วันที่ ๑๘ ส.ค. ๕๑ สถาบันคลังสมองของชาตินัดมาสัมภาษณ์และถ่ายวิดีโอ เรื่อง ธรรมาภิบาลในสถานศึกษา ชื่อเรื่องกว้างจัง
ผมถามตัวเองว่าจะพูดเรื่องอะไรดี มีเรื่องแหย่รังแตนได้เยอะ เช่นธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันเป็นธรรมาภิบาลเพื่อใคร ลองพิจารณาดูให้ดีๆ แบบไม่ลำเอียงนะครับ ผมว่าส่วนใหญ่เป็นธรรมาภิบาลเพื่อผู้บริหารและคณาจารย์ มากกว่าธรรมาภิบาลเพื่อสังคมไทย
สภามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีคนที่ทำงานเป็นอาจารย์ประจำและผู้บริหารเข้ามานั่งเป็นจำนวนมากกว่ากรรมการภายนอก สภาพอย่างนี้มองได้ว่าหนีไม่พ้นที่จะเป็นธรรมาภิบาลเพื่อผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่เพื่อ “ผู้ถือหุ้น” ซึ่งก็คือคนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศ และเป็นผู้จ่ายภาษีที่เอามาอุดหนุนมหาวิทยาลัยของรัฐ
กล่าวหากันแบบนี้ เถียงกันได้มากนะครับ เช่นเถียงว่า ถึงกรรมการสภาส่วนใหญ่จะเป็นคนใน แต่ก็เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
และอาจมีการเปรียบเทียบว่า กรรมการสภาจากคนนอก ในหลายกรณีเป็นนักการเมือง เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองหรือพรรคพวก และทำให้มาตรฐานการศึกษาตกต่ำ เพราะเข้ามาอาศัยมหาวิทยาลัยจัดหลักสูตรที่พวกตนเข้ามาเรียน เป้าหมายคือปริญญาที่เรียนไม่ยาก หรือเรียนๆ ขาดๆ ก็ได้ วานคนอื่นเรียนยังได้เลย
เถียงกันได้ไม่จบหรอกครับ ถ้าเถียงกันแบบนี้ จุดสำคัญก็คือ มหาวิทยาลัยต้องการระบบกำกับดูแล (Governance) ที่เข้มแข็ง และถือเป็นหลักว่า Governance ต้องแยกจาก Management และ Implementation/Operation คือหลีกเลี่ยง Conflict of Interest แต่ต้องฟังจากฝ่ายจัดการ และฝ่ายปฏิบัติการ
ประเด็นที่ ๑ ธรรมาภิบาลเพื่อใคร
ประเด็นที่ ๒ ทำหน้าที่ธรรมาภิบาลอย่างไร คำตอบของผมคือ Generative Governance
ประเด็นที่ ๓ หัวใจของการทำหน้าที่ Generative Governance ในบริบทของมหาวิทยาลัยมหิดลคืออะไร คำตอบของผมคือ
☼ สร้างให้เป็น Trust-based Organization เกิดการผนึกกำลังกันไปสู่เป้าหมายที่มุ่งมั่น
☼ ดูแลให้ มม. ทำหน้าที่รับใช้สังคมไทย ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
☼ ดูแลความมั่นคงด้านการเงิน ด้านทุนสังคม
☼ ประเมินการทำหน้าที่ของตนเอง และขององค์คณะ ปีละครั้ง
☼ ร่วมกับสถาบันคลังสมองของชาติ ในการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลอุดมศึกษาของไทย
☼ ร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่นภายในประเทศเป็น “เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา” เพื่อทำหน้าที่รับใช้สังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิผล
☼ ร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่นในโลก เพื่อให้ มม. เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกได้อย่างแท้จริง
ที่ต้องย้ำคือ ในส่วน Generative Governance สภามหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่แยกส่วนกันกับฝ่ายบริหาร แต่ทำหน้าที่ Empowerment
ในวันสัมภาษณ์จริง เขาถาม ๓ ข้อ ธรรมาภิบาลคืออะไร ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัยที่ดีเป็นอย่างไร ควรพัฒนาธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัยไทยอย่างไร
เที่ยงวันเดียวกัน ผมไปร่วมรับประทานอาหารเที่ยงและปรึกษาหารือเรื่องการพัฒนาสภามหาวิทยาลัย ร่วมกับนายกสภา มรภ. และ มทร. จำนวนประมาณ ๑๐ คน สาระที่ชัดเจนคือท่านต้องการให้มีสำนักงานสภามหาวิทยาลัยเป็นตัวตน และให้ สกอ. สื่อสารกับสำนักงานสภาฯ โดยตรง ไม่ใช่สื่อสารผ่านอธิการบดี ซึ่งมักไปไม่ถึงสภาฯ มีคนพูดรุนแรงถึงขนาดว่า สภาพความเป็นจริงอธิการบดีควบคุมสภาฯ ไม่ใช่สภาฯ กำกับดูแลฝ่ายบริหาร เพราะจริงๆ แล้ว อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งและปลดนายกสภาฯ สภาพนี้แตกต่างจากที่มหาวิทยาลัยมหิดลที่ผมสัมผัสใกล้ชิดโดยสิ้นเชิง
วิจารณ์ พานิช
๑๙ ส.ค. ๕๑