ผมเจียดเวลาชั่วโมงเดียวไปฟังการอภิปรายเรื่อง “การจัดการวัฒนธรรมกับความเจริญของประเทศ”  ในการสัมมนาทางวิชาการ ของคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา เรื่อง ‘นโยบายการจัดการวัฒนธรรมไทย’    เมื่อเช้าวันที่ ๒๐ ส.ค. ๕๑    ด้วยคำถามว่า มหาวิทยาลัยจะมีบทบาทได้อย่างไร


          ผมฝึกตัวเองให้มีคำถามต่อตัวเองชัดเจน ในการทำกิจกรรม ไม่ว่าเรื่องใด   นี่คือวิธีจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพต่อการเรียนรู้ของผม


          ผมตื่นตาตื่นใจไปกับการอภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำอภิปรายของ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ ที่ผมจับความได้ว่า เรามองคำว่า จัดการ ได้ต่างกันแบบขาวกับดำ   การจัดการวัฒนธรรมที่เริ่มตั้งแต่สมัยมาลานำไทย เมื่อกว่า ๖๐ ปีมาแล้วเป็นการจัดการแบบบังคับ   มีการกำหนด “อารยะวัฒนธรรม” ให้ประชาชนไทยปฏิบัติตาม   เช่น สวมหมวก หอมแก้มเมียก่อนไปทำงาน

   
          วิธีการจัดการที่ ศ. ดร. เจตนา แนะนำ คือ จัดการให้เกิดทวิวัจน์ (dialogue) ในเรื่องต่างๆ ของบ้านเมือง   จัดการให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์   คือจัดการให้เกิดวัฒนธรรมที่สร้างความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ในชีวิตจริง    สร้างวัฒนธรรมของการเน้นกระตุ้นธรรมชาติฝ่ายสูงของมนุษย์    แทนที่จะเน้นกระตุ้นธรรมชาติฝ่ายต่ำอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

  
          ที่จริงการอภิปรายมีประเด็นกว้างขวางมาก   เพราะวัฒนธรรมมีทั้งส่วนที่เป็นมรดก (heritage)  ที่เป็นวิถีชีวิต (living culture)  และที่เป็นการสร้างสรรค์ (creative culture)   ผมเลือกเอามาลงบันทึกเฉพาะส่วนที่ผมประทับใจ   และเห็นว่าเป็นประเด็นที่โยงกับการทำหน้าที่ของมหาวิทยาลัยว่าด้วยการชี้นำสังคม   คำถามของผมก็คือ มหาวิทยาลัยจะตั้งโจทย์การทำงานวิชาการจากเรื่องนี้อย่างไร    จะมีคำแนะนำต่อการสร้างวัฒนธรรม constructive มากกว่า destructive ได้อย่างไร    จะสร้างวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชนที่มีความแตกต่างกันได้อย่างไร

 

วิจารณ์ พานิช
๒๑ ส.ค. ๕๑

ศ. ดร. ปรีชา ช้างขวัญยืน ประธานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสาขาปรัชญา

กล่าวเปิดงาน

คณะผู้อภิปราย