บ่อยากให้แนวดีดีหมู่นี้ ตายไปกับยาย อยากให้ลูกหลานในบ้านเฮามาเฮียน แล้วกะศึกษา

 เยาวชนรักบ้านเกิดบ้านหนองบัว(วัวที่ไม่ลืมตีน)...ความยั่งยืนที่จะต้องมีตลอดไป  ต่อ...

 

     อาทิตย์ที่ผ่านมา หลวงพี่เล็กที่ปรึกษาของกลุ่มเยาวชนรักบ้านเกิดบ้านหนองบัว

โทรมาหาผม....ประโยคแรกท่านพูดขึ้นว่า...มีบ้านให้กลับบ่ ?รักบ้านเกิดอย่ารักแต่ปากเด้อ..ฟ่าวกลับมามีงานใหญ่ให้เฮ็ด มีเงินอยู่ 200,000 บาท แล้วแกอธิบายโครงการที่แกจะทำซึ่งเป็นโครงการเดียวกันที่ผมได้แต่เฝ้าคิด แต่ไม่มีเวลาที่จะลงมือทำเนื่องจากเหตุหลายๆอย่าง  โครงการนี้มีชื่อว่า โครงการสนับสนุนวัดเป็นศูนย์กลางสร้างสุขของชุมชน (วัดวิถีพุทธเฉลิมระเกียรติ 80 วัด) เป็นโครงการของ สสส. มีพันธกิจหลัก คือ จัดกิจกรรมภายในวัดทุกวันอาทิตย์เต็มวัน โดยกิจกรรมหลักเป็นกิจกรรมทางศาสนาที่ครอบคลุมทั้งการบำเพ็ญทาน  รักษาศีล เจริญภาวนา การเผยแพร่พระธรรมคำสอน ที่จะช่วยนำความสุขสงบที่แท้เจริงมาสู่ทุกคน  และสังคมประเทศชาติ ส่วนกิจกรรมเสริมอื่นๆ เช่น กิจกรรมที่สร้างสติ สมาธิ ไม่ใช่กิจกรรมที่อึกทึก หรือสนุกสนานแบบทางโลก คนเหล่านี้เมื่อได้เข้าวัด คุ้นเคยและได้รับฟังธรรมะบ้างย่อมเป็นประโยชน์ต่อตนเอง จึงเกิดคำขวัญที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์งานนี้ว่า      " เข้าวัดทุกวันอาทิตย์ ชีวิตเป็นสุข "

ป้ายโครงการ สนับสนุนวัดเป็นศูนย์กลางสร้างสุขของชุมชน

       สำหรับเยาวชนหรือผู้ที่ไม่สนใจภาวนา ให้แยกไปทำในส่วนของกิจกรรมพุทธอาสาอื่นๆ

เช่น การทำความสะอาดห้องน้ำ อาคารสถานที่ เก็บขยะ ทำสวน งานศิลป์ รำมวย โยคะ จัดประกวดการตอบปัญหา เล่านิทานชาดก การประกวดเรียงความ หรือกิจกรรมอื่นๆตามวัดเห็นสมควร แต่หลวงพี่ท่านวางหัวข้องานไว้คือ..ธรรมะ  ดนตรี  กวี ศิลป์  เช่น เรื่องแรกที่หลวงพี่และผมคิดว่าจะทำ คือ การตั้งวงกลองยาวของหมู่บ้าน ซึ่ง บ้านหนองบัวมีทั้งกลองยาว และคนที่ตีได้อยู่แล้ว ขาดแค่การรวมตัวกัน เป็นหน้าที่ของผมอีกแหล่ะครับที่ต้องไปสอน..

        ผมกลับไปถึงบ้านในช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมก็ไม่ลังเลที่จะเริ่มชวนคนแก่แถวบ้านและคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนทั้งที่เดินผ่านไปผ่านมาและที่เข้ามาซื้อของในร้านเล็กๆของยาย ร้านของยายถือว่าเป็นโรงอาหารของหมู่บ้านและหลายๆหมู่บ้าน หลายคนที่มาลิ้มรสในการทำอาหารของยายจะติดอกติดใจอย่างมาก เนื่องด้วยรสชาติที่อร่อย และราคาประหยัด(เขาบอกอย่างนั้น)  ผมพูดคุยหยอกล้อคุณยายและคุณตาหลายๆท่านอย่างสนิทสนมและคุ้นเคย คำแรกที่ทุกคนทัก คือ       “กลับมาแล้วบ่บักหัวฟู “ ผมชอบน่ะเวลาที่ได้ยินคำนี้

ผมไม่ลืมที่จะซักถามถึงความเป็นอยู่และภูมิความหลัง  บางเรื่องที่ชวนคุยก็เป็นเรื่องภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ผมคิดมาโดยตลอดว่า จะมีโอกาสสักครั้งมั้ยน้อที่จะได้รวบรวมครูภูมิปัญญาพื้นบ้านในบ้านหนองบัว  ตา ยายทุกคนเห็นด้วยที่หมู่บ้านเราน่าจะมีเรื่องการเรียนรู้เรื่องนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ยายท่านหนึ่งพูดกับผมว่า... บ่อยากให้แนวดีดีหมู่นี้ ตายไปกับยาย อยากให้ลูกหลานในบ้านเฮามาเฮียน แล้วกะศึกษาความรู้สึกของผมคงไม่ต่างจากท่านมากนัก อยากทุกคนที่มีความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาพื้นบ้านในเรื่องๆต่างมารวมตัวกัน สอนเด็กๆในชุมชน รวมทั้งผู้ที่สนใจ ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตในอดีตที่แต่ละคนได้พบเจอมา

                 สิ่งที่.อยากมีอีกอย่างในชุมชนของผม คือ สถานที่ที่ให้พวกเราทำกิจกรรมกันได้สะดวกพิพิธภัณฑ์สืบสานภูมิปัญญาพื้นบ้าน(บ้านดิน) จึงน่าจะเกิดขึ้น  ด้วยความคิดของผมที่ว่าอยากรวบรวมศิลปวัฒนธรรม เครื่องมือเครื่องใช้ชาวอีสาน รวมทั้งผลงานศิลปะอันที่น่าจะเกิดจากเด็กๆในชุมชน มารวบรวมแสดงไว้ ….อยากให้พิพิธภัณฑ์(บ้านดิน) แห่งนี้เป็นอีกที่หนึ่งที่พวกเราทุกคนมาร่วมกันลงแรงปั้นดิน ที่เป็นดินของบ้านเรา ช่วยกันสร้างคนละไม้ละมือ โดยที่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงิน...เป็นบ้านที่เป็นของเราทุกคน และแสดงเรื่องราวของเราทุกคนไว้ในนี้...

 

      นานหลายเดือนแล้วครับที่ไม่ได้กลับบ้าน แต่การกลับมาครั้งนี้เป็นความรู้สึกที่ดีมาก  อย่างบอกไม่ถูก วันเสาร์ที่ 23สิงหาคม ผมเดินทางไปที่วัดซึ่งวันนี้ เป็นวันที่น้องๆหลายคนมาเรียนธรรมะศึกษากันที่วัด บรรยากาศเป็นยังไงมาดูกันเลยครับ

การร่วมอภิปรายแผนผังความคิดของเด็กๆ

นำเสนอโดยสมาชิกภายกลุ่ม ผลัดกันออกไปนำเสนอ เพื่อฝึกการพูด (เจ้าตัวเล็กแย่งไมค์พี่ๆมาพูด)

แผนผังความคิดกลุ่มเราเป็นไงบ้างค่ะ...

เก่งกันทุกกลุ่มเลย

เล่นเกมส์ระดมความคิด ....วางแผนกันดีดีน่ะคร้าบ..

บำเพ็ญประโยชน์ก่อนกลับบ้าน ...เอ้า ! ช่วยกันๆ

แผ่เมตตาก่อนกลับบ้าน...จิตใจจะได้สงบ

สวดมนต์ไหว้พระก่อนกลับบ้าน

เดี๋ยวเอารูปกิจกรรมในวันอาทิตย์มาฝากให้ดูน่ะครับ..โปรดติดตาม เร็วๆนี้