ใน ๒ ตอนที่แล้ว ผมได้เสนอว่า   ถ้าจะตีพิมพ์ผลงานวิจัย R2R ต้องคิดถึง การต่อยอดความรู้   และนำเสนออย่าง evidence-based


          ในตอนนี้จะขอเสนอว่า บทความตีพิมพ์ต้องมีการอ้างอิงอย่างมีความหมาย


          นี่ก็เช่นกัน  เป็นเรื่องที่วงวิชาการไทยควรได้พัฒนาอย่างเป็นระบบ    เป็นเรื่องที่ขบวนการ R2R ประเทศไทยน่าจะได้เข้ามาดำเนินการพัฒนา


          ต้องเริ่มทำความเข้าใจว่า การอ้างอิงนั้น อ้างไปทำไม   อ้างกับไม่อ้างต่างกันอย่างไร   การอ้างอิงที่ดีมีลักษณะอย่างไรบ้าง    ดีที่สุดคือตั้งวงเอาของจริงมาเรียนกันเลย    โดยต้องใช้วารสาร คือตัวบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ และ reviewer เป็นผู้ร่วมกันพัฒนา และร่วมกันยกระดับคุณภาพของการอ้างอิง 


          ผมได้เล่าแล้วว่าสมัยหนุ่มๆ ผมใช้สิ่งที่บทความอ้างอิงในการค้นคว้าหาความรู้ให้แตกฉาน   และใช้สำหรับจับผิดบทความ/ผู้เขียนบทความที่เป็นผู้อ้างด้วย    และพบว่าบางครั้งผู้อ้างอ้างโดยเข้าใจความหมายของบทความที่อ้างผิดๆ ก็มี  


          ผมเข้าใจว่าการอ้างอิงมีประโยชน์ต่อไปนี้


 เพื่อบอกว่ามีองค์ความรู้เดิมในเรื่องที่เราจะทำวิจัยอย่างไรบ้าง    ใครบ้างเป็นผู้สร้างความรู้นั้น   สร้างมาอย่างไร   มีจุดอ่อนจุดแข็งขององค์ความรู้นั้นอย่างไรบ้าง   การอ้างอิงแบบนี้มักอยู่ในบททบทวนเอกสาร/ความรู้
 หลายครั้งผมอ่านวารสารที่หัวข้อและบทคัดย่อแล้วพลิกไปดูว่าเขาอ้างอิงบทความของใครบ้าง    ตีพิมพ์ที่ไหน เมื่อไร    เพื่อจะดูระดับความเข้มข้นทางวิชาการที่นำเสนอในบทความนั้น   ดูความเข้มข้นจริงจังของการตรวจสอบองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ   หลายครั้งผมพบว่าบทความในวารสารไทยหย่อนด้านนี้มาก   บางครั้งบทความในวารสารไทยอ้างบทความในวารสารนานาชาติมากมาย แต่ไม่อ้างถึงบทความในวารสารไทย    ไม่เอ่ยถึงผลงานในประเทศไทยเลย    ผมก็จะสรุปกับตัวเองว่าบทความนั้นยังไม่เข้มข้นพอในทางวิชาการ
 เพื่อบอกว่าเราใช้ทฤษฎีใดเป็นแนวทางในการวิจัยนั้น   และผู้อ่านจะศึกษาทฤษฎีนั้นได้จากที่ใด
 การอ้างอิงวารสาร หรือการติดต่อส่วนตัวที่เป็นข้อมูลที่สดใหม่   แสดงว่าผู้เขียน/วิจัย อยู่ในวงการของเรื่องนั้นจริง    เพิ่มความน่าเชื่อถือ   แสดงว่าผู้วิจัยมีการติดตาม ติดต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นกับนักวิชาการในวงการนั้น
 การอ้างอิงช่วยให้ไม่ต้องเขียนยาว ไม่ต้องระบุข้อมูลดิบ   เปิดโอกาสให้ผู้อ่านติดตามตรวจสอบรายละเอียดเอาเองได้จากบทความที่อ้าง
 การอ้างอิงช่วยให้ผู้อ่านได้ทราบว่าเคยมีผู้ทำวิจัยในเรื่องนั้นไว้อย่างไรบ้าง   และรายงานใหม่นี้จะต่อยอดความรู้จากรายงานก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง


          การอ้างอิงที่ดีจะช่วยทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์มาก    และเป็นการฝึกฝนนักวิจัยอย่างมาก   และในทางตรงกันข้าม การอ้างอิงที่ไม่ดีก็เป็นการสร้างนิสัยไม่ดี   สร้างความเป็นนักวิจัยระดับกึ่งดิบกึ่งดี (mediocre)    ซึ่งน่าเสียดายที่วงการวารสารไทยไม่ค่อยพิถีพิถันในเรื่องนี้ 

 
การอ้างอิงที่ไม่ดี ได้แก่
 อ้างโดยไม่ได้อ่าน   คือมีอ้างไว้ในบทความที่ตนอ่าน   ก็เอามาอ้างต่อโดยลงไว้เหมือนกับตนได้อ่านเอง   แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อ่าน    ทำให้บางครั้งอ้างผิด   เช่นเขาลงหน้าผิด เราก็ผิดตามเขา    หรือที่ร้ายกว่านั้น เขาสรุปใจความมาผิด เราก็อ้างผิดตามเขา
 อ้างมากๆ เพื่อให้บทความดูมีความขลัง   ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วตนไม่ได้อ่านบทความที่ตนอ้างอย่างจริงจัง
 อ้างแบบเลื่อนลอย   คืออ้างหนังสือทั้งเล่ม โดยไม่ระบุว่าประเด็นที่อ้างคืออะไร อยู่ที่หน้าไหน    การอ้างแบบเลื่อนลอยเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านต้องการตรวจสอบความแม่นยำของการอ้าง    แล้วไม่สามารถตรวจสอบได้    หัวใจของการวิจัยคือความจำเพราะเจาะจง    การอ้างอย่างกว้างๆ ไม่จำเพาะเจาะจงเป็นลักษณะของการวิจัยที่คิดไม่ชัด

 

          ถึงตอนนี้ผมเกิดความคิดว่าคนที่ทำงานวิจัย R2R มีผลงานในระดับหนึ่งควรได้รับ การสนับสนุนให้เข้า workshop ฝึกเขียนรายงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์    และควรมีการเผยแพร่หนังสือแนะนำวิธีเขียนรายงานผลการวิจัยเพื่อตีพิมพ์    ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย   ซึ่งเมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็ไม่เป็นเรื่องยาก   แต่ถ้าไม่ได้รับคำแนะนำฝึกฝนก็มักละเลย   ทำให้ผลงานตีพิมพ์ด้อยคุณภาพไปอย่างน่าเสียดาย

 

วิจารณ์ พานิช
๒๔ ส.ค. ๕๑