ครู..คิดอย่างไรถ้าต้องถ่ายโอนไป อปท. ?

                                                                                                                                                               

เกษร  อุบล

 

 

                การถ่ายโอนสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เป็นกระแสที่ทำให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เกิดความไขว้เขวและหวั่นไหวต่อสถานภาพ และเสถียรภาพการคงไว้ซึ่งคำว่า ข้าราชการ  หากยังสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตำแหน่งครู ยังเป็น ครูปฏิบัติการ ครูชำนาญการ ครูเชี่ยวชาญ ตามพระราชบัญญัติครูและบุคลากรทางการศึกษา แต่ถ้าถ่ายโอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำแหน่งเป็นเพียงพนักงานครู  ซึ่งยังไม่รวมไปถึงสวัสดิการและสวัสดิภาพอื่น ๆ ที่ครูพึงได้รับ  แต่อย่างไรก็ตามการถ่ายโอนการศึกษาไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากมีกฎหมายกำหนดไว้หลายฉบับ ดังนี้

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 81 ที่ได้กำหนดให้มี  กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ  เพื่อใช้เป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและจัดการการศึกษา จึงได้มีการตรา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ขึ้น  โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาครั้งนี้ถือว่าเป็นการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ของไทย  (พนม พงษ์ไพบูลย์ 2543 : 9)  ดังนั้น ระบบการจัดการศึกษาจะต้องเปิดกว้างให้มีความอิสระและมีทางเลือกหลากหลาย ทั้งในแง่ของความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ รัฐจึงจำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาสู่หน่วยงานระดับล่างให้มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจมากขึ้น เพื่อพัฒนาระบบการบริหารการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการรับบริการการศึกษาของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542   และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)  พ.ศ.2545  มาตรา 9(2)   ที่กำหนดให้มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 41 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับ ตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น  (สำนักนโยบายและแผนการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  2542 : 6,12)

พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง   ส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542  มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542  กำหนดแนวทางการกระจายอำนาจทางการศึกษาโดยกำหนดการบริการสาธารณะ เรื่องการจัดการศึกษา เป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นตนเอง และภารกิจการจัดการศึกษา ได้ถูกกำหนดเป็นภารกิจที่ต้องถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ  โดยการจัดการศึกษาที่จะต้องถ่ายโอนคือการจัดการศึกษาในระบบและการจัดการศึกษานอกระบบ

แผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2544  กำหนดให้ภารกิจการจัดการศึกษาในระบบของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นภารกิจที่จะต้องถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ภายหลังจากแผนปฏิบัติการฉบับนี้เผยแพร่ออกมาไม่นาน ก็เกิดกระแสการเคลื่อนไหวคัดค้านในการนำไปสู่การปฏิบัติ โดยกระแสต่อต้านได้ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหมู่ครูประถมศึกษา ได้มีการจัดกิจกรรม มีความเคลื่อนไหวขององค์กรครู  การเคลื่อนไหวของสหภาพครูแห่งชาติ ได้ประกาศคัดค้านอย่างชัดเจน และยังส่งหนังสือเชิญชวนไปยังครูทุกพื้นที่ให้ร่วมกันเขียนไปรษณียบัตรแสดงการคัดค้าน ส่งไปถึงนายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย  (สหัส  บรรจงเมือง  2545 : 2)

                งานวิจัยเรื่อง ความคิดเห็นของข้าราชการครูที่มีต่อการถ่ายโอนการจัดการศึกษาไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ในอำเภอนครชัยศรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของข้าราชการครู ที่มีต่อการถ่ายโอนการจัดการศึกษาไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอนครชัยศรี  จังหวัดนครปฐม   ด้านการบริหารงานวิชาการ  ด้านการบริหารงบประมาณ  และด้านการบริหารงานบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ข้าราชการครูในอำเภอนครชัยศรี จำนวน 226 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า  5 ระดับ  จำนวน 30 ข้อ  ซึ่งมีค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.67 -1.00  มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.94  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่           ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

                ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของข้าราชการครูที่มีต่อการถ่ายโอนการจัดการศึกษาไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก  และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ข้าราชการครูเห็นด้วยอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการบริหารงานบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด  รองลงมาได้แก่ด้านการบริหารงบประมาณ  ส่วนด้านการบริหารงานวิชาการมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า

1. ด้านการบริหารงานวิชาการ  ความคิดเห็นของข้าราชการครูที่มีต่อการถ่ายโอนการจัดการศึกษาไปสูองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านการบริหารงานวิชาการ อยู่ในระดับมาก    โดยข้อที่สถานศึกษาที่ถ่ายโอนควรจะมีอิสระในการพัฒนางานวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด  รองลงมาได้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรให้การสนับสนุนและร่วมกิจกรรมวิชาการของโรงเรียนเป็นอย่างดีและต่อเนื่อง   และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในงานด้านการศึกษาเป็นอย่างดี ตามลำดับ 

2. ด้านการบริหารงบประมาณ   ความคิดเห็นของข้าราชการครูที่มีต่อการถ่ายโอนการจัดการศึกษาไปสูองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านการบริหารงบประมาณ  อยู่ในระดับมาก  โดยข้อที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีการจัดทำบัญชีการเงินและพัสดุอย่างเป็นระบบ โปร่งใสและตรวจสอบได้ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  รองลงมาได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจัดสรรงบประมาณ สำหรับการจัดการศึกษาอย่างเพียงพอและอย่างมีคุณภาพ   และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินรายได้สนับสนุนการจัดการศึกษาสำหรับสถานศึกษาอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน  ตามลำดับ  

                3. ด้านการบริหารงานบุคคล  ความคิดเห็นของข้าราชการครูที่มีต่อการถ่ายโอนการจัดการศึกษาไปสูองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ด้านการบริหารงานบุคคล  อยู่ในระดับมาก   โดยข้อที่การถ่ายโอนบุคลากรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำด้วยความสมัครใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด   รองลงมาได้แก่ คณะกรรมการด้านการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีผู้แทนสถานศึกษาร่วมเป็นคณะกรรมการ  และการดำเนินงานด้านการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีความโปร่งใส บริสุทธิ์ และยุติธรรม   ตามลำดับ

 

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรทำอย่างไรในการถ่ายโอน ?

                จากงานวิจัยข้างต้น  ข้าราชการครูในอำเภอนครชัยศรี  คิดว่าถ้าต้องถ่ายโอนการจัดการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรดำเนินการตามข้อเสนอแนะ ดังนี้

                 1. ควรจะให้อิสระในการพัฒนางานวิชาการต่อสถานศึกษาที่รับโอน  และควรสนับสนุนและร่วมกิจกรรมของโรงเรียนเป็นอย่างดีและต่อเนื่อง   ผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมอบอำนาจการบริหารงานวิชาการให้สถานศึกษาดำเนินการเอง และจัดหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญทางวิชาการ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับข้าราชการครูในสถานศึกษา

                2.  ควรดำเนินการในเรื่องการเงินการบัญชีและพัสดุด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินรายได้สนับสนุนการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบและเท่าเทียมกัน ตลอดจนควรจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาให้มากขึ้นและต่อเนื่อง  ดังนั้น ผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรสร้างระบบการเงินการบัญชีและพัสดุให้เข้มแข็ง โปร่งใส และให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณทางด้านการศึกษาให้มากขึ้น

                3.  การถ่ายโอนการจัดการศึกษาไปสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นควรทำด้วยความสมัครใจของทุกฝ่าย และในการบริหารงานบุคคลต้องมีผู้แทนทางการศึกษาร่วมเป็นกรรมการด้วย  ดังนั้น ผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรสร้างความมั่นใจในการบริหารงานบุคคลโดยดำเนินการอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม  ให้สถานศึกษาและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในด้านการบริหารงานบุคคล

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

นโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม,  สำนัก. (2542).  พระราชบัญญัติการศึกษา

แห่งชาติ พ.ศ.2542. กรุงเทพ : กระทรวงศึกษาธิการ.

พนม พงษ์ไพบูลย์. (2543). นโยบายและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารการศึกษา

                ของกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542.

                กรุงเทพฯ : กรมศาสนา.

สหัส  บรรจงเมือง. (2545).  การศึกษาความคิดเห็นของครูประถมศึกษาต่อกรณีการถ่ายโอนอำนาจ

                การจัดการศึกษาให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล ศึกษาเฉพาะกรณีสำนักงานการประถม

                ศึกษาอำเภอเมืองระยอง.  ปัญหาพิเศษปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต

มหาวิทยาลัยบูรพา.