ลูกบางคนได้รับที่ดินแบ่งจากมรดกตกทอด เมื่อได้รับแล้วก็แปลงที่ดินนั้นเป็นเงิน เพื่อนำเงินไปซื้อสิ่งที่ตนเองอยากได้ คำถามคือ "ที่ดินแปลงที่ว่านี้ราคาเท่าไร"

   ไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทหรือ น่าสนใจดี หากมีสัก ๑๐ ไร่ ก็ได้รับแล้วจำนวน ๑๐ ล้านบาท เงินจำนวนนี้ สามารถนำไปซื้ออะไรๆ ได้เยอะเลย

   แต่..ก่อนที่จะขาย ต้องประเมินราคาคนก่อน นั่นหมายความว่า หากซื้อชีวิตคน ๑ คน เราจะให้ราคาเขาเท่าไร หากเรามีรายเดือนละ ๒๐,๐๐๐ ปีหนึ่งก็เป็น ๒๔๐,๐๐๐ อายุคน ๑ คน เฉลี่ยที่กี่ปี คิดน้อยๆ ก็พอคือประมาณ ๖๕ ปี ชีวิต ๑ ชีวิตสามารถทำราคาได้ ๑๕,๖๐๐,๐๐๐ ยังไม่คิดถึงค่าแรงที่ไปช่วยงานสังคม คุณภาพของชีวิตเพื่อคนหลายๆคน อย่างลูกๆ ที่เขาทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ

  สิ่งที่ต้องคิดก่อนขายคือ หากเราตีค่าชีวิต ๑ ชีวิตเท่ากับ ๑๕,๖๐๐,๐๐๐ จำนวนกี่ชีวิตของบรรพบุรุษ ที่อาศัยที่ดินผืนนี้ หากจะขายที่ดิน จงคิดให้มันคุ้มกับราคาขายด้วย และหากเราไม่ขาย ที่ดินผืนนี้มีประโยชน์ต่อชีวิตอื่นๆ อีกเท่าไร ลูก หลาน เหลน โหลน ที่เขาเติบโตขึ้นมา โดยเงินรายได้ต่อเดือนไม่ใช่ ๒๐,๐๐๐ บาท หากตีค่าชีวิตด้วยเงิน เท่าไรกันกับ ๑ ชีวิต

  "ที่นาแห่งนี้ก่อนเคยได้ไถอยู่เป็นประจำฯลฯ" (สุรพล) นั้นก็แสดงว่า ที่ดินแปลงนี้ หาค่าไม่ได้ เรามาหยุดยั้งกับการขายที่ดินเพื่อความฟุ้งเฟ้อกันเถอะ ด้วยว่า คนที่ซื้อก็ซื้อต่ำกว่าราคาต้นทุนเป็นอย่างไร

 

หมายเหตุ : ข้อคิดทั้งหมดนี้ ผุดขึ้นมาระหว่างอยู่ในชั้นเรียน จึงบันทึกเก็บไว้เพื่ออบรมตัวเองเท่านั้น โดยปรารภถึงการที่ชาวบ้านขายที่ให้กับนายทุนเพื่อที่จะนำเงินไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกับคนอื่นๆ