงฝั่ง                            ได้ยืนยัง สง่างาม และยิ่งใหญ่   

 

  แม้ในจิต คิดยับยั้ง ยังอาลัย                                 ขออวยชัย  แด่พี่  โชคดีเอย       

      

 "ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ใดๆ นั้นทำได้ไม่ยาก  แต่ภารกิจที่ต้องตรำตรากเนิ่นนานและทำต่อเนื่องจนครบวาระสมบูรณ์นั้น แสนยากยิ่งกว่า  คนเป็นครู คือผู้แบกภาระที่หนักและยิ่งใหญ่ เพราะต้องเป็นผู้สร้างคนรุ่นใหม่ให้แก่สังคม สร้างไม่ดี สังคมก็ทรุด  กว่าจะเห็นดอกผลที่ตนสร้างก็ต้องอีกหลายปี ดังนั้น  ครู จึงต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตนสร้างไว้ไปจนกว่าจะหาชีพไม่  ไม่มีอะไรจะดีใจเมื่อเห็นศิษย์ได้ดี  และไม่มีอะไรจะเสียใจเมื่อเห็นศิษย์ล้มเหลว  ครู จึงเป็นผู้สมควรยกย่องที่สุด"

                ผมขอยกคำคม คำกลอนมากล่าวไว้แต่เพียงนี้ก่อน อาจจะต้องมีตอนที่ ๓ - ๔ ต่อไปอีกถ้ายังมีผู้อ่านเข้ามาถามหา   ขอบคุณครับ