ผมเป็นคนไม่สนใจการเมือง ไม่เข้าใจการเมือง   แต่วันที่ ๒๖ ส.ค. ๕๑ ผมอดใจไว้ไม่ได้ที่จะติดตามข่าวความเคลื่อนไหวทั้งของฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายรัฐบาล   ผมเรียนรู้แบบ AI – Appreciative Inquiry ดังนี้

 ผมชื่นชม mental model ในการหลีกเลี่ยงความรุนแรงของทั้ง ๒ ฝ่าย    รู้สึกว่าสังคมไทยได้เรียนรู้เรื่องความอดทนอดกลั้นต่อกันอย่างมากมายใน ช่วงเวลา ๒๐ – ๕๐ ปีที่ผ่านมา    คนแก่อย่างผมอดนึกไม่ได้ว่าถ้ามีกลุ่มคนทำอย่างนี้สมัยจอมพลสฤษดิ์ จะเกิดอะไรขึ้น    ที่จริงเหตุการณ์ปี ๒๕๓๔ ก็เกิดจากความอดทนอดกลั้นต่อกันไม่เพียงพอ


 ความมีระเบียบวินัยของฝ่ายพันธมิตรฯ   เป็นที่ประทับใจผม   คือเข้าไปในพื้นที่ทำเนียบฯ แต่ไม่เข้าไปในอาคาร ไม่ทำลายข้าวของ    อย่างนี้ไม่เรียกว่า ม็อบ   เพราะไม่ใช่ฝูงชนที่บ้าคลั่ง    แต่เป็นฝูงชนที่มีระเบียบ และมีเป้าหมายในการแสดงออกของตน


 ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับผู้สื่อข่าวอย่างคล่องแคล่วของนายกสมัคร ประทับใจผม   นี่ไม่เกี่ยวกับสาระและวิธีคิดที่ใช้ในการสื่อสารนะครับ


 ภาพตำรวจอยู่ในบริเวณทำเนียบฯ ที่มีกลุ่มพันธมิตรฯ เข้าไปยึดบริเวณ   โดยตำรวจมีท่าทีสงบและผ่อนคลาย (เห็นในทีวี)    กลุ่มผู้ประท้วงก็เดินผ่านไปมาแบบไม่มีการเข้าไปยั่วยุตำรวจ   ท่าทีเป็นมิตร หรือไม่เป็นปรปักษ์ต่อกันเช่นนี้ ประทับใจผมมาก   แสดงว่าตำรวจได้รับการฝึกมาอย่างดี


 ผมชื่นชมสื่อมวลชนในภาพรวม ที่เสนอข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบตรงไปตรงมา ไม่เข้าข้าง    ส่วนที่มีการเข้าข้างผมไม่ชมชอบ   ผมชอบให้สื่อมวลชนเสนอข่าว แล้วให้ผู้ชม/ฟัง ตัดสินเอง   ไม่ใช่สื่อมวลชนเน้นชี้นำความคิด


 ผมชื่นชมความสามารถในการจัดการฝูงชนให้มีระเบียบ มีความสุภาพ (ในระดับที่น่าแปลกใจ) ของทีมแกนนำพันธมิตรฯ


 ผมชื่นชมคนไทย ที่ยอมเสียสละเงิน เวลา และเสี่ยงอันตราย มาชุมนุมแสดงประชามติอย่างล้นหลามในคราวนี้   ผมรู้จักหลายคนที่ “ซื้อไม่ได้” มาชุมนุมเพราะใจสั่ง ไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครชักจูง

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๗ ส.ค. ๕๑