การเป็น "แหล่งของการแสดงน้ำใจอันบริสุทธิ์" นั้น เป็นรื่องสำคัญ คล้ายกับการที่เราพูดถึงการเป็น "เนื้อนาบุญ" ที่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบประพฤติ ปฏิบัติอยู่

   เมื่อพูดถึง ความสุข เราต่างก็ยอมรับว่า สุขจากการให้ นั้น อิ่มนาน ยั่งยืน ส่วน สุขจากการรับ นั้น แม้จะตื่นเต้นในบางครั้ง แต่มักจะตามมาด้วยความหนักอกหนักใจ มากบ้าง น้อยบ้าง คนดีจึงนิยมเป็นผู้ให้ มากกกว่าจะเป็น ผู้รับ  แต่เรื่องนี้มาคิดดูอีกที มันยังมีอีกชั้นหนึ่งครับ ผมคิดได้ก็ดวยไปอ่านบันทึกหนึ่งของท่านอาจารย์หมอสกล  สิงหะ และได้ไปเขียนต่อท้ายไว้ว่า ...

ขอบพระคุณมากครับอาจารย์

  • อ่านแล้ว ซาบซึ้ง กินใจ
  • ไม่ว่าวิชาชีพใด คงต้องเดินเส้นทางนี้แหละครับ
  • การลดตัวตน ลดมานะ รู้จัก "ยกท่าน ข่มตน" กตัญญูรู้คุณต่อผู้คนและสรรพสิ่ง คือหนทางนำชีวิตไปสู่สันติสุข
  • การศึกษาที่ไม่ได้เสริมสร้างสิ่งเหล่านี้ในกระบวนการเรียนรู้ นับว่าเป็นอันตราย เราจะได้คนเก่ง ที่เห็นแก่ตัว มุ่งประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง ในทุกสาขาอาชีพ .. โลกจะไม่น่าอยู่ขึ้นเรื่อยๆครับ
  • จนบางครั้งหมอเกิดความเข้าใจไปว่า หมอเป็นคนให้เท่านั้น ไม่ได้เป็นคนรับ 
  • เรื่องนี้น่าคิดครับ .. ผมเพิ่งคุยกับท่านครูบาสุทธินันท์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เกี่ยวกับการรับ ว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไม คนดีอันเป็นที่เคารพนับถือของเราจึงไม่ปฏิเสธการรับ ทั้งๆที่ท่านก็ไม่ได้เดือดร้อนถึงขนาดต้องไปขอรับความช่วยเหลือเรื่องนั้นๆ จากลูกหลาน บริวาร ..
  • สรุปก็คือเราเห็นตรงกันว่า การเป็น "แหล่งของการแสดงน้ำใจอันบริสุทธิ์" นั้น เป็นรื่องสำคัญ คล้ายกับการที่เราพูดถึงการเป็น "เนื้อนาบุญ" ที่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบประพฤติ ปฏิบัติอยู่ จนผู้คนได้มีโอกาสแสดงออกซึ่งความดีงามในจิตใจให้ปรากฏนั่นเอง
  • สวัสดีครับ

         อ่านแล้วอาจจะงงได้ ว่าผมพูดถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร .. ถ้าอย่างนั้นอย่าช้าอยู่เลยครับ  ขอเชิญเข้าไปอ่าน บันทึกนี้ และแนะนำว่าควรอ่านช้าๆ เก็บรายละเอียดให้มากๆ  เชื่อว่าจะได้ประโยชน์มหาศาล จากการอ่านเรื่องดีๆในบันทึกดังกล่าว
  • สวัสดีครับ