ตามปกติผมไม่คุยเรื่องการเมือง    แต่ช่วงนี้ (๒๕ – ๒๘ ส.ค. ๕๑) ได้ยินเรื่องที่ทำให้ผมพอจะเข้าใจว่าทำไมคนจึงอดทนมาประท้วงให้รัฐบาลลาออก   ทั้งๆ ที่มีความยากลำบากมาก    เข้าใจว่าเขารู้ว่ามีการทำร้ายบ้านเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอย่างลับๆ และล้ำลึกมาก    ยากที่ จะบรรยาย

 ปากว่าเลิกเล่นการเมืองแล้ว   แต่ยังโทรศัพท์มาสั่งการ  ยังให้สมุนโทรศัพท์ไปรายงานตลอดเวลา    คนก็ยังไม่ตระหนักในความเป็นคนไม่ซื่อตรง    ปากอย่างใจอย่าง


 ฟังมาว่า ... มีรัฐมนตรีประชุมกระทรวงที่บ้าน   รมต. พูด ๑๐%  spouse พูด ๙๐%   ที่ใช้คำว่า spouse (คู่สมรส) ก็เพื่อไม่ให้ชัดเกินไปว่าเป็น รมต. หญิงหรือชาย   แสดงความเป็น รมต. ตัวแทน   และแสดงการเข้ามาแสวงผลประโยชน์ที่ไม่ชอบ


 ฟังมาว่า ... งบจังหวัด มี สส. ของพรรค.... เข้าไปจัดการ เดิมถือเป็นงบ สส. พรรค.... ๕๐%   เวลานี้ ๑๐๐%   ไอติมแท่งดูดได้คนเดียวเป็นชิ้นเป็นอัน   ไม่ต้องผ่านการดูดหลายชั้น


 ข้าราชการระดับสูงทำงานยากมาก เพราะจะมีโทรศัพท์มาขอโน่นขอนี่   ขอให้ตั้งคนโน้นคนนี้   ถ้าไม่ให้ตามขอ เก้าอี้คลอน    แม้มหาวิทยาลัยเขายังกล้าขอ


 ข้าราชการถูกแบ่งแยกแล้วปกครอง   เพื่อให้ยอมอยู่ใต้อำนาจ   การทำงานเป็นทีมในหมู่ข้าราชการระดับสูงจึงเป็นไปไม่ได้    เพราะไม่มีใครไว้ใจใคร      ตกอยู่ในสภาพทำงานเพื่อเอาตัวรอด  ผมได้ยินจากปากคนระดับอธิบดีหลายคน


 ผมคิดว่าการเมืองปัจจุบันใช้วิธีมอมเมาประชาชนด้วยนโยบายประชานิยม   ที่เสนอผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนบุคคล ระยะสั้น   ชาวบ้านชอบ โดยไม่ตระหนักว่าแลกกับผลประโยชน์ส่วนรวม   และแลกกับผลประโยชน์ระยะยาว


 ธุรกิจที่แข่งขันเสรีอยู่ยาก   เพราะมีธุรกิจของกลุ่มการเมืองพรรค...เข้ามาถือไพ่เหนือ หรือผูกขาด   ตามสไตล์ของนาย.....    ที่มุ่งกินแดนหมด   ไม่เหลือพื้นที่/ที่ยืน ให้คนอื่น   และนี่คือเหตุผลที่ทำให้หาแผ่นดินอยู่ยาก


 ในช่วงเวลา ๕ – ๖ ปีที่ผ่านมา    คอรัปชั่น และการเล่นพวก รุนแรงมาก กัดกร่อนสังคมเป็นแผลลึก


 เข้าใจยากมากว่าบ้านเมืองของเรากำลังถูก “ปลวกสังคม” กัดกินแกนในของสังคมอย่างไร   แกนในคือคุณธรรมจริยธรรม    

          นี่คือการตีความของผมเอามา ลปรร.   ขอย้ำว่าผมเป็นคนไม่เข้าใจการเมือง    ไม่ ยืนยันว่าผมตีความถูกต้อง

 

วิจารณ์ พานิช
๒๙ ส.ค. ๕๑